โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ทำไมคุณถึงกำลังจะเป็นบ้า เพราะงานในยุค New Normal | โน้ต ศรัณย์ คุ้งบรรพต - Exclusive Writer

Ad Addict

อัพเดต 21 ธ.ค. 2565 เวลา 09.50 น. • เผยแพร่ 21 ธ.ค. 2565 เวลา 09.51 น. • ศรัณย์ คุ้งบรรพต

ผมเชื่อว่าหลายคนที่ได้เห็นหัวเรื่องของบทความตอนนี้ จะต้องเริ่มเฉลียวใจว่า "เอ๊ะ…เราใช่หนึ่งในนั้นไหม ?"

บางคนอาจจะรู้สึกว่า "ไม่นะ" เพราะจริง ๆ บริษัทเราเองก็พยายามรณรงค์เรื่อง Work-life balance อยู่ตั้งมากมาย แล้วแถมบางองค์กรก็ได้บอกอยู่แล้วว่า Work from home ได้ต่อไป เพื่อให้เหมาะกับสถานการณ์ New normal ที่ได้เปลี่ยนโลกไปแล้วทั้งใบ

แต่จากที่ผมได้ลองสังเกตดูจากคนรอบข้าง สภาพแวดล้อมใกล้ตัว และจากการอ่านโซเชียลมีเดียของมนุษย์ทำงานต่าง ๆ ผมกลับเห็นว่า คนเราในปัจจุบันทำงานมากขึ้น และ มีความเครียด จากยุคก่อนโควิดขึ้นไปอีกครับ ด้วยเหตุผลหลายอย่าง..

ถ้าคุณไม่เชื่อ ลองตามผมมาว่าความเครียดจากงานเหล่านี้มันเกิดขึ้นได้อย่างไร

อย่างแรกเลย คนเราเริ่มชินกับการประชุม หรือการสั่งงานแบบออนไลน์ที่ต้องได้เดี๋ยวนั้นเดี๋ยวนี้

โดยไล่จี้กันด้วย Speed และ assumption ว่า “ต้องว่าง” “ต้องได้” และ “เทคโนโลยีมันช่วยคุณแล้ว คุณต้องตอบสนองฉันให้ได้สิ”

เวลาที่เป็นช่องว่างและแสดงให้เห็นอยู่ในตารางแต่ละวันของแต่ละคน คือ โอกาสที่คนจะยัดการประชุมเข้ามา โดยคิดไปเลยทันทีว่า คน ๆนั้นจะต้องว่าง และ เข้าประชุมได้อย่างตรงเวลา เพราะอีกฝ่ายรู้แน่แล้วว่า ไม่ต้องทดเวลาการเดินไปห้องประชุมหรือเผื่อเวลาการเข้าห้องน้ำ เหมือนแต่ก่อน เพราะเชื่อว่า ยังไงคนที่ทำงานอยู่หน้าจอ ก็ต้องยังนั่งอยู่ที่หน้าจอแน่นอน ไปไหนไม่ได้

รวมถึงความคาดหวังในการส่งมอบงาน คุยงาน ทุกอย่างติดสปีดแบบคูณสอง เพราะรู้แล้วว่า มันทำได้มาแล้วในช่วงสองปีที่ผ่านมา ใช่ครับ New normal ก็มาพร้อมความคาดหวังใหม่ ๆ ที่ทำให้เราใกล้บ้ามากขึ้น

อย่างที่สองคือ การปฏิสัมพันธ์กันเยี่ยงเพื่อนมนุษย์ เพื่อนร่วมงาน และ สัตว์สังคม มันหายไป

โอกาสการได้สังเกตเห็นสีหน้า อารมณ์ หรือ ความรู้สึกของกันและกันมันหายไป เพราะไม่มีโอกาสได้เห็นหน้ากันแบบ Face to face เท่าแต่ก่อน การเปิดไมค์ หรือ ปิดไมค์ การนิ่งเงียบ ไม่แสดงความคิดเห็นผ่านทางหน้าจอ มันไม่ได้บอกอารมณ์ทั้งในมิติของ วัจนภาษา และ อวัจนภาษา อย่างสิ้นเชิง

แม้หลายองค์กรบังคับการเปิดกล้องให้เห็นหน้ากันผ่านจอ แต่อย่าลืมนะครับ ว่าคนที่นั่งทำงานอยู่แต่ละบ้าน เขาไม่ได้มองหน้าคุณกลับเหมือนตอนที่เจอกันตัวต่อตัว เขามองจอ หรือกำลังมองกล้องอยู่ และบางคน เขาก็ได้ผ่านการฝึกวิชา “หน้าตาย” หรือ Poker Face มาแล้วเป็นเวลาสองปีเช่นกัน

และอย่างที่สามคือ ความขัดแย้งในกระบวนการทำงานที่ยังอยู่กับโลกก่อน Covid แต่คาดหวัง speed แบบ New normal

ยกตัวอย่างนะครับ บางออฟฟิศก็ได้ยกเลิกนโยบาย Work from home ไปแล้ว และหันให้คนกลับมาทำงานแบบ On-site

แต่ความคาดหวังในเชิงความเร็วแบบ new normal ยังคงดำเนินต่อไป แต่วิธีการทำงานย้อนกลับไปแบบโลกใบเก่า กระบวนการไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ต้องทำ paper work เป็นกอง ๆ บางที่ก็ยกเลิกขั้นตอนการทำงานอะไร ๆ ที่เคยผ่อนปรนในช่วงโควิด แถมยังทำให้ตึงยิ่งขึ้น พนักงานหลายคนก็อึ้งไปตาม ๆกัน และต้องมาแบกรับอะไรที่เป็นภาระทางอารมณ์มาขึ้น

สามสิ่งดังกล่าวนี้ เป็นเพียงตัวอย่างครับ มันยังมีอีกมากมายที่สร้างภาวะกดดันให้พนักงานตาดำ ๆ และนำไปสู่ความเครียด ทั้งแบบที่แสดงออกมาให้เรา ๆได้เห็นชัดด้วยตาเปล่า หรือ บางคน ก็ไม่แสดงออก เก็บงำ จนกลายเป็นภาวะทางจิต บางรายก็ป่วยจนต้องพบแพทย์

ผมได้ลองสอบถามไปที่จิตแพทย์ที่รู้จักสองสามท่าน น่าแปลกที่ทั้งหมดพูดว่า

จำนวนของพนักงานออฟฟิศ ที่เข้ามาพบจิตแพทย์

ในช่วงโควิดและหลังโควิด เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

แบบที่ไม่ต้องมานั่งดูบันทึกว่ามีกี่รายที่เพิ่มขึ้น เพราะ คุณหมอก็รับปรึกษาอย่างไม่หยุด จนคุณหมอเองก็ต้องขอพักผ่อนเช่นเดียวกันเพราะเหนื่อยล้าทางอารมณ์จากการรับฟังคนที่เดินหน้าเข้าสู่อาการเบิร์นเอาท์ และ อื่น ๆ

ที่น่าสนใจคือ ปัญหาความเครียดของคนที่ไปปรึกษานั้น มี Pattern ครับ

Top 3 เลยก็คือ ความเครียดจากสภาะโควิดที่แม้กำลังจะจากไป แต่ก็เป็นฐานทางความเครียดที่ใหญ่โตสำหรับคนส่วนใหญ่ ตามมาด้วยปริมาณความเครียดจากงานที่มากขึ้นจนกลายเป็นแรงกดดันสะสม และ การได้รับความกดดันจากเพื่อนร่วมงานหรือผู้บริหารที่ใช้ Power bully เพราะต้องการให้งานเดินไปได้ท่ามกลางวิกฤต

ทั้งหมดนี้ นำไปสู่การแสดงออกอาการทางกาย พฤติกรรมที่เปลี่ยนไป และ ภาวะทางใจที่ทำให้หลายคนหาทางออกในรูปแบบที่แตกต่างกันไป ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลมันคืออาการที่งานกัดกินชีวิตละวิญญาณของเราไปเสียแล้ว ลองมาดูว่าคุณมีอาการเหล่านี้หรือยัง ?

  • อาการทางกายที่ผิดปกติไป โดยมีความสุดโต่งเกิดขึ้น เช่น นอนไม่หลับ หรือนอนมากจนเกินไป รับประทานอาหารไม่ได้ หรือรับประทานมากกว่าปกติมาก จนเกิดการเปลี่ยนแปลงของน้ำหนักตัว และเกิดอาการอื่นร่วมด้วย เช่น อ่อนเพลีย อ่อนล้าทางกาย
  • อาการทางจิตใจ พฤติกรรม หรือ ความคิด เช่น ไม่อยากทำงานขั้นสุด ไม่มีแรงจูงใจเหลือเลยในการทำงาน ฝันเป็นงานอย่างต่อเนื่อง เริ่มรู้สึกก้าวร้าว รุนแรง หรือแสดงออกอย่างก้าวร้าว กับคนรอบข้าง เช่น เพื่อนร่วมงาน และครอบครัว เกลียดวันจันทร์ และแม้เมื่อถึงวันศุกร์ก็ยังไม่ดีใจ แต่กลับมีความกังวลจากงานคงอยู่ เริ่มอยากเก็บตัว และไม่อยากสุงสิงกับใครโดยเฉพาะคนที่ทำงาน

ถ้าอาการเหล่านี้ เกิดขึ้นแล้วทั้งตัวกับคุณเอง และเพื่อนร่วมงาน คุณต้องเร็วพอที่จะสังเกตเห็น และ ดึงสติ เพื่อนำไปสู่การพบแพทย์ หาที่ปรึกษา หรือ หาทางออกที่ถูกต้องที่จะไม่ทำให้อาการเหล่านี้ดำเนินต่อไป จนเข้าสู่ภาวะที่สายเกินแก้ และลุกลามไปสู่ความสูญเสียแบบที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น

สิ่งสำคัญคือตัวเราเอง คนรอบข้าง ทั้งครอบครัวและเพื่อนร่วมงาน และ ตัวองค์กรเอง ต้องสังเกต และ sensitive ต่อเรื่องเหล่านี้มากยิ่งขึ้น การหาตัวช่วยทางการแพทย์ให้ตนเอง เพื่อนร่วมงาน และ พนักงาน เช่น การพบจิตแพทย์หรือที่ปรึกษาไม่ใช่เรื่องน่าอายอีกต่อไปแล้ว และองค์กรก็ต้องไม่ลืมที่จะย้อนกลับไปดูต้นตอของปัญหาในภาพรวมด้วยครับ ว่ามันเกิดขึ้นจากอะไร เกิดขึ้นระดับไหน ขยายวงหรือไม่ และ ต้องเร่งแก้ไขหากเห็นว่ามีประเด็น

ไม่เช่นนั้น แรงงาน คนที่นั่งทำงานในยุค New normal นี้ จะเป็นเพียงแรงงานระยะสั้น เพราะสุดท้ายแล้วหลายคนต้องออกมาจากระบบการทำงาน หรือ สภาพดวกล้อมการทำงานของคุณ หรือ บางรายต้องออกมาจากตลาดแรงงานเพราะมีปัญหาเชิงสภาพจิตใจนี้กันไปเสียหมด

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...