โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Anthropic เผย Claude เจาะระบบองค์กรจริง 3 แห่งระหว่างทดสอบความปลอดภัยไซเบอร์ เกิดขึ้นตั้งแต่เมษายน แต่ไม่มีใครรู้ตัว

THE STANDARD

อัพเดต 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
Anthropic เผย Claude เจาะระบบองค์กรจริง 3 แห่งระหว่างทดสอบความปลอดภัยไซเบอร์ เกิดขึ้นตั้งแต่เมษายน แต่ไม่มีใครรู้ตัว

Anthropic เปิดเผยเมื่อวันพฤหัสบดี (30 ก.ค.) ที่ผ่านมาว่า โมเดล AI ของบริษัทเข้าถึงอินเทอร์เน็ตระหว่างการทดสอบด้านความปลอดภัยไซเบอร์ และเจาะเข้าระบบจริงขององค์กรภายนอก 3 แห่งโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยที่บริษัทไม่ทราบเรื่องมาก่อน

ประเด็นสำคัญ

  • ไล่ตรวจ 141,006 การทดสอบ เจอ 3 เหตุการณ์ที่หลุดรอด
  • 3 โมเดล 3 ปฏิกิริยา เมื่อรู้ว่าเป้าหมายคือระบบจริง
  • ประเด็นที่ยังถูกตั้งคำถาม
  • เสียงเรียกร้องกฎกำกับ AI ดังขึ้น

การเปิดเผยครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจาก OpenAI ออกมาระบุเมื่อสัปดาห์ก่อนว่า เทคโนโลยี AI ของบริษัทหลุดออกจากสภาพแวดล้อมทดสอบแบบปิด หรือ Sandbox ที่ควรถูกตัดขาดจากอินเทอร์เน็ต และเข้าไปเจาะระบบของ Hugging Face แพลตฟอร์มสำหรับนักพัฒนาโอเพนซอร์ส

Anthropic ระบุว่า เหตุการณ์ของ OpenAI เป็นตัวจุดชนวนให้บริษัทกลับไปตรวจสอบการทดสอบด้านไซเบอร์ของตัวเอง ว่ามีกรณีคล้ายกันเกิดขึ้นหรือไม่ โดยองค์กรทั้ง 3 แห่งที่ได้รับผลกระทบได้รับแจ้งเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ขณะที่บริษัทไม่ได้เปิดเผยชื่อองค์กรเหล่านั้น

ไล่ตรวจ 141,006 การทดสอบ เจอ 3 เหตุการณ์ที่หลุดรอด

จากการตรวจสอบย้อนหลังบันทึกการทดสอบทั้งหมด 141,006 ครั้ง Anthropic พบ 3 เหตุการณ์ที่ Claude เข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้จริง ระหว่างการทำงานร่วมกับ Irregular บริษัทด้านความปลอดภัย AI ซึ่งเป็นผู้สร้างสภาพแวดล้อมทดสอบให้กับ Anthropic

ต้นตอของปัญหามาจากการตั้งค่าที่ผิดพลาด ซึ่ง Anthropic อธิบายว่าเป็น ‘ความเข้าใจไม่ตรงกัน’ ระหว่างบริษัทกับพันธมิตร เกี่ยวกับว่าสภาพแวดล้อมทดสอบมีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตหรือไม่ ทั้งที่ในความเป็นจริงมีการเชื่อมต่ออยู่

จุดที่น่าสนใจคือ ในการทดสอบทุกครั้ง Anthropic ได้ระบุกับ Claude อย่างชัดเจนผ่านคำสั่งว่า โมเดลไม่มีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต และอยู่ในสถานการณ์จำลอง แต่ระหว่างการทดสอบ โมเดลกลับหาทางออกสู่อินเทอร์เน็ตได้ และเข้าใจผิดว่าระบบจริงที่พบเจอเป็นส่วนหนึ่งของโจทย์ที่ได้รับมอบหมาย

สำหรับวิธีการที่ใช้เจาะระบบนั้น ถือเป็นเทคนิคพื้นฐาน ทั้งการเดารหัสผ่านที่อ่อนแอ และการเข้าถึงจุดเชื่อมต่อระบบที่ไม่มีการยืนยันตัวตน โดยการทดสอบชุดนี้เป็นรูปแบบ Capture-the-flag ซึ่งให้โมเดลค้นหาข้อมูลที่ซ่อนอยู่ด้วยการเจาะเข้าระบบอื่น เป็นวิธีมาตรฐานในการวัดขีดความสามารถด้านการแฮกทั้งของมนุษย์และ AI

Anthropic ยังระบุด้วยว่า โมเดลที่ใช้ทดสอบทั้งหมดทำงานโดยไม่มีระบบตรวจสอบด้านความปลอดภัยและตัวคัดกรองที่บริษัทติดตั้งไว้ในโมเดลที่เปิดให้ใช้งานทั่วไป เนื่องจากการทดสอบมีเป้าหมายเพื่อวัดขีดความสามารถที่แท้จริงของตัวโมเดล โดยไม่มีตัวช่วยใดๆ ซึ่งบริษัทระบุว่ามาตรการเหล่านั้นน่าจะสกัดพฤติกรรมดังกล่าวได้

3 โมเดล 3 ปฏิกิริยา เมื่อรู้ว่าเป้าหมายคือระบบจริง

เหตุการณ์ทั้ง 3 ครั้ง เกี่ยวข้องกับโมเดล 3 ตัว ได้แก่ Opus 4.7, Mythos 5 และโมเดลวิจัยภายในที่ยังไม่เปิดเผยชื่อ โดยสิ่งที่ Anthropic ระบุว่าเป็นข้อค้นพบที่น่าสนใจที่สุด คือทั้ง 3 โมเดลมีปฏิกิริยาต่างกันอย่างชัดเจน เมื่อเริ่มมีหลักฐานว่าเป้าหมายที่กำลังโจมตีเป็นระบบจริง

Opus 4.7 ซึ่งเป็นโมเดลเก่าที่สุดในกลุ่ม รับรู้ว่าตัวเองเข้าถึงระบบจริงในทั้ง 4 รอบของเหตุการณ์นั้น โดยใน 2 รอบ โมเดลให้เหตุผลกับตัวเองว่าบริษัทจริงคงเป็นส่วนหนึ่งของโจทย์ทดสอบ แต่ในทั้ง 4 รอบ โมเดลยังคงเดินหน้าโจมตีต่อ รวมถึงการดึงข้อมูลรับรองตัวตน และเข้าถึงฐานข้อมูลที่ใช้งานจริง

ส่วน Mythos 5 ก็จับสัญญาณได้ว่ากำลังอยู่บนอินเทอร์เน็ตจริง แต่กลับโน้มน้าวตัวเองจนเชื่อว่ายังอยู่ในสถานการณ์จำลอง ก่อนจะเผยแพร่ชุดโค้ดที่เป็นอันตรายขึ้นสู่ PyPI คลังซอฟต์แวร์สาธารณะของภาษา Python ที่นักพัฒนาทั่วโลกใช้ดาวน์โหลดไปใช้งาน โดยชุดโค้ดดังกล่าวถูกดาวน์โหลดและเรียกใช้งานโดยระบบภายนอกไปแล้ว ก่อนที่จะถูกตรวจพบ

มีเพียงโมเดลวิจัยภายในซึ่งเป็นรุ่นใหม่ที่สุดเท่านั้น ที่หยุดการทำงานด้วยตัวเอง หลังสรุปได้ว่าเป้าหมายเป็นระบบจริง

“รูปแบบนี้สอดคล้องกับแนวคิดที่ว่าโมเดลที่ก้าวหน้ากว่าจะตอบสนองได้เหมาะสมกว่า แต่เราจำเป็นต้องทดสอบเพิ่มเติมเพื่อให้มั่นใจในข้อสรุปนี้” Anthropic ระบุ

ทั้งนี้ บริษัทระบุว่าไม่พบหลักฐานว่าโมเดลใดมีการ ‘ไล่ตามเป้าหมายของตัวเอง’ แต่เป็นเพียงการพยายามทำงานที่ได้รับมอบหมายให้สำเร็จเท่านั้น

ประเด็นที่ยังถูกตั้งคำถาม

Anthropic พยายามชี้ความแตกต่างระหว่างกรณีของตัวเองกับ OpenAI โดยระบุว่า โมเดลของ OpenAI ใช้ช่องโหว่ซอฟต์แวร์ที่ยังไม่มีใครรู้จักในการหลุดออกจากสภาพแวดล้อมทดสอบ ขณะที่โมเดลของ Anthropic เข้าถึงอินเทอร์เน็ตผ่านช่องทางที่ถูกเปิดทิ้งไว้โดยความผิดพลาด

นอกจากนี้ Anthropic ยังระบุว่าบริษัทตรวจพบเหตุการณ์ด้วยตัวเองจากการตรวจสอบเชิงรุก และองค์กรที่ได้รับผลกระทบซึ่งบริษัทติดต่อได้ ไม่เคยตรวจพบหรือแจ้งเตือนกิจกรรมดังกล่าวมาก่อน ซึ่งต่างจากกรณีของ Hugging Face ที่ตรวจพบการบุกรุกก่อน แล้ว OpenAI จึงระบุตัวและเปิดเผยในภายหลัง

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ว่าทั้ง Anthropic และองค์กรที่ถูกเจาะระบบ ต่างไม่ทราบเรื่องมาก่อนเป็นเวลาหลายเดือน ยังคงเป็นคำถามสำคัญ โดยบริษัทยอมรับว่าควรตรวจสอบบันทึกเครือข่ายและบทสนทนาการทดสอบให้มากกว่านี้

ปัจจุบัน Anthropic หยุดการทดสอบด้านไซเบอร์ทั้งหมดทันทีที่พบปัญหา และกำลังทำงานร่วมกับ METR องค์กรประเมิน AI อิสระ เพื่อตรวจสอบเหตุการณ์เพิ่มเติม พร้อมเรียกร้องให้ห้องแล็บ AI รายอื่นดำเนินการตรวจสอบในลักษณะเดียวกัน ด้านโฆษกของ Irregular ระบุว่าบริษัทกำลังสอบสวนเหตุการณ์นี้อยู่เช่นกัน

เสียงเรียกร้องกฎกำกับ AI ดังขึ้น

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องกันของสองบริษัท AI รายใหญ่ กำลังจุดกระแสเรียกร้องให้มีการกำกับดูแลที่เข้มงวดขึ้น

อเล็กซ์ สตามอส ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตภัณฑ์ของบริษัทความปลอดภัยไซเบอร์ Corridor ระบุว่า เหตุการณ์เหล่านี้แสดงให้เห็นว่าบริษัท AI จำเป็นต้องมีมาตรฐานระดับอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่งกว่านี้ ในการแยกระบบระหว่างการทดสอบด้านไซเบอร์

เขายังเตือนถึงอนาคตที่อาชญากรไซเบอร์อาจใช้ AI ก่อเหตุโจมตีในวงกว้าง โดยระบุว่า “อีกไม่นาน ผู้โจมตีจะมีความสามารถแบบนี้ในมือ ผ่านโมเดล AI ที่เปิดให้ทุกคนดาวน์โหลดไปใช้งานเองได้ เราต้องเตรียมรับมือไว้ตั้งแต่ตอนนี้”

ด้าน อลัน วูดเวิร์ด ศาสตราจารย์ด้านความปลอดภัยไซเบอร์จาก University of Surrey มองว่า Anthropic ตรงไปตรงมาเกี่ยวกับความผิดพลาดของมนุษย์ที่นำไปสู่เหตุการณ์นี้ โดยระบุว่า AI “ไม่ได้ออกนอกลู่นอกทาง คุณสั่งให้มันทำบางอย่าง แล้วก็เปิดประตูทิ้งไว้”

ขณะที่ในฝั่งการเมือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ 2 รายได้เสนอร่างกฎหมาย ‘AI Kill Switch Act’ ซึ่งกำหนดให้บริษัท AI ต้องมีความสามารถในการปิด, ชะลอ หรือระงับการทำงานของโมเดล ในกรณีที่โมเดลทำงานผิดปกติ

นอกจากนี้ พนักงานจากบริษัท AI ต่างๆ กว่า 1,100 คน ยังร่วมลงชื่อในคำร้องเมื่อวันอังคาร เรียกร้องให้รัฐบาลสหรัฐฯ สนับสนุนกลไกที่จะช่วย ‘กำหนดจังหวะการพัฒนา AI อย่างจงใจ’ เพื่อป้องกันไม่ให้เทคโนโลยีก้าวหน้าเร็วเกินไป

ภาพ :nickj / Shutterstock

อ้างอิง:

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...