“ศาลสูงสหรัฐ” อาจชี้ “ภาษีทรัมป์” ผิดกฎหมาย เสี่ยงคืนเงินนำเข้ากว่า 1.33 แสนล้านดอลลาร์
"ศาลสูงสหรัฐ" อาจชี้ "ภาษีทรัมป์" ผิดกฎหมาย อาจเผชิญภาระคืนภาษีนำเข้ามหาศาล 1.33 แสนล้านดอลลาร์
วันที่ 7 มกราคม 2569 เวลา 04.20 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า กรมศุลกากร และป้องกันชายแดนสหรัฐ (CBP) ระบุว่ารัฐบาลของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ อาจเผชิญภาระต้องคืนเงินภาษีนำเข้าให้ผู้นำเข้ามากกว่า 1.335 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หากศาลฎีกาแห่งสหรัฐอเมริกาวินิจฉัยว่าภาษีที่ทรัมป์กำหนดภายใต้กฎหมายอำนาจเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ (IEEPA) เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ตัวเลขดังกล่าวเป็นยอดภาษีที่ถูกประเมินจนถึงวันที่ 14 ธันวาคม ซึ่งเป็นช่วงที่ CBP เผยแพร่รายงานสถิติล่าสุด ครอบคลุมการนำเข้าตั้งแต่ทรัมป์เริ่มใช้มาตรการภาษีภายใต้กฎหมายปี 1977 เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา กฎหมายดังกล่าวเดิมถูกออกแบบมาให้ใช้เฉพาะในภาวะฉุกเฉินด้านความมั่นคงของชาติ
ศาลสูงสหรัฐได้รับฟังคดีที่ท้าทายความชอบด้วยกฎหมายของภาษีตาม IEEPA เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา และมีกำหนดออกคำวินิจฉัยในวันศุกร์นี้ แม้ยังไม่เปิดเผยว่าจะเป็นคดีใดบ้าง ขณะที่ตลาดคาดการณ์ออนไลน์อย่าง Kalshi และ Polymarket ประเมินโอกาสที่ทรัมป์จะชนะคดีไว้ที่ 30% และ 23% ตามลำดับ ลดลงจากราว 40% ก่อนการพิจารณาคดี หลังผู้พิพากษาส่งสัญญาณตั้งคำถามต่อความชอบธรรมของมาตรการภาษีดังกล่าว
อย่างไรก็ดียังไม่ชัดเจนว่าหากศาลตัดสินว่าภาษีไม่ชอบด้วยกฎหมาย จะสั่งให้คืนเงินแก่ผู้นำเข้าโดยตรงหรือไม่ หรือจะปล่อยให้เป็นหน้าที่ของศาลชั้นล่างหรือรัฐบาลกลางในการจัดการต่อไป
ก่อนหน้านี้ ทรัมป์อ้างผ่านโซเชียลมีเดียว่า สหรัฐได้จัดเก็บหรือกำลังจะจัดเก็บรายได้จากภาษีศุลกากรสูงถึง 6 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งไม่เป็นความจริง โดยข้อมูลจากกระทรวงการคลังสหรัฐระบุว่ารายได้สุทธิจากภาษีศุลกากรทำสถิติสูงสุดที่ 1.95 แสนล้านดอลลาร์ ในปีงบประมาณ 2568 ซึ่งสิ้นสุดเมื่อวันที่ 30 กันยายน และหลังจากนั้นรายได้รายเดือนอยู่ในช่วงประมาณ 3 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อเดือน
ทั้งนี้ CBP ได้แจกแจงรายละเอียดภาษีตาม IEEPA แยกตามประเภทสินค้า ประเทศผู้ส่งออก และปีงบประมาณ โดยระบุว่า ภาษีที่เกี่ยวข้องกับเฟนทานิลเริ่มใช้กับสินค้าจากจีนเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ และกับสินค้าจากแคนาดาและเม็กซิโกที่ไม่เป็นไปตามข้อตกลงการค้าอเมริกาเหนือเมื่อวันที่ 4 มีนาคม
นอกจากนี้ภาษีตอบโต้ของทรัมป์ในอัตรา 10-50% ต่อสินค้าจากหลายประเทศเริ่มมีผลเมื่อวันที่ 5 เมษายน ก่อนมีการปรับลดบางส่วนจากการเจรจาการค้า ต่อมาสหรัฐยังเพิ่มภาษีลงโทษ 40% ต่อสินค้าจากบราซิลเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม และเก็บภาษีเพิ่มอีก 25% กับสินค้าจากอินเดียเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม ขณะที่ภาษีสินค้าจากญี่ปุ่นได้รับการปรับแก้ตามข้อตกลงการค้า มีผลตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคม
ความไม่แน่นอนทางกฎหมายครั้งนี้จึงอาจสร้างความเสี่ยงทางการคลังครั้งใหญ่ให้รัฐบาลสหรัฐ หากศาลสูงชี้ว่ามาตรการภาษีดังกล่าวขัดต่อกฎหมาย และเปิดทางให้ผู้นำเข้ามาเรียกร้องเงินคืนจำนวนมหาศาลในอนาคต
อ้างอิง : reuters.com