โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

รัฐบาลทรัมป์สั่ง “ค่ายน้ำมันยักษ์ใหญ่” บุกเวเนซุเอลา ชี้ชัดทำเพื่อประเทศชาติ

การเงินธนาคาร

อัพเดต 09 ม.ค. เวลา 15.04 น. • เผยแพร่ 09 ม.ค. เวลา 08.04 น.

คำสั่ง “ทำเพื่อประเทศชาติ” ของทีมทรัมป์ สะท้อนความพยายามใช้พลังงานเป็นเครื่องมือทางอำนาจ หลังสหรัฐเข้าควบคุมทิศทางน้ำมันเวเนซุเอลา

วันที่ 9 มกราคม 2569 เวลา 05.30 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐในกรุงการากัสตั้งอยู่บนเนินเขาเขียวชอุ่ม มองเห็นได้จากทั่วทั้งเมือง และตลอดหลายปีที่ผ่านมา แทบจะมีเพียงพนักงานทำความสะอาดเท่านั้นที่ได้เหยียบย่างเข้าไปภายในอาคารแห่งนี้ แต่ขณะนี้ สถานทูตกำลังกลับมามีบทบาทอีกครั้ง โดยถูกวางให้เป็นศูนย์กลางของจักรวรรดิน้ำมันซีกโลกตะวันตกของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้เกิดความเคลื่อนไหวอย่างเร่งรีบเพื่อเดินหน้าตามเป้าหมายที่ทรัมป์ประกาศไว้หลังการจับกุมนิโกลัส มาดูโร นั่นคือ ทำให้เวเนซุเอลากลายเป็นรัฐบริวาร และเปลี่ยนแหล่งน้ำมันดิบที่ใหญ่ที่สุดในโลกให้เป็นอำนาจต่อรองของสหรัฐ รัฐบาลทรัมป์ได้ยึดเรือบรรทุกน้ำมันเพิ่มอีกสองลำ และประกาศว่าจะรับมอบน้ำมันดิบจากเวเนซุเอลาหลายล้านบาร์เรล มีการโทรศัพท์ประสานงานอย่างต่อเนื่องกับรัฐบาลเฉพาะกาลในกรุงการากัส โดยรัฐมนตรีต่างประเทศ มาร์โก รูบิโอ เป็นผู้ดำเนินการด้วยตนเองเป็นภาษาสเปน

ในเวลาเดียวกัน ผู้บริหารบริษัทยักษ์ใหญ่น้ำมันของสหรัฐก็ถูกเรียกตัวอย่างเร่งด่วนเข้าร่วมการประชุมสำคัญที่กรุงวอชิงตันในวันศุกร์นี้ พวกเขาถูกคาดหวังให้เป็นกำลังหลักในการทำให้วิสัยทัศน์ของทรัมป์กลายเป็นจริง แหล่งข่าวรายหนึ่ง กล่าวว่า สารที่ฝ่ายบริหารจะส่งถึงผู้บริหารน้ำมันคือ ทำเพื่อประเทศของเรา ซึ่งอาจไม่ใช่เรื่องง่ายนัก เมื่อพิจารณาว่าการลงทุนที่จำเป็นต้องใช้มีขนาดใหญ่และกินเวลาหลายทศวรรษ

รายงานนี้ ซึ่งเรียบเรียงจากการสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่สหรัฐ และบุคคลที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการตัดสินใจ สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามอย่างเข้มข้นนับตั้งแต่ปฏิบัติการจู่โจม เพื่อกำหนดภูมิทัศน์ใหม่ของความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ และอนาคตของอุตสาหกรรมน้ำมันเวเนซุเอลา

ในมุมมองของทำเนียบขาว รางวัลจากปฏิบัติการนี้มีมูลค่าสูงยิ่งกว่า ในยุคใหม่ของการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ สหรัฐมีคู่แข่งหลักสองประเทศ คือจีนและรัสเซีย จีนพึ่งพาการนำเข้าน้ำมัน และที่ผ่านมาได้รับน้ำมันจากเวเนซุเอลาในราคาต่ำเป็นพิเศษ ขณะที่รัสเซียเป็นผู้ส่งออกน้ำมัน ซึ่งอาจเผชิญแรงกดดันอย่างหนักหากราคาน้ำมันลดลงมากเกินไป การครอบงำซีกโลกตะวันตกของทรัมป์อาจเพิ่มอำนาจต่อรองของสหรัฐฯ ต่อทั้งสองประเทศ ฝ่ายบริหารส่งสัญญาณชัดเจนว่า ในเวเนซุเอลาใหม่จีนและรัสเซียจะไม่มีที่ยืน

ฉากหลังทางภูมิรัฐศาสตร์ดังกล่าวนำไปสู่เหตุการณ์สำคัญที่มาร์-อะ-ลาโก เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่กองทัพสหรัฐดำเนินปฏิบัติการจู่โจมอย่างกล้าหาญเพื่อจับกุมมาดูโร ทรัมป์และทีมงานระดับสูงติดตามสถานการณ์ราวกับชมรายการโทรทัศน์ จากศูนย์ปฏิบัติการชั่วคราวในคฤหาสน์หรูสีทองในฟลอริดา ซึ่งมีการแขวนผ้าม่านสีดำอย่างลวก ๆ เพื่อปิดบังปฏิบัติการลับจากสายตาผู้คน

ปฏิบัติการดังกล่าวถูกวางแผนอย่างพิถีพิถัน กองกำลังสหรัฐสร้างแบบจำลองบ้านพักของผู้นำเวเนซุเอลาเพื่อฝึกซ้อมล่วงหน้า ทรัมป์กล่าวว่าเขารอคอยอยู่หลายวันจนกระทั่งสภาพอากาศเอื้ออำนวย หากฉากดราม่าดังกล่าวตอบโจทย์รสนิยมของทรัมป์ สิ่งที่ตามมาคือกระบวนการยาวนานและซับซ้อน ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาไม่ค่อยโปรดนัก

ประการแรก ความสัมพันธ์กับรัฐบาลใหม่ของประธานาธิบดีเฉพาะกาล เดลซี โรดริเกซ ซึ่งเข้ารับตำแหน่งอย่างเร่งด่วนหลังการจับกุมมาดูโร ยังดูเหมือนถูกกำหนดไปวันต่อวัน ทรัมป์กล่าวว่าสหรัฐฯ จะเป็นผู้บริหารเวเนซุเอลา ซึ่งอาจยืดเยื้อหลายปี ขณะที่โรดริเกซแสดงท่าทีไม่เห็นด้วย“เราปกครองประเทศร่วมกับประชาชน และไม่มีใครอื่น” เธอกล่าวผ่านโทรทัศน์ของรัฐเมื่อวันอังคาร“ไม่มีตัวแทนจากภายนอกมาปกครองเวเนซุเอลา”

เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวรายหนึ่ง ระบุว่า สหรัฐมีแผนดำเนินการอยู่แล้ว แต่ต้องปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ พร้อมลดทอนข้อครหาว่าการดำเนินนโยบายเป็นไปแบบฉุกละหุก

เวเนซุเอลายังคงอยู่ภายใต้มาตรการคว่ำบาตรอย่างเข้มงวด รวมถึงการปิดล้อมทางทะเลโดยกองเรือสหรัฐขนาดใหญ่ที่ประจำการอยู่นอกชายฝั่ง ซึ่งทำเนียบขาวยืนยันว่าจะยังคงอยู่ต่อไปสตีเฟน มิลเลอร์ รองหัวหน้าเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาว กล่าวว่า“หากพวกเขาจะทำการค้าใด ๆ ต้องได้รับอนุญาตจากเรา”

ประเทศยังต้องการเงินลงทุนจำนวนมหาศาล ขณะที่อุตสาหกรรมน้ำมันสหรัฐ ซึ่งเคยสูญเสียเงินหลายพันล้านดอลลาร์ในเวเนซุเอลา ไม่ได้มองว่าที่นี่เป็นโอกาสทองในทันทีอย่างที่ทรัมป์คาดหวัง ยังไม่ชัดเจนว่าบริษัทใดจะตอบรับคำเรียกร้องของทรัมป์ หรือผู้เสียภาษีสหรัฐจะต้องค้ำประกันการลงทุนมากเพียงใด

เทย์เลอร์ โรเจอร์ส โฆษกทำเนียบขาว ระบุในแถลงการณ์ว่า“หลังการจับกุมผู้ก่อการร้ายยาเสพติด มาดูโร ประสบความสำเร็จ ประธานาธิบดีได้เป็นตัวกลางในข้อตกลงด้านพลังงานครั้งประวัติศาสตร์ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐ ในซีกโลกตะวันตก และช่วยฟื้นฟูเวเนซุเอลาให้กลับมาเป็นพันธมิตรที่มีความรับผิดชอบและมั่งคั่ง” พร้อมย้ำว่า ทรัมป์ยังคงทำข้อตกลงที่ดีเพื่อชาวอเมริกัน

อย่างไรก็ดีผู้บริหารน้ำมันเตือนฝ่ายบริหารถึงความท้าทายขนาดใหญ่ที่รออยู่ เวเนซุเอลาเต็มไปด้วยแท่นขุดร้าง ท่อส่งน้ำมันรั่ว และโครงสร้างพื้นฐานที่ถูกไฟไหม้เสียหาย“มีความคิดแบบมองโลกสวยว่าเราเข้าไปแล้วทุกอย่างจะดีขึ้นทันที” ซาแมนธา กรอส จากสถาบันบรูคกิ้งส์กล่าว “น้ำมันมีมากจริง แต่ไม่ใช่น้ำมันที่เข้าถึงง่าย” และยังเสริมว่า“คุณต้องมั่นใจด้วยว่าจะไม่ถูกยิง”

แม้ผู้บริหารจะพยายามลดความคาดหวังในระยะสั้น แต่ก็ยอมรับว่านี่อาจเป็นโอกาสครั้งเดียวในรอบหลายชั่วอายุคนในการเข้าถึงแหล่งน้ำมันขนาดมหาศาล บริษัทต้องการเห็นการปฏิรูปทางการเมืองและกฎหมาย รวมถึงความปลอดภัยในพื้นที่ ก่อนจะตัดสินใจลงทุนจริงจัง และยังต้องการการค้ำประกันจากรัฐบาลสหรัฐว่าการลงทุนจะได้รับการคุ้มครองแม้พ้นสมัยทรัมป์

สถานการณ์นี้ยังทำให้หลายฝ่ายนึกถึงบทเรียนจากอิรักและลิเบีย ซึ่งหลังการเปลี่ยนแปลงระบอบ ต่างตกอยู่ในสงครามกลางเมือง ทรัมป์เคยวิจารณ์การรุกรานอิรักมาโดยตลอด และท่าทีของเขากับเวเนซุเอลาก็สะท้อนแนวคิดเดียวกัน

“ในอดีต ผู้ชนะได้ของปล้น”ทรัมป์กล่าวในปี 2559 “ผมพูดมาตลอดว่าเอาน้ำมันมา” แต่รูบิโอพยายามชี้ว่าครั้งนี้ต้องแตกต่าง “ขั้นแรกคือการทำให้ประเทศมีเสถียรภาพ เราไม่ต้องการเห็นความโกลาหล”

ทั้งนี้เวเนซุเอลามีแหล่งน้ำมันดิบข้นและมีซัลเฟอร์สูงมหาศาล ซึ่งเข้าถึงได้ยาก เชฟรอนเป็นบริษัทอเมริกันรายเดียวที่ยังดำเนินงานอยู่ โดยได้รับการยกเว้นคว่ำบาตร ขณะที่ในอดีต เอ็กซอน โมบิล และโคโนโคฟิลลิปส์ เคยถูกยึดทรัพย์ในยุคของอูโก ชาเวซ

คริส ไรต์ รัฐมนตรีพลังงานของทรัมป์ ต้องการให้บริษัทเหล่านี้กลับมา และได้โทรศัพท์หาผู้บริหารทันทีหลังการจับกุมมาดูโร

นักวิเคราะห์ประเมินว่าเพียงแค่รักษาการผลิตใกล้ระดับ 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน ต้องใช้เงินลงทุนถึง 53,000 ล้านดอลลาร์ใน 15 ปี และมากกว่านั้นอีกมาก หากจะกลับไปสู่จุดสูงสุดในทศวรรษ 1970 ที่ราว 4 ล้านบาร์เรลต่อวัน เป้าหมายระยะสั้นของรัฐบาลสหรัฐ คือ การระบายสต็อกน้ำมันก่อนที่หลุมผลิตจะต้องปิดตัว ซึ่งอาจเปิดใหม่ได้ยาก โดยต้องทำงานร่วมกับรัฐบาลที่เพิ่งถูกโค่นล้ม โดยเวเนซุเอลาจะส่งมอบน้ำมันให้สหรัฐฯ สูงสุด 50 ล้านบาร์เรล เพื่อขายในราคาตลาด โดยรายได้จะถูกจัดสรรโดยฝ่ายบริหารทรัมป์ แม้แผนการยังไม่ชัดเจนทั้งหมด แต่กำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว ขณะที่บริษัทค้าโภคภัณฑ์รายใหญ่อย่าง Vitol และ Trafigura ได้รับใบอนุญาตส่งออกแล้ว

ในท้ายที่สุด แม้เหตุผลอย่างเป็นทางการของปฏิบัติการจะเกี่ยวข้องกับกฎหมาย ยาเสพติด และการอพยพ แต่หลังเหตุการณ์ ความสนใจของทีมทรัมป์กลับมุ่งไปที่น้ำมัน และการหยุดการขายให้คู่แข่งของสหรัฐฯ

วิกตอเรีย โคตส์ อดีตรองที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติ กล่าวว่า “จีนแทรกซึมลาตินอเมริกาอย่างมาก นั่นคือสิ่งที่ทำให้เขาไม่พอใจ …เวเนซุเอลาที่เป็นมิตรและไม่ต้องขายน้ำมันราคาถูกให้จีนหรือคิวบา เป็นสิ่งที่สหรัฐต้องการอย่างยิ่ง”

อย่างไรก็ตามราคาน้ำมันที่ลดลงอาจกระทบผู้ผลิตในประเทศ และไทม์ไลน์อาจยาวเกินกว่าจะช่วยการเลือกตั้งกลางเทอม กิริช ซาลิแกรม จาก Weatherford กล่าวว่า “ถ้ามันเปิดได้จริง นี่คือโอกาสมหาศาล …แต่จะเกิดขึ้นอย่างไร ยังต้องรอดู”

อ้างอิง : www.bloomberg.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...