โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

ภาคธนาคารสหรัฐฯ ผนึกกำลังแสดงความกังวล หลัง ‘ทรัมป์’ เรียกร้องให้หั่นดอกเบี้ยบัตรเครดิตเหลือ 10% เป็นเวลา 1 ปี

THE STANDARD

อัพเดต 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
ภาคธนาคารสหรัฐฯ ผนึกกำลังแสดงความกังวล หลัง ‘ทรัมป์’ เรียกร้องให้หั่นดอกเบี้ยบัตรเครดิตเหลือ 10% เป็นเวลา 1 ปี

อุตสาหกรรมการธนาคารของสหรัฐฯ ออกแถลงการณ์ร่วม เตือนว่า แผนการหั่นดอกเบี้ยบัตรเครดิตของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ให้เหลือ 10% เป็นเวลา 1 ปี จะทำให้การเข้าถึงสินเชื่อยากยิ่งขึ้น และจะส่งผลกระทบต่อทั้งผู้บริโภคและภาคธุรกิจ

ทั้งนี้ ย้อนกลับไป เมื่อวันศุกร์ที่ 9 มกราคมที่ผ่านมา ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐฯ ทรัมป์กล่าวว่า ต้องการปรับลดอัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิตให้เหลือ 10% เป็นเวลา 1 ปี โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 20 มกราคม ซึ่งเป็นวันครบรอบ 1 ปีการบริหารงานของทรัมป์

“เราจะไม่ปล่อยให้ประชาชนชาวอเมริกันถูก ‘ขูดรีด’ จากบริษัทบัตรเครดิตที่เรียกเก็บดอกเบี้ยสูงถึง 20 ถึง 30% อีกต่อไป” ทรัมป์กล่าวผ่านทาง Truth Social

เปิดท่าทีของภาคธนาคารสหรัฐฯ

โดยมี 5 สมาคมที่เป็นตัวแทนของธนาคารในสหรัฐฯ ได้ออกแถลงการณ์ต่อกรณีดังกล่าว โดยระบุว่า ภาคธนาคารสหรัฐฯ มีเป้าหมายเดียวกันกับประธานาธิบดีในการช่วยให้ชาวอเมริกันเข้าถึง ‘สินเชื่อในราคาที่จับต้องได้มากขึ้น’ (more affordable credit)

“แต่ในขณะเดียวกัน หลักฐานชี้ให้เห็นว่าการจำกัดเพดานดอกเบี้ยบัตรเครดิตไว้ที่ 10% จะลดปริมาณสินเชื่อในระบบลง และจะสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อครอบครัวชาวอเมริกันและเจ้าของธุรกิจขนาดเล็กนับล้านรายที่ต้องพึ่งพาและเห็นคุณค่าของบัตรเครดิต” แถลงการณ์ร่วมระบุ เมื่อช่วงดึกของวันที่ 9 มกราคม

แถลงการณ์ระบุเสริมว่า “หากมีการบังคับใช้จริง เพดานดอกเบี้ยนี้จะบีบให้ผู้บริโภคต้องหันไปพึ่งพาทางเลือกอื่นที่มีการกำกับดูแลน้อยกว่าและมีต้นทุนสูงกว่า”

ทั้งนี้ แถลงการณ์ดังกล่าวออกโดย สมาคมนายธนาคารอเมริกัน (American Bankers Association), สถาบันนโยบายธนาคาร (Bank Policy Institute), สมาคมนายธนาคารเพื่อผู้บริโภค (Consumer Bankers Association), เวทีบริการทางการเงิน (Financial Services Forum) และสมาคมนายธนาคารชุมชนอิสระแห่งอเมริกา (Independent Community Bankers of America)

สถานการณ์หนี้บัตรเครดิตในสหรัฐฯ ปัจจุบัน

บัตรเครดิตถือเป็นแหล่งสินเชื่อผู้บริโภคหลักในสหรัฐฯ โดยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ดอกเบี้ยและยอดหนี้คงค้างได้พุ่งสูงขึ้น เนื่องจากผู้คนพึ่งพาบัตรเครดิตมากขึ้นเพื่อรักษาสภาพคล่องในการใช้จ่าย แม้กระทั่งสำหรับสินค้าอุปโภคบริโภคพื้นฐาน

ข้อมูลจากธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ระบุว่า ยอดหนี้บัตรเครดิตคงค้างรวมพุ่งทะลุ 1.23 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ณ สิ้นเดือนกันยายน และถือเป็นแหล่งหนี้ภาคครัวเรือนที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 4 รองจากสินเชื่อบ้าน สินเชื่อเพื่อการศึกษา และสินเชื่อรถยนต์

Fed ยังระบุด้วยว่า อัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิตในปัจจุบันอยู่ที่อย่างน้อย 21% และอาจสูงถึง 38 % สำหรับผู้กู้ที่มีความเสี่ยงสูง เพิ่มขึ้นจากค่าเฉลี่ยประมาณ 12% เมื่อทศวรรษที่แล้ว

ส่องแรงกดดันทางการเมือง เบื้องหลังแผนการลดดอกเบี้ย

ปัจจุบัน ทรัมป์กำลังเผชิญแรงกดดันให้ลดค่าครองชีพตามที่สัญญาไว้ในช่วงหาเสียงเลือกตั้งปี 2024 ท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อที่ยังไม่คลี่คลายและเสียงบ่นจากผู้บริโภคที่ต้องดิ้นรนหารายได้ให้พอกับรายจ่าย ท่ามกลางการเลือกตั้งกลางเทอมที่จะมีขึ้นในเดือนพฤศจิกายน

ด้าน Elizabeth Warren วุฒิสมาชิกพรรคเดโมแครตระดับสูงในคณะกรรมาธิการการธนาคารของวุฒิสภา ได้แสดงความกังขาว่า ทรัมป์จะจริงจังกับการจำกัดเพดานดอกเบี้ยจริงหรือไม่ โดยตั้งข้อสังเกตว่า ทรัมป์เคยพยายามที่จะยุบสำนักงานปกป้องผู้บริโภคทางการเงิน (Consumer Financial Protection Bureau) ซึ่งเป็นหน่วยงานเฝ้าระวังเพื่อผู้บริโภค

“การไปขอร้องให้บริษัทบัตรเครดิตทำตัวดีๆ นั้นเป็นเรื่องตลก” วอร์เรนกล่าวในแถลงการณ์เมื่อวันที่ 9 มกราคม “ทรัมป์ไม่ได้แคร์เรื่องความสามารถในการจ่ายของประชาชนเลย”

อ้างอิง:

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...