โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

น้ำท่วมหาดใหญ่สูญหมื่นล้าน ประกาศเขตฉุกเฉิน-เร่งฟื้นท่องเที่ยว

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 25 พ.ย. 2568 เวลา 11.01 น. • เผยแพร่ 26 พ.ย. 2568 เวลา 00.02 น.

ในหลวงทรงห่วงน้ำท่วม กำชับรัฐบาลช่วยเหลือราษฎร ระดมสรรพกำลังย้ายคนไปสู่ที่ปลอดภัย “อนุทิน” ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่สงขลา อนุมัติ 3,814 ล้านบาท “เยียวยา” ผู้ได้รับผลกระทบเพิ่มเติมจากอัตราปกติ 9,000 บาท หลัง “หาดใหญ่” เจอ Rain-bomb ถล่มคืนเดียวมากกว่า 300 มิลลิเมตร เกินความสามารถคลองระบายน้ำลงทะเล ด้านหอการค้าสงขลาคาดการณ์เบื้องต้นเสียหายกว่า 10,000 ล้าน ท่องเที่ยวปีใหม่พัง เร่งอพยพนักท่องเที่ยวมาเลย์ตกค้างอยู่ ประเมินกระทบ GDP ยังอยู่ในวงจำกัด

ภาคใต้ตอนล่างยังคงเผชิญกับสถานการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่ จากภาพถ่ายผ่านดาวเทียมของ GISTDA แสดงให้เห็นพื้นที่น้ำท่วมขังถึง 334,895 ไร่ ใน 7 จังหวัด (สงขลา-ปัตตานี-นครศรีธรรมราช-พัทลุง-นราธิวาส-ยะลา-สตูล) โดยศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) กรมชลประทาน ได้ให้ข้อมูลสาเหตุน้ำท่วมหนักในพื้นที่ภาคใต้เกิดจากตั้งแต่วันที่ 19 พ.ย. 68 จนถึงปัจจุบัน มีอิทธิพลของร่องมรสุมและหย่อมความกดอากาศต่ำปกคลุมภาคใต้และภาคใต้ตอนล่าง ทำให้เกิดฝนตกหนักถึงหนักมากในหลายพื้นที่ของภาคใต้ ตั้งแต่จังหวัดชุมพรลงไป โดยปริมาณฝนสะสม 24 ชั่วโมง วัดได้มากกว่า 300-500 มม.

เฉพาะที่จังหวัดสงขลา มีฝนตกหนักครอบคลุมทุกพื้นที่โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ อำเภอหาดใหญ่ วัดปริมาณฝนสูงสุดเมื่อวันที่ 21 พ.ย. วัดได้ 335 มม. สำหรับปริมาณฝนสะสม 3 วันย้อนหลัง (19-21 พ.ย. 68) ได้สูงสุดถึง 630 มม. (มากกว่าครั้งที่เกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่ของอำเภอหาดใหญ่ เมื่อปี 2553 ที่มีปริมาณฝนสะสมสูงสุด 428 มม.) มีน้ำท่วมในเขตเทศบาลนครหาดใหญ่ ระดับน้ำสูงเฉลี่ย 0.50-2.50 เมตร

นอกจากนี้ ปริมาณน้ำในแม่น้ำสายหลัก สายรอง รวมทั้งคลองสายต่าง ๆ ก็เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เกิดน้ำเอ่อล้นตลิ่งในหลายพื้นที่ อาทิ คลองวาด, คลองอู่ตะเภา, คลองต่ำ, คลองหวะ รวมถึงคลองภูมินาถดำริ (คลองระบาย ร.1) ที่เป็นคลองขุดระบายน้ำสายใหม่ที่ใช้ผันน้ำจากคลองอู่ตะเภา ไปลงทะเลสาบสงขลาได้เร็วขึ้น

ทว่าคลองระบาย ร.1 ที่รองรับน้ำได้ประมาณ 1,200 ลบ.ม./วินาที ไม่เพียงพอกับปริมาณฝนตกสะสมที่ 880 มิลลิเมตร/ชั่วโมง หรือเกินกว่าศักยภาพของคลองที่จะระบายน้ำลงสู่ทะเลสาบสงขลา ขณะที่มวลน้ำที่ไหลลงคลองอู่ตะเภา จาก อ.สะเดา จ.สงขลา และพื้นที่อื่น ๆ รวมกันมีมากกว่า 1,600 ลบ.ม./วินาที หรือมากกว่าน้ำที่ไหลผ่านตัวเมืองหาดใหญ่เกือบเท่าตัว ส่งผลให้เมืองหาดใหญ่เกิดน้ำท่วมอย่างหนักต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

โดยล่าสุด (25 พ.ย.) ครม.ให้ความเห็นชอบประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในเขตท้องที่สงขลา และมอบให้ พล.อ.อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นผู้อำนวยการสถานการณ์แล้ว และยังมีมติเห็นชอบจ่ายเงินเยียวยาให้แก่ผู้ประสบอุทกภัยเพิ่มเติมในจังหวัดที่ประสบอุทกภัยอีก 7 จังหวัด ประกอบด้วย จ.สงขลา จ.ตรัง จ.นครศรีธรรมราช จ.นราธิวาส จ.ปัตตานี จ.พัทลุง จ.ลพบุรี รวม 3,814 ล้านบาท

ซึ่งเป็นการอนุมัติเพิ่มเติมจากมติ ครม.เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม ที่จ่ายเงินเยียวยาผู้ประสบอุทกภัย 65 จังหวัด ในอัตราเดียวครัวเรือนละ 9,000 บาท และเพิ่มในอัตราขั้นบันได ถูกน้ำท่วมขังติดต่อกันตั้งแต่ 31-60 วัน ให้ความช่วยเหลือครัวเรือนละ 5,000 บาท ตั้งแต่ 61-90 วัน ครัวเรือนละ 10,000 บาท ตั้งแต่ 91-120 วัน ครัวเรือนละ 15,000 บาท และตั้งแต่ 121 วันขึ้นไป ให้ความช่วยเหลือครัวเรือนละ 20,000 บาท ทั้งนี้ ให้ดำเนินการเยียวยาให้แล้วเสร็จหลังจากสถานการณ์คลี่คลายภายใน 90 วัน

ในหลวงทรงห่วงพสกนิกร

รัฐบาลได้เรียกประชุมแก้ปัญหาน้ำท่วมภาคใต้ โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน และมี พล.อ.อ.สถิตย์พงษ์ สุขวิมล ราชเลขานุการในพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เข้าร่วมประชุม ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่ง พล.อ.อ.สถิตย์พงษ์ ได้อัญเชิญกระแสพระราชดำรัสความเป็นห่วงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อให้รัฐบาลน้อมรับไปดำเนินการ โดยเมื่อคืนที่ผ่านมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีกระแสพระราชดำรัสลงมา เพื่อนำเรียนให้นายกรัฐมนตรี และฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ในความห่วงใยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่มีต่อประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ ที่ประสบอุทกภัยครั้งนี้

โดยทรงมีรับสั่งพระราชทานความช่วยเหลือให้กับผู้ที่ได้รับความเดือดร้อน โดยให้ระดมสรรพกำลังทั้งหมดทั้งฝ่ายพลเรือนและฝ่ายทหาร ตำรวจ และหน่วยงานราชการต่าง ๆ โดยเฉพาะเรื่องเรือไปช่วยเหลือราษฎร ให้ออกมาจากพื้นที่อันตรายมาส่งในพื้นที่ปลอดภัย รวมทั้งเรื่องปัจจัยต่าง ๆ อาหาร น้ำดื่ม ก็พระราชทานความช่วยเหลือ ระดมสรรพกำลังจากกองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ และกระทรวงมหาดไทย ในการดูแลประชาชนให้ได้รับความปลอดภัย ได้รับความช่วยเหลือเรื่องเสบียงต่าง ๆ และการเคลื่อนย้ายต่าง ๆ ให้ทำโดยเร็วที่สุด พร้อมกันนี้ ทรงชื่นชมจิตอาสาทั่วประเทศ ไม่ใช่กรณีที่เกิดในภาคใต้อย่างเดียว แต่เหตุการณ์ที่ผ่านมาได้รับความร่วมมือร่วมใจจากจิตอาสาทุกฝ่ายให้ความช่วยเหลือประชาชนได้อย่างรวดเร็ว

เรนบอมบ์-ปฐมเหตุท่วมหาดใหญ่

นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสะบ้าย้อย จ.สงขลา และประธานชมรมแพทย์ชนบท โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก ชี้ต้นเหตุการเกิดน้ำท่วมที่หาดใหญ่ระบุว่า น้ำท่วมใหญ่รอบนี้มาเร็ว แรง เหนือความคาดหมาย ทั้ง ๆ ที่ปีนี้ฝนเพิ่งเริ่มตกแบบต่อเนื่องเอง ดังนั้นความรู้สึกผู้คนที่ผ่านมาจึงคิดว่า “น้ำยังไม่น่าท่วม” แต่ฝนมาเหนือความคาดหมาย เกิดการตกของฝนแบบ Rain-bomb และต่อเนื่องในคืนเดียวกว่า 300 มิลลิเมตร ตกหนักมากในบริเวณเขาคอหงส์ อ่างแก้มลิงคอหงส์น้ำล้น น้ำจากเขาคอหงส์ตลอดแนวเขาไหลบ่าลงมาจนล้นคลองสามสิบเมตร ไหลบ่าเข้าท่วมเมืองหาดใหญ่ โดยที่น้ำยังไม่ล้นคลองระบาย ร.1 (ซึ่งปกติคลอง ร.1 น้ำจะเพิ่มเพราะน้ำหลากมาจากสะเดา ไม่ใช่เขาคอหงส์)

ดังนั้นการเฝ้าดูน้ำคลอง ร.1 เป็นสัญญาณการเตือนภัย จึงทำให้ล่าช้าจนเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ขึ้น “ระบบของทางการที่ต้องเตรียมการรับมืออีกมาก Rain-bomb และน้ำบ่าจากฝั่งเขาคอหงส์ คือ จุดอ่อนสำคัญของระบบป้องกันน้ำท่วมเมืองหาดใหญ่ครั้งนี้”

หาดใหญ่เสียหายกว่าหมื่นล้าน

นายทรงพล จังศิริวัฒนธำรง ประธานหอการค้าจังหวัดสงขลา กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า หลังจากที่นายรัฐศาสตร์ ชิดชู ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา จึงได้มีคำสั่งด่วนที่สุด (24 พ.ย.) ให้เร่งอพยพประชาชนในเมืองหาดใหญ่ออกไปยังศูนย์อพยพที่จัดเตรียมไว้ หากประเมินความเสียหายเบื้องต้นตามที่เคยประเมินปี 2553 ขณะนี้พื้นที่เฉพาะ อ.หาดใหญ่ แบ่งความเสียหายออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ 1) ธุรกิจต้องปิดกิจการไม่สามารถดำเนินการได้ 5-6 วันแล้ว เมืองหาดใหญ่ทั้งเมืองไม่สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ ความเสียหายตรงนี้ประมาณ 500-600 ล้านบาท

2) สินทรัพย์ อาคาร บ้านเรือน รถจมน้ำหมด มีต้นทุนในการบูรณะให้กลับมา มูลค่าความเสียหายตรงนี้หนัก ประเมินเบื้องต้นคาดว่าไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านบาทแน่นอน

“เท่าที่คุยกับผู้ประกอบการหอการค้าในเครือข่ายด้วยกันแต่ละคนเสียหายหนัก เพราะไม่มีใครเตรียมตัวเลย ข้าวของเครื่องใช้ทุกอย่างได้รับความเสียหาย บางคนคิดว่าอาศัยอยู่บริเวณที่สูงไม่เคยถูกน้ำท่วม ปีนี้ก็ท่วม ตอนนี้เจอสถานการณ์ที่เหนือความคาดหมาย วิกฤตน้ำครั้งนี้มาหนักมาก” นายทรงพลกล่าว

สตูล-ย่านเศรษฐกิจเสียหายหนัก

นายกฤษฎา อึ้งสกุล ประธานหอการค้าจังหวัดสตูล กล่าวว่า เกิดน้ำท่วมทั้ง 7 อำเภอ คาดว่าความเสียหายจะทะลุ 1,000 ล้านบาท โดยเฉพาะย่านเศรษฐกิจ อ.เมืองสตูล และ อ.ละงู บางจุดน้ำท่วมสูงกว่า 1 เมตร มีทั้งร้านค้าและโรงแรมที่ได้รับผลกระทบ มีนักท่องเที่ยวยุโรป มาเลเซีย และคนไทยที่คิดค้าง ที่ได้อพยพไปยังจุดปลอดภัย แม้ผู้ว่าราชการจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องระดมกำลังช่วยเหลือเต็มที่ “แต่ก็ยังไม่เพียงพอ” ชาวบ้านก็ต้องช่วยเหลือกันเอง ซึ่งชาวบ้านส่วนใหญ่ก็พูดกันว่าเป็นน้ำท่วมที่หนักมากในรอบ 50 ปี

พัทลุงกระทบเกษตร 1 ล้านไร่

นายกิตติพิชญ์ กลับคุณ ประธานหอการค้าจังหวัดพัทลุง กล่าวว่า น้ำท่วมปี 2568 ถือว่า “หนักกว่าปี 2567 ถูกน้ำท่วมทั้ง 11 อำภอ” เบื้องต้นคาดว่าจะเกิดความเสียหายกว่า 100 ล้านบาท โดยเฉพาะพื้นที่เกษตรกรรม 1,554,924 ไร่ พืชเศรษฐกิจ ยางและปาล์มและหากมีน้ำท่วมขังนานจะยิ่งทำให้พืชล้มตาย เกิดความเสียหายมากขึ้น เพราะจะทำให้เกษตรกรขาดรายได้ทันที ขณะที่น้ำท่วมในย่านเศรษฐกิจ ต.คูหาสวรรค์ อ.เมือง ไม่เสียหายมากนัก รถสัญจรได้ ร้านค้าบางส่วนปิด ด้านเทศบาลเมืองพัทลุงก็ได้ คลองลำเบ็ด ซึ่งเป็นคลองขุดลอกของกรมชลประทานที่ช่วยรับน้ำจากเทือกบรรทัดแล้วไหลลงสู่ทะเลสาบได้อย่างรวดเร็ว

น้ำท่วมยะลาจากเขาบือยอ

นายพงษ์ศักดิ์ ยิ่งชนม์เจริญ นายกเทศมนตรีนครยะลา กล่าวถึงสถานการณ์น้ำท่วมในเขตเทศบาลนครยะลา “ขณะนี้ขยายวงกว้าง” เป็นการท่วมมาจากพื้นที่ที่เป็นรอยต่อของเทศบาลเมืองสะเตงนอก เนื่องจากมวลน้ำที่มาจากเทือกเขาบือยอ และอีกส่วนหนึ่งเป็นการหนุนเสริมจากลุ่มแม่น้ำสายบุรี ส่งผลให้น้ำท่วมเต็มพื้นที่หมด เพราะฉะนั้น น้ำจากทางเทศบาลเมืองสะเตงนอกที่จะไหลไปทางพื้นที่ตำบลบุดี ตำบลวังพญา เพื่อลงสู่แม่น้ำสายบุรีก็ไม่สามารถไหลไปได้ก็ดันกลับเข้ามา

โดยสังเกตได้ว่าพื้นที่รอยต่อเทศบาลนครยะลากับเทศบาลเมืองสะเตงนอก ตลอดแนวน้ำจะไหลเข้ามาทั้งหมด และขยายวงกว้างในหลายพื้นที่ ขณะที่อีกฝั่งแม่น้ำปัตตานีอยู่ในสภาวะที่ตึงเครียด เนื่องจากปีที่ผ่านมา คลองละแอมีอัตราการไหลของน้ำที่เข้ามาสมทบกับแม่น้ำปัตตานี อยู่ที่ 650 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ตอนนี้อัตราการไหลของน้ำอยู่ที่ 630 ลบ.ม. ซึ่งจากการหารือกับนายกเทศบาลต่าง ๆ ที่ทำงานร่วมกัน ได้ข้อสรุปตรงกันว่า ปริมาณน้ำปี 2568 มากกว่าปี 2567

เป็นที่น่าสังเกตว่าปีนี้โดยปกติของน้ำท่วมจะท่วมตั้งแต่ต้นทาง แต่ปีนี้จะท่วมจากพื้นที่ติดชายทะเลไล่ขึ้นมา เพราะฉะนั้นน้ำที่จะไปลงสู่ทะเลก็ลงด้วยความยากลำบากมากยิ่งขึ้น ก็กลายมาซ้ำเติมกับปริมาณฝนที่ตกลงมาค่อนข้างมาก เพราะฉะนั้น ชาวยะลาอย่าประมาท โดยเฉพาะประชาชนที่อยู่บริเวณริมแม่น้ำปัตตานีทั้งหมด ยังมีเวลาขอให้เตรียมขนของขึ้นในระดับที่สูงกว่าปี 2567 เพราะในพื้นที่มีปริมาณน้ำฝนมากกว่าปีที่แล้ว “จากการทำงานร่วมกับหลายเทศบาลบอกว่า ไม่เคยเห็นปรากฏการณ์กรณีเขาบือยอมีปริมาณน้ำไหลลงมา 6 สาย ซึ่งน้ำเหล่านี้ต้องลงมาสู่เทศบาลนครยะลาต่อไป”

ทูตมาเลย์-สิงคโปร์ห่วง นทท.

ดร.สิทธิพงษ์ สิทธิภัทรประภา นายกสมาคมโรงแรมหาดใหญ่สงขลา กล่าวว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นตอนนี้ประเมินเบื้องต้นกว่า 10,000 ล้านบาท ที่สำคัญขณะนี้ยังมีนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียและสิงคโปร์ตกค้างอยู่ตามโรงแรมต่าง ๆ นอกเมืองประมาณกว่า 1,000 คน ยังไม่สามารถช่วยเหลือให้กลับบ้านได้ จากที่ช่วยเหลือกลับบ้านไปแล้วประมาณกว่า 6,000 คน

โดยล่าสุดทางสถานทูตสิงคโปร์ประจำประเทศไทย ก็โทร.ติดต่อเข้ามาหาตนโดยตรง เพื่อขอให้ช่วยเหลือนักท่องเที่ยว ขณะที่กงสุลของประเทศมาเลเซีย ได้ไปรับผู้ช่วยทูตทหารจาก กทม. พร้อมประสานโดยตรงมายังตน เพื่อลงพื้นที่มาด้วยตัวเอง เพื่อให้เร่งดำเนินการช่วยเหลือนักท่องเที่ยวมาเลเซียที่แจ้งขอความช่วยเหลือไปยังสถานทูต โดยมีทีมกู้ภัยจากมาเลเซีย พร้อมเรือ 4 ลำเข้ามา แต่เนื่องจากปริมาณน้ำท่วมในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ยังไม่ลดปริมาณลงและขยายเป็นวงกว้างทั้งพื้นที่รอบใน และรอบนอกเมือง น้ำลึก ไหลเชี่ยว และแรง ทำให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างยากลำบาก

ที่ผ่านมาพยายามช่วยเหลือนักท่องเที่ยวมาเลเซียและสิงคโปร์ที่ตกค้างอยู่ตอนแรก 7,000 กว่าคน เพื่อช่วยรักษาภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยว “ลองคิดดู ภาครัฐล้มเหลวในการบริหารจัดการขนาดไหน กงสุลมาเลย์และสถานทูตสิงคโปร์ควรติดต่อกระทรวงการต่างประเทศ หรือกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา แต่ทุกคนกลับมาติดต่อโดยตรงที่ผม บอกตรง ๆ การบริหารจัดการของหน่วยงานภาครัฐล้มเหลวมาก ไม่มีศูนย์บัญชาการบอกให้ไปช่วยนักท่องเที่ยว ถ้ารัฐบาลยังบริหารจัดการแบบนี้จะมีคนตายเพิ่มขึ้น” ดร.สิทธิพงษ์กล่าวและว่า

ล่าสุดตอนนี้น้ำท่วมขยายเป็นวงกว้าง ทำให้หมู่บ้านจัดสรรชั้นเดียวหลายแห่งใน อ.หาดใหญ่ ถูกน้ำท่วมมิด หลายคนต้องปีนขึ้นไปอยู่บนหลังคา ขณะที่คนมีบ้าน 2 ชั้น บางบ้านบอกเหลืออีก 1-2 ขั้น น้ำจะขึ้นชั้น 2 แล้ว ขณะที่การระดมให้ความช่วยเหลือจากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนไม่เพียงพอ เนื่องจากมีประชาชนจำนวนมากติดค้างอยู่ตามบ้าน และบางพื้นที่เรือกู้ภัยปกติไม่สามารถเข้าไปช่วยเหลือได้

โดยพื้นที่ในการให้ความช่วยเหลือแบ่งเป็น 3 ระดับ ได้แก่ 1) พื้นที่ที่น้ำลึก แรง เชี่ยว ไม่สามารถเข้าไปช่วยเหลือ ส่งน้ำและอาหารได้เลย ทำให้คนอดข้าวมาหลายวันแล้ว 2) ไม่สามารถอพยพออกมาได้ แต่ส่งน้ำและอาหารเข้าไปได้ และ 3) พื้นที่ที่อพยพได้ เนื่องจากมีประชาชนจำนวนมากติดค้างอยู่ตามบ้าน และบางพื้นที่เรือกู้ภัยปกติไม่สามารถเข้าไปช่วยเหลือได้

เตรียมฟื้นท่องเที่ยวหลังน้ำลด

นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า ททท.ได้เร่งติดตามสถานการณ์และประสานการให้ความช่วยเหลือนักท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบในหลายพื้นที่ของจังหวัดภาคใต้ โดยเฉพาะหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางหลักของการท่องเที่ยวจากมาเลเซียและเป็นพ้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด เพื่อจัดทำรายงานสถานการณ์ ติดตาม และประเมินผลกระทบของแหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่ เพื่ออัพเดตสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง

โดยในส่วนของตลาดมาเลเซีย-อินโดนีเซีย ซึ่งเป็นตลาดหลักที่เดินทางเข้าพื้นที่หาดใหญ่นั้น ททท.ได้เร่งสื่อสารสถานการณ์ไปยังพันธมิตรบริษัทนำเที่ยวในพื้นที่ เพื่อให้ทราบข้อมูลรายวัน ทั้งการช่วยเหลือนักท่องเที่ยวและอัพเดตแหล่งท่องเที่ยวที่ยังคงเดินทางได้ตามปกติ เพื่อลดผลกระทบให้อยู่ในวงจำกัด รวมถึงเร่งประเมินผลกระทบทางด้านการเดินทางของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งในตลาดระยะใกล้และไกล

ในระยะต่อไปหากสถานการณ์ในพื้นที่คลี่คลาย ททท. จะเร่งสร้างความเชื่อมั่นในการเดินทางและส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ โดยขณะนี้ได้เตรียมหารือมาตรการเยียวยาผู้ประกอบการในพื้นที่และส่งเสริมตลาดจัดกิจกรรมในช่วงปลายปีแล้ว

ต่างชาติเข้าไทย 9.8 หมื่นคน/วัน

ขณะที่นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า จากเหตุอุทกภัยที่เกิดขึ้นในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ที่ได้รับผลกระทบรุนแรงส่งผลให้นักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียชะลอการเดินทาง ทำให้ภาพรวมในสัปดาห์นี้ (17-23 พฤศจิกายน 2568) มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งสิ้น 691,388 คน เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้าเพียงแค่ 1,957 คน หรือร้อยละ 0.28 คิดเป็นจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยเฉลี่ยวันละ 98,770 คน

โดย 5 อันดับแรกของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ได้แก่ มาเลเซีย (76,449 คน) จีน (75,769 คน) อินเดีย (54,584 คน) รัสเซีย (52,845 คน) และเกาหลีใต้ (33,170 คน) โดยนักท่องเที่ยวชาวเกาหลีใต้ รัสเซีย และอินเดีย มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า ร้อยละ 6.68 ร้อยละ 6.47 และร้อยละ 1.96 ตามลำดับ ขณะที่นักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียและจีนมีการปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้าร้อยละ 11.50 และร้อยละ 0.50 ตามลำดับ

ทั้งนี้ ข้อมูลจากกองเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาระบุว่า ณ วันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 ประเทศไทยมีจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติสะสมตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-23 พฤศจิกายน 2568 รวม 28,968,664 คน สร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้ว ประมาณ 1,341,220 ล้านบาท โดยจำนวนนักท่องเที่ยวสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ มาเลเซีย (4,134,618 คน) รองลงมาคือ จีน (4,021,994 คน) อินเดีย (2,165,053 คน) รัสเซีย (1,580,645 คน) และเกาหลีใต้ (1,372,774 คน)

ท่องเที่ยวสูญกว่า 5,000 ล้าน

แหล่งข่าวจากสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ภาคการท่องเที่ยวถือเป็นเสาหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของอำเภอหาดใหญ่ จ. สงขลา และในอีกหลายจังหวัดในภาคใต้ เหตุน้ำท่วมใหญ่ในปีนี้คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวในพื้นที่ไม่ต่ำกว่า 1 เดือน เนื่องจากแหล่งท่องเที่ยว สถานประกอบการ และผู้ประกอบการท่องเที่ยว ต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูบรรยากาศอย่างหนัก โดยเฉพาะในอำเภอหาดใหญ่ที่ส่วนใหญ่พึ่งพารายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ ทั้งมาเลเซีย อินโดนีเซีย และสิงคโปร์

โดยจากข้อมูลของกองเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงการท่องเที่ยวฯพบว่า สงขลาเป็นจังหวัดที่มีรายได้จากการท่องเที่ยวเป็นอันดับ 8 ของประเทศ มีรายได้จากการท่องเที่ยวปีละประมาณ 50,000 ล้านบาท หรือเฉลี่ยเดือนละประมาณ 4,000 ล้านบาท ซึ่งเดือนพฤศจิกายนถือเป็นไฮซีซั่นของภาคการท่องเที่ยวของไทย ทำให้คาดการณ์ว่าเหตุน้ำท่วมใหญ่ปีนี้จะทำให้จังหวัดสงขลาสูญเสียรายได้จากภาคการท่องเที่ยวไม่ต่ำกว่า 5,000 ล้านบาท

กระทบ GDP ยังไม่มาก

นายพิริยพล คงวาณิช นักกลยุทธ์ปัจจัยพื้นฐาน ฝ่าย Wealth Research บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงเหตุการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นในภาคใต้ของประเทศไทย หากมองในมิติของตลาดหุ้น ผลกระทบต่อหุ้นยังถือว่า “จำกัด” โดยเฉพาะกลุ่มค้าปลีกที่แม้บางสาขาอาจได้รับผลกระทบบ้าง แต่เมื่อเทียบกับพอร์ตรวมแล้วไม่ได้มีนัยสำคัญ ส่วนภาคการท่องเที่ยวในทาง Physical เท่าที่เช็กยังไม่ได้รับผลกระทบ

“สำหรับเศรษฐกิจโดยรวมน้ำท่วมที่เกิดขึ้นยังคงอยู่ในพื้นที่ภาคใต้เป็นหลัก และจากเหตุการณ์ในอดีต หากน้ำท่วมไม่กระทบต่อเขตนิคมอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญต่อ GDP เช่น กรณีน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 ที่ทำให้อุตสาหกรรมหลักได้รับผลกระทบหนัก GDP จึงลดลงชัดเจน ซึ่งขณะนี้น้ำท่วมยังไม่ส่งผลต่อภาคอุตสาหกรรมหลักมากนัก จึงคาดว่าผลกระทบต่อ GDP จะมีจำกัด”

ด้านนายชัยพร น้อมพิทักษ์เจริญ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) กล่าวเสริมว่า ระยะเวลาการท่วมในต่างจังหวัดส่วนใหญ่ไม่นานเกินหนึ่งเดือน ส่วนพื้นที่ตัวเมืองมักระบายน้ำได้เร็ว การทำงานของภาครัฐในการช่วยเหลือพื้นที่เศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบก็ช่วยลดผลกระทบให้น้อยที่สุด ดังนั้นผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมจึงไม่มากนัก

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : น้ำท่วมหาดใหญ่สูญหมื่นล้าน ประกาศเขตฉุกเฉิน-เร่งฟื้นท่องเที่ยว

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...