โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

ปีม้าดุ3วันสังเวย145ชีวิต!

ไทยโพสต์

อัพเดต 3 มกราคม 2569 เวลา 4.27 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ปีม้าเลือด! วันที่สามเทศกาลปีใหม่เกิดอุบัติเหตุ 326 ครั้ง ดับ 54 ราย รวมยอด 3 วันสังเวยแล้ว 145 ราย กทม.ครองแชมป์ตาย ศปถ.กำชับดูแลช่วงกลับกรุง 4 ม.ค. คาดมีปริมาณรถกว่า 7 แสนคัน

เมื่อวันศุกร์ที่ 2 มกราคม 2569 ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน (ศปถ.) แถลงสรุปสถิติอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ โดยนายจิระพงศ์ เทพพิทักษ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ พ.ศ. 2569 โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยและความร่วมมือของภาคีเครือข่ายได้รวบรวมสถิติอุบัติเหตุทางถนน ประจำวันที่ 2 มกราคม 2569 ซึ่งเป็นวันที่สามของการรณรงค์ขับขี่ปลอดภัย ลดความเร็ว ลดอุบัติเหตุ เกิดอุบัติเหตุ 326 ครั้ง ผู้บาดเจ็บ 317 คน ผู้เสียชีวิต 54 ราย

สำหรับสาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ ขับรถเร็วเกินกำหนด 40.18% ดื่มแล้วขับ 29.45% ยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ รถจักรยานยนต์ 76.92% ส่วนใหญ่เกิดบนเส้นทางตรง 78.22% ถนนกรมทางหลวง 36.81% ผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตสูงสุด อยู่ในช่วงอายุ 20-29 ปี 22.91% โดยจังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ ภูเก็ต (16 ครั้ง) จังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสูงสุด ได้แก่ ภูเก็ต (18 คน) จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสูงสุด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร (7 ราย)

“อุบัติเหตุทางถนนสะสมในช่วง 3 วัน (30 ธ.ค. 68-1 ม.ค. 69) เกิดอุบัติเหตุรวม 798 ครั้ง ผู้บาดเจ็บรวม 769 คน ผู้เสียชีวิตรวม 145 ราย จังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสะสมสูงสุดได้แก่ ภูเก็ต (34 ครั้ง) จังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสะสมสูงสุด ได้แก่ ภูเก็ต (38 คน) จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสะสมสูงสุด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร (12 ราย)”

นายจิระพงศ์กล่าวอีกว่า ในวันที่ 2 ม.ค. 69 ยังเป็นวันหยุดยาวต่อเนื่อง ซึ่งในพื้นที่ยังคงมีการเดินทางระหว่างอำเภอและจังหวัดค่อนข้างมาก ขอให้ประชาชนขับรถด้วยความไม่ประมาท เว้นระยะห่างจากรถคันหน้า ไม่เบรกกะทันหัน คาดเข็มขัดนิรภัยและสวมหมวกกันน็อกทุกครั้งที่ขับขี่ สำหรับประชาชนบางส่วนได้เริ่มวางแผนเดินทางกลับกรุงเทพมหานคร และกลับไปทำงานในพื้นที่ต่างๆ ล่วงหน้า เพื่อหลีกเลี่ยงการจราจรที่หนาแน่น โดยเฉพาะพี่น้องประชาชนที่เดินทางในสายอีสานและสายเหนือ ศปถ.จึงได้เน้นย้ำจังหวัด อำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกระทรวงคมนาคมให้วางแผนเตรียมพร้อมรองรับการเดินทางกลับ และอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนในเส้นทางต่างๆ ทั้งในส่วนของรถโดยสารสาธารณะให้เพียงพอ ซึ่งมีการคาดการณ์ว่าจะมีปริมาณรถกว่า 700,000 คัน ทั้งรถโดยสารสาธารณะและรถยนต์ส่วนบุคคล ที่ยังคงอยู่ในพื้นที่และทยอยเดินทางกลับในช่วง 1-2 วันข้างหน้านี้ ทั้งนี้ได้เน้นการตั้งจุดตรวจ จุดบริการ การเตรียมเปิดช่องทางแยกและเปิดช่องทางพิเศษ และการบังคับใช้กฎหมาย

ด้านนายสหรัฐ วงศ์สกุลวิวัฒน์ รองอธิบดี ปภ. กล่าวว่า ช่วงระยะนี้จะมีประชาชนบางส่วนเริ่มเดินทางกลับกรุงเทพมหานครและพื้นที่ต่างๆ ซึ่งคาดว่าปริมาณรถจะหนาแน่นที่สุดในวันที่ 4 ม.ค. 2569 ศปถ.จึงประสานสั่งการจังหวัด อำเภอ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้เพิ่มความเข้มข้นเรื่องการตั้งจุดตรวจในพื้นที่ต่างๆ และให้ท้องถิ่น ท้องที่ ดูแลเรื่องด่านชุมชนอย่างเข้มงวด เพื่อสกัดพฤติกรรมเสี่ยง เมาแล้วขับ พร้อมตั้งจุดบริการในจุดที่เหมาะสมเพื่อป้องกันอุบัติเหตุจากการหลับในและการชนท้าย

นายสหรัฐกล่าวอีกว่า ในจังหวัดที่เป็นพื้นที่ท่องเที่ยวที่มีชาวต่างชาติ จากข้อมูลสถิติการเกิดอุบัติของเมื่อวันที่ 1 ม.ค. 69 มีนักท่องเที่ยวและชาวต่างชาติเกิดอุบัติเหตุทางถนน ได้กำชับพื้นที่ให้เน้นการตรวจใบอนุญาตขับขี่ การกวดขันวินัยจราจร การขับรถเร็วเกินกำหนด ดื่มไม่ขับ การตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ผู้ขับขี่ รวมถึงการตรวจสอบสัญญาณไฟและป้ายจราจร และที่สำคัญคือ การสร้างความตระหนักรู้ด้านการจราจรช่วงเทศกาลแก่ทั้งผู้ขับขี่และเดินเท้าทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เพื่อให้การเริ่มต้นปีใหม่ 2569 เป็นไปด้วยความสุขและความปลอดภัย

ขณะที่นายรุ่งเรือง ธิมาบุตร ปลัดจังหวัดภูเก็ต ประธานการประชุมคณะทำงานติดตามและประเมินผลการดำเนินงานป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนและทางทะเลช่วงเทศกาลปีใหม่ พ.ศ. 2569 ได้ประเมินสถานการณ์อุบัติเหตุและกำหนดมาตรการเชิงรุกในการดูแลความปลอดภัยของประชาชนและนักท่องเที่ยว โดยมีหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดภูเก็ต ศาลากลางจังหวัดภูเก็ต อ.เมืองภูเก็ต จ.ภูเก็ต

โดยรายงานสถานการณ์อุบัติเหตุสะสมช่วงเทศกาลปีใหม่ ระหว่างวันที่ 30 ธ.ค. 2568 ถึง 1 ม.ค. 2569 จังหวัดภูเก็ตเกิดอุบัติเหตุทางถนน 34 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บ 38 ราย และเสียชีวิต 4 ราย โดยภูเก็ตเป็นจังหวัดที่มีอุบัติเหตุและผู้บาดเจ็บสูงสุด พฤติกรรมเสี่ยงหลักยังคงเป็นการขับรถเร็วเกินกำหนด การไม่สวมหมวกนิรภัย และการดื่มสุราแล้วขับ ขณะที่ยานพาหนะที่ก่อให้เกิดอุบัติเหตุสูงสุดคือ รถจักรยานยนต์ ทั้งนี้ยังมีอุบัติเหตุรุนแรงเกิดขึ้น อาทิ เหตุการณ์รถจักรยานยนต์ชนกันบริเวณตำบลฉลอง อำเภอเมืองภูเก็ต ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย และบาดเจ็บ 3 ราย รวมถึงเหตุการณ์รถจักรยานยนต์เสียหลักชนหลักกิโลเมตร บนถนนทางหลวงชนบท อำเภอถลาง ทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย ซึ่งจากการตรวจสอบพบปัจจัยเสี่ยงสำคัญคือ การไม่สวมหมวกนิรภัย การขับขี่โดยไม่มีใบอนุญาต และการดื่มสุราก่อนขับขี่

นายรุ่งเรืองได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามการใช้สิทธิการรักษาพยาบาล และสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ผู้ได้รับบาดเจ็บได้รับการดูแลและเยียวยาตามสิทธิอย่างครบถ้วน พร้อมเน้นย้ำการประชาสัมพันธ์รณรงค์ ป้องกันพฤติกรรมเมาแล้วขับในกลุ่มแรงงาน โดยเฉพาะภายในแคมป์คนงานและพื้นที่ชุมชนใกล้เคียง

ส่วนบรรยากาศการเดินทางกลับมาทำงานในกรุงเทพฯ ปริมณฑล หลังจากหยุดยาวฉลองเทศกาลปีใหม่กับครอบครัวในภูมิลำเนาแล้วนั้น พบว่าส่วนหนึ่งต่างทยอยเดินทางกลับตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.บ้างแล้ว และอีกส่วนยังเดินทางกลับอย่างต่อเนื่อง โดยพี่น้องประชาชนส่วนใหญ่คือกลุ่มผู้ใช้แรงงานที่เดินทางกลับวันนี้ โดยเฉพาะพี่น้องประชาชนที่ต้องเดินทางโดยรถยนต์สาธารณะ รถปรับอากาศ รถประจำทาง ที่สถานีขนส่งผู้โดยสารนครราชสีมาแห่งที่ 2 อ.เมืองนครราชสีมา ซึ่งเป็นจุดรับรถบัส รถปรับอากาศ รถตู้โดยสารสาธารณะ 20 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือค่อนข้างหนาแน่น โดยต่างอุ้มลูกจูงหลานหอบหิ้วสัมภาระข้าวของพะรุงพะรังที่สามารถติดไม้ติดมือไปไว้เป็นเสบียงอาหารได้ บางคนมาพร้อมข้าวสารกระสอบละ 40-50 กก. ข้าวเหนียว พริกแห้ง หน่อไม้ ปลาป่น ปลาร้าบอง ข้าวเหนียวไก่ย่างหมูทอดรับประทานระหว่างรอขึ้นรถ ส่วนที่นำลูกหลานไปด้วยเนื่องจากไม่มีใครดูแล ขณะที่หน้าห้องจำหน่ายตั๋วโดยสารมีพี่น้องประชาชนเข้าแถวยืนรอกันเต็ม โดยเจ้าหน้าที่ขนส่งต้องคอยจัดระเบียบเพื่อความรวดเร็ว ซึ่งหลายคนบอกว่าที่ต้องเดินทางกลับวันนี้ ทั้งที่ยังมีเวลาเหลือวันหยุดอีก 2 วัน เพราะจะกลับไปเก็บกวาดห้องพัก เก็บกวาดบ้าน ซักผ้า ล้างจาน เตรียมตัวในการทำงาน และยังได้พักผ่อนวันหยุด.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...