โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ญี่ปุ่นเตือนระวัง! ผู้ป่วยเกล็ดเลือดต่ำจาก ‘เห็บกัด’ ระบาดหนักพุ่งเป็นประวัติการณ์

เดลินิวส์

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เดลินิวส์
ยอดผู้ติดเชื้อไวรัส SFTS ในญี่ปุ่นปีที่ผ่านมาพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 191 ราย พบเชื้อแพร่กระจายสู่ภาคตะวันออก ผู้เชี่ยวชาญเตือนระวัง “เห็บ” กัดช่วงเดือนมีนาคม เสี่ยงอาการรุนแรงถึงขั้นภาวะเลือดออกไม่หยุดเสียชีวิตได้

เมื่อวันที่ 12 ม.ค.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเว็บไซต์ข่าวญี่ปุ่น 'NHK' รายงานว่า สถาบันบริหารความเสี่ยงด้านสุขภาพแห่งชาติ (National Institute of Health Risk Management) โตเกียว ประเทศญี่ปุ่นเปิดเผยตัวเลขเบื้องต้นที่น่ากังวล หลังพบจำนวนผู้ป่วยโรคไข้สูงร่วมกับภาวะเกล็ดเลือดต่ำ (SFTS) ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากการถูกเห็บที่มีเชื้อไวรัสกัด พุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ถึง 191 ราย ในปีที่ผ่านมา ซึ่งทำลายสถิติเดิมของปี 2023 ไปมากกว่า 50 ราย

SFTS (Severe Fever with Thrombocytopenia Syndrome) เป็นโรคติดเชื้ออันตรายที่ส่งผลกระทบต่อระบบเลือดโดยตรง ในรายที่มีอาการรุนแรงจะทำให้ปริมาณเกล็ดเลือดลดลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เลือดออกไม่หยุด หมดสติ และมีอัตราการเสียชีวิตสูง

จากการรายงานพบผู้ติดเชื้อกระจายตัวอยู่ใน 32 จังหวัดทั่วประเทศ โดยพื้นที่ภาคตะวันตกของญี่ปุ่นยังคงมีผู้ป่วยหนาแน่นที่สุด ได้แก่:
จังหวัดโคจิ: 15 ราย
จังหวัดชิซูโอกะและโออิตะ: 13 ราย
จังหวัดนางาซากิ: 12 ราย
จังหวัดซากะและคุมาโมโตะ: 11 ราย
จังหวัดเฮียวโกะ: 10 ราย

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่ากังวลคือการพบผู้ติดเชื้อรายใหม่ในพื้นที่ภาคตะวันออกและภาคเหนือ เช่น ฮอกไกโด, อิบารากิ, โทจิกิ และคานากาวะ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าไวรัสกำลังแพร่ระบาดขยายวงกว้างออกไปอย่างต่อเนื่อง

เคน มาเอดะ (Ken Maeda) หัวหน้าแผนกสัตวแพทยศาสตร์ สถาบันบริหารความเสี่ยงด้านสุขภาพแห่งชาติ ระบุว่า "เราต้องการให้ประชาชนตระหนักถึงอันตรายของโรคติดเชื้อจากเห็บในญี่ปุ่น ซึ่งมีอันตรายถึงชีวิต โดยปกติจำนวนผู้ป่วยจะเริ่มขยับสูงขึ้นในช่วงเดือนมีนาคม ดังนั้นหากต้องทำกิจกรรมกลางแจ้งหรือเข้าใกล้พุ่มไม้ ควรป้องกันตนเองด้วยการสวมเสื้อผ้าที่ปกปิดผิวหนังมิดชิดและใช้ยาไล่แมลงอย่างเคร่งครัด"

ข้อมูล เว็บไซต์ 'NHK'

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...