"กกต." เผยปม "ดร.เจษฏ์-ชัยวุฒิ" เต้นเกาหลัง ชี้เต้นไร้ดนตรี อาจไม่เข้าข่ายงานรื่นเริง ทุกเรื่องมีหลายบริบท
"กกต." ชี้ปราศรัยใช้ถ้อยคำไม่สุภาพต้องพิจารณาบริบท หากไม่เป็นเท็จไม่เข้าข่ายใส่ร้าย ย้ำพูดได้แต่ต้องระวังหมิ่นประมาท จ่อสอบกรณีตัดต่อชื่อแคนดิเดต–ป้ายหาเสียง ชี้ ยกคำวินิจฉัย-พิพากษาศาล ปม "ดร.เจษฏ์-ชัยวุฒิ. เต้นเกาหลัง ชี้เต้นไร้ดนตรีอาจไม่เข้าข่ายงานรื่นเริง ทุกเรื่องมีหลายบริบท
วันที่ 8 ม.ค.69 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายแสวง บุญมี เลขาธิการการเลือกตั้ง กล่าวถึงกรณีการปราศรัยของพรรคเพื่อไทยที่มีการใช้ถ้อยคำไม่สุภาพ มีการพูดพาดพิงผู้สมัครพรรคการเมืองอื่น ว่า ตามกฎหมายระบุว่าหากมีการใส่ร้าย พูดด้วยข้อความอันเป็นเท็จให้เกิดความเสียหาย หากพูดตามภาษาชาวบ้านคือคำด่า แต่จะเข้าข่ายเป็นการใส่ร้ายหรือไม่ต้องไปดูบริบทด้วย โดย กกต.กทม. ก็คงจะต้องไปถอดเทปและดูบริบท กกต.ไม่ได้ทิ้งทุกเรื่องที่เกิดขึ้น เพราะอยากให้บรรยากาศของการแข่งขันเลือกตั้งเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ถึงจะมีความเข้มข้นก็ขอให้เป็นไปตามสภาพของการแข่งขันไม่ใช่การใช้ถ้อยคำหรือใช้กำลังเข้าข่ายผิดกฎหมาย
ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่าอย่างนี้เข้าข่ายเป็นคำพูดหยาบคายหรือไม่ นายแสวงกล่าวว่าตนไม่แน่ใจเพราะยังไม่ได้เห็นถ้อยคำ ซึ่งจริงๆคำพูดเช่นนี้วิญญูชนเห็นก็คงรู้ว่าเป็นคำหยาบคาย มันจะผิดกฎหมายหรือไม่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งซึ่งจะต้องนำมาพิจารณาดู
นายแสวง ยังฝากไปถึงพรรคการเมืองว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นอยู่ในสายตาของกกต.และอยากฝากพรรคการเมืองร่วมรับผิดชอบให้สนามการแข่งขันดูสวยงามได้ ไม่ว่าพรรคการเมืองหรือผู้สมัครที่อาศัยมารับใช้ควรจะเสนออะไรให้ประชาชน คู่ต่อสู้อาจจะมีจุดอ่อนก็ว่าไปตามข้อเท็จจริง ตัวเห็นว่าคงจะเป็นเช่นนั้นมากกว่า หากการพูดหรือการปราศรัยเกินกฎหมายก็เป็นความผิดอยู่แล้ว ไม่เข้าข่ายผิดกฎหมายก็เป็นการหมิ่นเมย์ที่จะทำให้บรรยากาศเสีย ต้องนำมาดู
เมื่อถามว่าหากเป็นการพูดในข้อเท็จจริง นำพฤติกรรมในอดีตที่เป็น digital footprint เข้าขายเป็นการความผิดหรือไม่ นายแสวงกล่าวว่า คำว่าใส่ร้าย คือการพูดข้อความอันเป็นเท็จทำให้ได้รับความเสียหาย ถ้าเป็นความจริง ไม่เป็นความผิด ต้องมีการแยกระหว่างคดีอาญาหมิ่นประมาท ซึ่งการใส่ร้ายอาจจะไม่มีความผิดในกฎหมายเลือกตั้งก็ได้ เพราะในกฎหมายเลือกตั้งคือการใส่ร้าย ที่เป็นการจูงใจไม่ให้ลงคะแนนให้คนผู้สมัครหรือลงคะแนนให้ตัวเอง
ส่วนการนำความจริงในอดีตมาพูดในสถานการณ์ที่มีการเลือกตั้งอ่านส่งผลต่อคะแนนเสียงนั้น นายแสวงกล่าวว่าตนบอกว่าความจริงก็คือความจริงพูดได้ ไม่ใช่เป็นการใส่ร้าย แต่อาจจะหมิ่นประมาทได้ซึ่งเป็นคนละเรื่อง
เมื่อถามว่า กรณีแฟนคลับพรรคการเมืองหนึ่งมีการตัดต่อชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคการเมือง หนึ่งไปใส่หมายเลขของอีกพรรคการเมืองหนึ่งเข้าข่ายมีความผิดมีความเชื่อมโยงต่อพรรคการเมืองหรือไม่ นายแสวง กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงซึ่งกฎหมายมีมาตราเดียวที่ดูแลในเรื่องนี้คือการใส่ร้าย โดยหนึ่งต้องดูข้อเท็จจริงก่อน ใครเป็นคนทำอาจจะมีทางผู้สมัคร หรือผู้ใดผู้สนับสนุนหรือผู้ใด ไม่ต้องมาดูข้อกฎหมายว่า การทำนั้นถึงเข้าองค์ประกอบความผิดกฎหมายหรือไม่ เช่นเดียวกับป้ายที่จังหวัดพิษณุโลก ก็ต้องดูว่าใครเป็นคนทำ ซึ่งในชั้นนี้รู้ตัวโรงพิมพ์ผู้รับจ้างผลิตแล้ว และต้องดูว่าโรงพิมพ์นั้นใครเป็นคนว่าจ้าง หลังจากนั้นก็ต้องมาดูว่าข้อความลักษณะปรากฏในป้ายใครเป็นผู้เสียหายหรือเข้าข่ายการใส่ร้ายแล้วหรือไม่
เมื่อถามว่า กรณีแฟนคลับพรรคการเมืองหนึ่งมีการตัดต่อชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคการเมือง หนึ่งไปใส่หมายเลขของอีกพรรคการเมืองหนึ่งเข้าข่ายมีความผิดมีความเชื่อมโยงต่อพรรคการเมืองหรือไม่ นายแสวง กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงซึ่งกฎหมายมีมาตราเดียวที่ดูแลในเรื่องนี้คือการใส่ร้าย โดยหนึ่งต้องดูข้อเท็จจริงก่อน ใครเป็นคนทำอาจจะมีทางผู้สมัคร หรือผู้ใดผู้สนับสนุนหรือผู้ใด ไม่ต้องมาดูข้อกฎหมายว่า การทำนั้นถึงเข้าองค์ประกอบความผิดกฎหมายหรือไม่ เช่นเดียวกับป้ายที่จังหวัดพิษณุโลก ก็ต้องดูว่าใครเป็นคนทำ ซึ่งในชั้นนี้รู้ตัวโรงพิมพ์ผู้รับจ้างผลิตแล้ว และต้องดูว่าโรงพิมพ์นั้นใครเป็นคนว่าจ้าง หลังจากนั้นก็ต้องมาดูว่าข้อความลักษณะปรากฏในป้ายใครเป็นผู้เสียหายหรือเข้าข่ายการใส่ร้ายแล้วหรือไม่
ยกคำวินิจฉัย-พิพากษาศาล ปม "ดร.เจษฏ์-ชัยวุฒิ. เต้นเกาหลัง ชี้เต้นไร้ดนตรีอาจไม่เข้าข่ายงานรื่นเริง ทุกเรื่องมีหลายบริบท
กรณีนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ผู้สมัครสส.กทม.เขต 4 พรรคพลังประชารัฐ ร้องกกต. ตรวจสอบนายเจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรครักชาติ และนายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรค ที่เต้นหาเสียงบริเวณสยามสแควร์ เมื่อวันที่ 3 ม.ค. ว่า เข้าข่ายทำการโฆษณาหาเสียงด้วยการจัดให้มีมหรสพหรือการรื่นเริงต่าง ๆ ที่อาจฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 73 (3) หรือไม่ ว่า เรื่องนี้มี 2 อย่าง ทั้งเรื่อง “มหรสพ” ซึ่งจะดูง่ายกว่า กับคำว่า “รื่นเริง” ซึ่งหมายความว่าทำให้สนุกสนาน แค่มีเรื่องของดนตรีเข้ามา ทั้งนี้มีคำพิพากษาหรือมติที่กกต.เคยวินิจฉัยไว้ อย่างผู้สมัครรับเลือกตั้ง เดิมเป็นศิลปินอยู่แล้ว ก็สามารถร้องเพลงโดยไม่มีดนตรีได้ เหมือนเป็นการโฆษณาตัวเอง อย่างนี้ทำได้ อย่าทำให้เป็นลักษณะงานรื่นเริง คือมีดนตรีประกอบ อย่างไรก็ตาม ตนยังไม่เห็นรายละเอียดที่มีการร้องเรียนเรื่องนี้เข้ามา ว่าเป็นอย่างไร
เมื่อถามต่อว่า กรณีผู้สมัครอาจจะเป็นอินฟลูเอ็นซอร์ เคยแต่งตัวไลฟ์ลด หากทำแบบเดิม แต่มีมีดนตรีประกอบจะได้หรือไม่ นายแสวง กล่าวว่า ถ้าตามคำพิพากษาของศาล หรือคำวินิจฉัยของกกต. ก็ไม่น่าจะเข้าข่าย อย่างไรก็ตาม ตนยังไม่เห็นรายละเอียด เพียงแต่พูดตามข้อกฎหมาย เพราะจริงๆ ในการวินิจฉัยเรื่องต่างๆ ต้องดูหลายองค์ประกอบ
เมื่อถามย้ำว่า เรื่องที่เข้าข่ายความผิดนั้นต้องเป็นเรื่องที่มีการร้องเรียน หรือกกต.เห็นแล้วจึงหยิบมาพิจารณาได้เลย นายแสวง กล่าวว่า เรื่องความผิดทุกเรื่องที่เราพูดกันมาในกฎหมายเรื่องตั้งมีทั้ง 1. ความปรากฏกับกกต. ซึ่งอาจจะมีคนมาร้องไป และ2. อาจจะมีการมาร้องเรียน ซึ่งเราสามารถเอามารวมกันได้
เผย รู้ตัวบริษัทรับผลิตป้ายปริศนา พิษณุโลก จ่อสอบเพิ่มคนจ้างวาน เบื้องต้นต้องดูข้อความเข้าข่ายหรือไม่
กรณีปรากฏป้ายข้อความปริศนาในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก ว่าสำนักงานได้รับรายงานเบื้องต้นจากพื้นที่ พิษณุโลกและรับเป็นความปรากฏ โดยอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐาน อยากได้ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ว่า เข้าข่ายเป็นการใส่ร้ายหรือไม่ อย่างไร ขอเวลาตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่ง กกต.ได้เห็นข้อความแล้ว ซึ่งจะต้องมีการตรวจสอบว่าใครเป็นผู้จัดทำป้าย จัดทำแล้วข้อความดังกล่าวเป็นการใส่ร้ายผู้สมัครหรือพรรคการเมืองหรือไม่อย่างไร โดยเป็นรับสำนวน ก็จะไม่ขอวิจารณ์ปล่อยให้เป็นไปตามขั้นตอนพร้อมอยากฝากว่าในระหว่างมีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งก็มีกฎหมายพรรคการเมืองที่ให้คณะกรรมการบริหารพรรคควบคุม กำกับสมาชิกพรรคการเมือง อย่าให้สมาชิกหรือผู้ดำรงตำแหน่งของพรรคการเมืองไปทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริตและเที่ยงธรรม หากความปรากฏต่อนายทะเบียนพรรคการเมือง ก็ให้นายทะเบียนพรรคการเมืองแจ้งต่อกรรมการบริหารพรรคเพื่อให้สั่งให้แก้ไขหรือหยุด หากไม่หยุดดำเนินการนายทะเบียนพรรคการเมืองก็จะเสนอให้ กกต.สั่งให้สมาชิกพรรคพ้นจากตำแหน่งทุกคนและมีโทษอาญา จำคุก 7 - 15 ปี ซึ่งใกล้เคียงกับเรื่องที่เกิดขึ้น นี่คือมาตรการที่จะทำให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา 22 และมีโทษตามมาตรา 104 และมาตรา 105 ทั้งนี้เรื่องที่เกิดขึ้นที่จังหวัดพิษณุโลกผิดหรือถูกยังไม่สามารถตอบในขณะนี้ได้ แต่ทำให้บรรยากาศการแข่งขันดูไม่สวยงาม การแข่งขันเข้มข้นได้ แต่ไม่ควรที่จะรุนแรง เช่นในทางกายภาพอาจจะมีการไปข่มขู่ หรือการใช้ถ้อยคำที่ทำให้ถูกเกลียดชัง หรือการถูกใส่ร้าย ซึ่ง กกต.ก็จะดูแลเรื่องนี้ ส่วนระยะเวลาในการตรวจสอบขึ้นอยู่กับความยากง่าย
ส่วนเป็นการกระทำของประชาชนที่ไม่พอใจพฤติกรรมของพรรคการเมืองนั้น นายแสวงกล่าวว่า กฎหมายเลือกตั้งระบุว่าผู้ใดใส่ร้าย แต่หากเป็นพรรคการเมือง จะเกี่ยวข้องกับกฎหมาย 2 ฉบับ ฉบับแรกกฎหมายเลือกตั้งคำว่าผู้ใด ก็รวมทั้งผู้สมัครและพรรคการเมืองอยู่แล้ว มีความผิดตามกฎหมายเลือกตั้ง ซึ่งตามกฎหมายพรรคการเมืองก็ต้องการให้พรรคการเมือง กรรมการบริหารพรรค ร่วมดูแล ไม่ให้สมาชิกหรือผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคไปทำ แต่กฎหมายให้โอกาสแก้ไข แสดงว่ายังไม่เป็นความผิด แต่ถ้าเป็นความผิด กกต.ก็จะดำเนินการตามกฎหมายเลือกตั้ง โดยเริ่มจากสั่งให้แก้ไขก่อน หากกรรมการบริหารพรรคเพิกเฉย ก็จะเสนอให้กกต.สั่งให้กรรมการบริหารพรรคพ้นจากตำแหน่งทั้งชุดโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการใด และห้ามเป็นระยะเวลา 20 ปี จึงจะสามารถเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมืองได้ ทั้งนี้ในพื้นที่อื่นยังไม่ได้รับรายงานว่ามีการพบป้ายข้อความในลักษณะนี้