ทำไมคุณถึงกำลังจะเป็นบ้า เพราะงานในยุค New Normal | โน้ต ศรัณย์ คุ้งบรรพต - Exclusive Writer
ผมเชื่อว่าหลายคนที่ได้เห็นหัวเรื่องของบทความตอนนี้ จะต้องเริ่มเฉลียวใจว่า "เอ๊ะ…เราใช่หนึ่งในนั้นไหม ?"
บางคนอาจจะรู้สึกว่า "ไม่นะ" เพราะจริง ๆ บริษัทเราเองก็พยายามรณรงค์เรื่อง Work-life balance อยู่ตั้งมากมาย แล้วแถมบางองค์กรก็ได้บอกอยู่แล้วว่า Work from home ได้ต่อไป เพื่อให้เหมาะกับสถานการณ์ New normal ที่ได้เปลี่ยนโลกไปแล้วทั้งใบ
แต่จากที่ผมได้ลองสังเกตดูจากคนรอบข้าง สภาพแวดล้อมใกล้ตัว และจากการอ่านโซเชียลมีเดียของมนุษย์ทำงานต่าง ๆ ผมกลับเห็นว่า คนเราในปัจจุบันทำงานมากขึ้น และ มีความเครียด จากยุคก่อนโควิดขึ้นไปอีกครับ ด้วยเหตุผลหลายอย่าง..
ถ้าคุณไม่เชื่อ ลองตามผมมาว่าความเครียดจากงานเหล่านี้มันเกิดขึ้นได้อย่างไร
อย่างแรกเลย คนเราเริ่มชินกับการประชุม หรือการสั่งงานแบบออนไลน์ที่ต้องได้เดี๋ยวนั้นเดี๋ยวนี้
โดยไล่จี้กันด้วย Speed และ assumption ว่า “ต้องว่าง” “ต้องได้” และ “เทคโนโลยีมันช่วยคุณแล้ว คุณต้องตอบสนองฉันให้ได้สิ”
เวลาที่เป็นช่องว่างและแสดงให้เห็นอยู่ในตารางแต่ละวันของแต่ละคน คือ โอกาสที่คนจะยัดการประชุมเข้ามา โดยคิดไปเลยทันทีว่า คน ๆนั้นจะต้องว่าง และ เข้าประชุมได้อย่างตรงเวลา เพราะอีกฝ่ายรู้แน่แล้วว่า ไม่ต้องทดเวลาการเดินไปห้องประชุมหรือเผื่อเวลาการเข้าห้องน้ำ เหมือนแต่ก่อน เพราะเชื่อว่า ยังไงคนที่ทำงานอยู่หน้าจอ ก็ต้องยังนั่งอยู่ที่หน้าจอแน่นอน ไปไหนไม่ได้
รวมถึงความคาดหวังในการส่งมอบงาน คุยงาน ทุกอย่างติดสปีดแบบคูณสอง เพราะรู้แล้วว่า มันทำได้มาแล้วในช่วงสองปีที่ผ่านมา ใช่ครับ New normal ก็มาพร้อมความคาดหวังใหม่ ๆ ที่ทำให้เราใกล้บ้ามากขึ้น
อย่างที่สองคือ การปฏิสัมพันธ์กันเยี่ยงเพื่อนมนุษย์ เพื่อนร่วมงาน และ สัตว์สังคม มันหายไป
โอกาสการได้สังเกตเห็นสีหน้า อารมณ์ หรือ ความรู้สึกของกันและกันมันหายไป เพราะไม่มีโอกาสได้เห็นหน้ากันแบบ Face to face เท่าแต่ก่อน การเปิดไมค์ หรือ ปิดไมค์ การนิ่งเงียบ ไม่แสดงความคิดเห็นผ่านทางหน้าจอ มันไม่ได้บอกอารมณ์ทั้งในมิติของ วัจนภาษา และ อวัจนภาษา อย่างสิ้นเชิง
แม้หลายองค์กรบังคับการเปิดกล้องให้เห็นหน้ากันผ่านจอ แต่อย่าลืมนะครับ ว่าคนที่นั่งทำงานอยู่แต่ละบ้าน เขาไม่ได้มองหน้าคุณกลับเหมือนตอนที่เจอกันตัวต่อตัว เขามองจอ หรือกำลังมองกล้องอยู่ และบางคน เขาก็ได้ผ่านการฝึกวิชา “หน้าตาย” หรือ Poker Face มาแล้วเป็นเวลาสองปีเช่นกัน
และอย่างที่สามคือ ความขัดแย้งในกระบวนการทำงานที่ยังอยู่กับโลกก่อน Covid แต่คาดหวัง speed แบบ New normal
ยกตัวอย่างนะครับ บางออฟฟิศก็ได้ยกเลิกนโยบาย Work from home ไปแล้ว และหันให้คนกลับมาทำงานแบบ On-site
แต่ความคาดหวังในเชิงความเร็วแบบ new normal ยังคงดำเนินต่อไป แต่วิธีการทำงานย้อนกลับไปแบบโลกใบเก่า กระบวนการไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ต้องทำ paper work เป็นกอง ๆ บางที่ก็ยกเลิกขั้นตอนการทำงานอะไร ๆ ที่เคยผ่อนปรนในช่วงโควิด แถมยังทำให้ตึงยิ่งขึ้น พนักงานหลายคนก็อึ้งไปตาม ๆกัน และต้องมาแบกรับอะไรที่เป็นภาระทางอารมณ์มาขึ้น
สามสิ่งดังกล่าวนี้ เป็นเพียงตัวอย่างครับ มันยังมีอีกมากมายที่สร้างภาวะกดดันให้พนักงานตาดำ ๆ และนำไปสู่ความเครียด ทั้งแบบที่แสดงออกมาให้เรา ๆได้เห็นชัดด้วยตาเปล่า หรือ บางคน ก็ไม่แสดงออก เก็บงำ จนกลายเป็นภาวะทางจิต บางรายก็ป่วยจนต้องพบแพทย์
ผมได้ลองสอบถามไปที่จิตแพทย์ที่รู้จักสองสามท่าน น่าแปลกที่ทั้งหมดพูดว่า
จำนวนของพนักงานออฟฟิศ ที่เข้ามาพบจิตแพทย์
ในช่วงโควิดและหลังโควิด เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
แบบที่ไม่ต้องมานั่งดูบันทึกว่ามีกี่รายที่เพิ่มขึ้น เพราะ คุณหมอก็รับปรึกษาอย่างไม่หยุด จนคุณหมอเองก็ต้องขอพักผ่อนเช่นเดียวกันเพราะเหนื่อยล้าทางอารมณ์จากการรับฟังคนที่เดินหน้าเข้าสู่อาการเบิร์นเอาท์ และ อื่น ๆ
ที่น่าสนใจคือ ปัญหาความเครียดของคนที่ไปปรึกษานั้น มี Pattern ครับ
Top 3 เลยก็คือ ความเครียดจากสภาะโควิดที่แม้กำลังจะจากไป แต่ก็เป็นฐานทางความเครียดที่ใหญ่โตสำหรับคนส่วนใหญ่ ตามมาด้วยปริมาณความเครียดจากงานที่มากขึ้นจนกลายเป็นแรงกดดันสะสม และ การได้รับความกดดันจากเพื่อนร่วมงานหรือผู้บริหารที่ใช้ Power bully เพราะต้องการให้งานเดินไปได้ท่ามกลางวิกฤต
ทั้งหมดนี้ นำไปสู่การแสดงออกอาการทางกาย พฤติกรรมที่เปลี่ยนไป และ ภาวะทางใจที่ทำให้หลายคนหาทางออกในรูปแบบที่แตกต่างกันไป ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลมันคืออาการที่งานกัดกินชีวิตละวิญญาณของเราไปเสียแล้ว ลองมาดูว่าคุณมีอาการเหล่านี้หรือยัง ?
- อาการทางกายที่ผิดปกติไป โดยมีความสุดโต่งเกิดขึ้น เช่น นอนไม่หลับ หรือนอนมากจนเกินไป รับประทานอาหารไม่ได้ หรือรับประทานมากกว่าปกติมาก จนเกิดการเปลี่ยนแปลงของน้ำหนักตัว และเกิดอาการอื่นร่วมด้วย เช่น อ่อนเพลีย อ่อนล้าทางกาย
- อาการทางจิตใจ พฤติกรรม หรือ ความคิด เช่น ไม่อยากทำงานขั้นสุด ไม่มีแรงจูงใจเหลือเลยในการทำงาน ฝันเป็นงานอย่างต่อเนื่อง เริ่มรู้สึกก้าวร้าว รุนแรง หรือแสดงออกอย่างก้าวร้าว กับคนรอบข้าง เช่น เพื่อนร่วมงาน และครอบครัว เกลียดวันจันทร์ และแม้เมื่อถึงวันศุกร์ก็ยังไม่ดีใจ แต่กลับมีความกังวลจากงานคงอยู่ เริ่มอยากเก็บตัว และไม่อยากสุงสิงกับใครโดยเฉพาะคนที่ทำงาน
ถ้าอาการเหล่านี้ เกิดขึ้นแล้วทั้งตัวกับคุณเอง และเพื่อนร่วมงาน คุณต้องเร็วพอที่จะสังเกตเห็น และ ดึงสติ เพื่อนำไปสู่การพบแพทย์ หาที่ปรึกษา หรือ หาทางออกที่ถูกต้องที่จะไม่ทำให้อาการเหล่านี้ดำเนินต่อไป จนเข้าสู่ภาวะที่สายเกินแก้ และลุกลามไปสู่ความสูญเสียแบบที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น
สิ่งสำคัญคือตัวเราเอง คนรอบข้าง ทั้งครอบครัวและเพื่อนร่วมงาน และ ตัวองค์กรเอง ต้องสังเกต และ sensitive ต่อเรื่องเหล่านี้มากยิ่งขึ้น การหาตัวช่วยทางการแพทย์ให้ตนเอง เพื่อนร่วมงาน และ พนักงาน เช่น การพบจิตแพทย์หรือที่ปรึกษาไม่ใช่เรื่องน่าอายอีกต่อไปแล้ว และองค์กรก็ต้องไม่ลืมที่จะย้อนกลับไปดูต้นตอของปัญหาในภาพรวมด้วยครับ ว่ามันเกิดขึ้นจากอะไร เกิดขึ้นระดับไหน ขยายวงหรือไม่ และ ต้องเร่งแก้ไขหากเห็นว่ามีประเด็น
ไม่เช่นนั้น แรงงาน คนที่นั่งทำงานในยุค New normal นี้ จะเป็นเพียงแรงงานระยะสั้น เพราะสุดท้ายแล้วหลายคนต้องออกมาจากระบบการทำงาน หรือ สภาพดวกล้อมการทำงานของคุณ หรือ บางรายต้องออกมาจากตลาดแรงงานเพราะมีปัญหาเชิงสภาพจิตใจนี้กันไปเสียหมด