น้ำท่วมหาดใหญ่สูญหมื่นล้าน ประกาศเขตฉุกเฉิน-เร่งฟื้นท่องเที่ยว
ในหลวงทรงห่วงน้ำท่วม กำชับรัฐบาลช่วยเหลือราษฎร ระดมสรรพกำลังย้ายคนไปสู่ที่ปลอดภัย “อนุทิน” ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่สงขลา อนุมัติ 3,814 ล้านบาท “เยียวยา” ผู้ได้รับผลกระทบเพิ่มเติมจากอัตราปกติ 9,000 บาท หลัง “หาดใหญ่” เจอ Rain-bomb ถล่มคืนเดียวมากกว่า 300 มิลลิเมตร เกินความสามารถคลองระบายน้ำลงทะเล ด้านหอการค้าสงขลาคาดการณ์เบื้องต้นเสียหายกว่า 10,000 ล้าน ท่องเที่ยวปีใหม่พัง เร่งอพยพนักท่องเที่ยวมาเลย์ตกค้างอยู่ ประเมินกระทบ GDP ยังอยู่ในวงจำกัด
ภาคใต้ตอนล่างยังคงเผชิญกับสถานการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่ จากภาพถ่ายผ่านดาวเทียมของ GISTDA แสดงให้เห็นพื้นที่น้ำท่วมขังถึง 334,895 ไร่ ใน 7 จังหวัด (สงขลา-ปัตตานี-นครศรีธรรมราช-พัทลุง-นราธิวาส-ยะลา-สตูล) โดยศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) กรมชลประทาน ได้ให้ข้อมูลสาเหตุน้ำท่วมหนักในพื้นที่ภาคใต้เกิดจากตั้งแต่วันที่ 19 พ.ย. 68 จนถึงปัจจุบัน มีอิทธิพลของร่องมรสุมและหย่อมความกดอากาศต่ำปกคลุมภาคใต้และภาคใต้ตอนล่าง ทำให้เกิดฝนตกหนักถึงหนักมากในหลายพื้นที่ของภาคใต้ ตั้งแต่จังหวัดชุมพรลงไป โดยปริมาณฝนสะสม 24 ชั่วโมง วัดได้มากกว่า 300-500 มม.
เฉพาะที่จังหวัดสงขลา มีฝนตกหนักครอบคลุมทุกพื้นที่โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ อำเภอหาดใหญ่ วัดปริมาณฝนสูงสุดเมื่อวันที่ 21 พ.ย. วัดได้ 335 มม. สำหรับปริมาณฝนสะสม 3 วันย้อนหลัง (19-21 พ.ย. 68) ได้สูงสุดถึง 630 มม. (มากกว่าครั้งที่เกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่ของอำเภอหาดใหญ่ เมื่อปี 2553 ที่มีปริมาณฝนสะสมสูงสุด 428 มม.) มีน้ำท่วมในเขตเทศบาลนครหาดใหญ่ ระดับน้ำสูงเฉลี่ย 0.50-2.50 เมตร
นอกจากนี้ ปริมาณน้ำในแม่น้ำสายหลัก สายรอง รวมทั้งคลองสายต่าง ๆ ก็เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เกิดน้ำเอ่อล้นตลิ่งในหลายพื้นที่ อาทิ คลองวาด, คลองอู่ตะเภา, คลองต่ำ, คลองหวะ รวมถึงคลองภูมินาถดำริ (คลองระบาย ร.1) ที่เป็นคลองขุดระบายน้ำสายใหม่ที่ใช้ผันน้ำจากคลองอู่ตะเภา ไปลงทะเลสาบสงขลาได้เร็วขึ้น
ทว่าคลองระบาย ร.1 ที่รองรับน้ำได้ประมาณ 1,200 ลบ.ม./วินาที ไม่เพียงพอกับปริมาณฝนตกสะสมที่ 880 มิลลิเมตร/ชั่วโมง หรือเกินกว่าศักยภาพของคลองที่จะระบายน้ำลงสู่ทะเลสาบสงขลา ขณะที่มวลน้ำที่ไหลลงคลองอู่ตะเภา จาก อ.สะเดา จ.สงขลา และพื้นที่อื่น ๆ รวมกันมีมากกว่า 1,600 ลบ.ม./วินาที หรือมากกว่าน้ำที่ไหลผ่านตัวเมืองหาดใหญ่เกือบเท่าตัว ส่งผลให้เมืองหาดใหญ่เกิดน้ำท่วมอย่างหนักต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
โดยล่าสุด (25 พ.ย.) ครม.ให้ความเห็นชอบประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในเขตท้องที่สงขลา และมอบให้ พล.อ.อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นผู้อำนวยการสถานการณ์แล้ว และยังมีมติเห็นชอบจ่ายเงินเยียวยาให้แก่ผู้ประสบอุทกภัยเพิ่มเติมในจังหวัดที่ประสบอุทกภัยอีก 7 จังหวัด ประกอบด้วย จ.สงขลา จ.ตรัง จ.นครศรีธรรมราช จ.นราธิวาส จ.ปัตตานี จ.พัทลุง จ.ลพบุรี รวม 3,814 ล้านบาท
ซึ่งเป็นการอนุมัติเพิ่มเติมจากมติ ครม.เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม ที่จ่ายเงินเยียวยาผู้ประสบอุทกภัย 65 จังหวัด ในอัตราเดียวครัวเรือนละ 9,000 บาท และเพิ่มในอัตราขั้นบันได ถูกน้ำท่วมขังติดต่อกันตั้งแต่ 31-60 วัน ให้ความช่วยเหลือครัวเรือนละ 5,000 บาท ตั้งแต่ 61-90 วัน ครัวเรือนละ 10,000 บาท ตั้งแต่ 91-120 วัน ครัวเรือนละ 15,000 บาท และตั้งแต่ 121 วันขึ้นไป ให้ความช่วยเหลือครัวเรือนละ 20,000 บาท ทั้งนี้ ให้ดำเนินการเยียวยาให้แล้วเสร็จหลังจากสถานการณ์คลี่คลายภายใน 90 วัน
ในหลวงทรงห่วงพสกนิกร
รัฐบาลได้เรียกประชุมแก้ปัญหาน้ำท่วมภาคใต้ โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน และมี พล.อ.อ.สถิตย์พงษ์ สุขวิมล ราชเลขานุการในพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เข้าร่วมประชุม ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่ง พล.อ.อ.สถิตย์พงษ์ ได้อัญเชิญกระแสพระราชดำรัสความเป็นห่วงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อให้รัฐบาลน้อมรับไปดำเนินการ โดยเมื่อคืนที่ผ่านมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีกระแสพระราชดำรัสลงมา เพื่อนำเรียนให้นายกรัฐมนตรี และฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ในความห่วงใยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่มีต่อประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ ที่ประสบอุทกภัยครั้งนี้
โดยทรงมีรับสั่งพระราชทานความช่วยเหลือให้กับผู้ที่ได้รับความเดือดร้อน โดยให้ระดมสรรพกำลังทั้งหมดทั้งฝ่ายพลเรือนและฝ่ายทหาร ตำรวจ และหน่วยงานราชการต่าง ๆ โดยเฉพาะเรื่องเรือไปช่วยเหลือราษฎร ให้ออกมาจากพื้นที่อันตรายมาส่งในพื้นที่ปลอดภัย รวมทั้งเรื่องปัจจัยต่าง ๆ อาหาร น้ำดื่ม ก็พระราชทานความช่วยเหลือ ระดมสรรพกำลังจากกองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ และกระทรวงมหาดไทย ในการดูแลประชาชนให้ได้รับความปลอดภัย ได้รับความช่วยเหลือเรื่องเสบียงต่าง ๆ และการเคลื่อนย้ายต่าง ๆ ให้ทำโดยเร็วที่สุด พร้อมกันนี้ ทรงชื่นชมจิตอาสาทั่วประเทศ ไม่ใช่กรณีที่เกิดในภาคใต้อย่างเดียว แต่เหตุการณ์ที่ผ่านมาได้รับความร่วมมือร่วมใจจากจิตอาสาทุกฝ่ายให้ความช่วยเหลือประชาชนได้อย่างรวดเร็ว
เรนบอมบ์-ปฐมเหตุท่วมหาดใหญ่
นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสะบ้าย้อย จ.สงขลา และประธานชมรมแพทย์ชนบท โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก ชี้ต้นเหตุการเกิดน้ำท่วมที่หาดใหญ่ระบุว่า น้ำท่วมใหญ่รอบนี้มาเร็ว แรง เหนือความคาดหมาย ทั้ง ๆ ที่ปีนี้ฝนเพิ่งเริ่มตกแบบต่อเนื่องเอง ดังนั้นความรู้สึกผู้คนที่ผ่านมาจึงคิดว่า “น้ำยังไม่น่าท่วม” แต่ฝนมาเหนือความคาดหมาย เกิดการตกของฝนแบบ Rain-bomb และต่อเนื่องในคืนเดียวกว่า 300 มิลลิเมตร ตกหนักมากในบริเวณเขาคอหงส์ อ่างแก้มลิงคอหงส์น้ำล้น น้ำจากเขาคอหงส์ตลอดแนวเขาไหลบ่าลงมาจนล้นคลองสามสิบเมตร ไหลบ่าเข้าท่วมเมืองหาดใหญ่ โดยที่น้ำยังไม่ล้นคลองระบาย ร.1 (ซึ่งปกติคลอง ร.1 น้ำจะเพิ่มเพราะน้ำหลากมาจากสะเดา ไม่ใช่เขาคอหงส์)
ดังนั้นการเฝ้าดูน้ำคลอง ร.1 เป็นสัญญาณการเตือนภัย จึงทำให้ล่าช้าจนเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ขึ้น “ระบบของทางการที่ต้องเตรียมการรับมืออีกมาก Rain-bomb และน้ำบ่าจากฝั่งเขาคอหงส์ คือ จุดอ่อนสำคัญของระบบป้องกันน้ำท่วมเมืองหาดใหญ่ครั้งนี้”
หาดใหญ่เสียหายกว่าหมื่นล้าน
นายทรงพล จังศิริวัฒนธำรง ประธานหอการค้าจังหวัดสงขลา กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า หลังจากที่นายรัฐศาสตร์ ชิดชู ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา จึงได้มีคำสั่งด่วนที่สุด (24 พ.ย.) ให้เร่งอพยพประชาชนในเมืองหาดใหญ่ออกไปยังศูนย์อพยพที่จัดเตรียมไว้ หากประเมินความเสียหายเบื้องต้นตามที่เคยประเมินปี 2553 ขณะนี้พื้นที่เฉพาะ อ.หาดใหญ่ แบ่งความเสียหายออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ 1) ธุรกิจต้องปิดกิจการไม่สามารถดำเนินการได้ 5-6 วันแล้ว เมืองหาดใหญ่ทั้งเมืองไม่สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ ความเสียหายตรงนี้ประมาณ 500-600 ล้านบาท
2) สินทรัพย์ อาคาร บ้านเรือน รถจมน้ำหมด มีต้นทุนในการบูรณะให้กลับมา มูลค่าความเสียหายตรงนี้หนัก ประเมินเบื้องต้นคาดว่าไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านบาทแน่นอน
“เท่าที่คุยกับผู้ประกอบการหอการค้าในเครือข่ายด้วยกันแต่ละคนเสียหายหนัก เพราะไม่มีใครเตรียมตัวเลย ข้าวของเครื่องใช้ทุกอย่างได้รับความเสียหาย บางคนคิดว่าอาศัยอยู่บริเวณที่สูงไม่เคยถูกน้ำท่วม ปีนี้ก็ท่วม ตอนนี้เจอสถานการณ์ที่เหนือความคาดหมาย วิกฤตน้ำครั้งนี้มาหนักมาก” นายทรงพลกล่าว
สตูล-ย่านเศรษฐกิจเสียหายหนัก
นายกฤษฎา อึ้งสกุล ประธานหอการค้าจังหวัดสตูล กล่าวว่า เกิดน้ำท่วมทั้ง 7 อำเภอ คาดว่าความเสียหายจะทะลุ 1,000 ล้านบาท โดยเฉพาะย่านเศรษฐกิจ อ.เมืองสตูล และ อ.ละงู บางจุดน้ำท่วมสูงกว่า 1 เมตร มีทั้งร้านค้าและโรงแรมที่ได้รับผลกระทบ มีนักท่องเที่ยวยุโรป มาเลเซีย และคนไทยที่คิดค้าง ที่ได้อพยพไปยังจุดปลอดภัย แม้ผู้ว่าราชการจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องระดมกำลังช่วยเหลือเต็มที่ “แต่ก็ยังไม่เพียงพอ” ชาวบ้านก็ต้องช่วยเหลือกันเอง ซึ่งชาวบ้านส่วนใหญ่ก็พูดกันว่าเป็นน้ำท่วมที่หนักมากในรอบ 50 ปี
พัทลุงกระทบเกษตร 1 ล้านไร่
นายกิตติพิชญ์ กลับคุณ ประธานหอการค้าจังหวัดพัทลุง กล่าวว่า น้ำท่วมปี 2568 ถือว่า “หนักกว่าปี 2567 ถูกน้ำท่วมทั้ง 11 อำภอ” เบื้องต้นคาดว่าจะเกิดความเสียหายกว่า 100 ล้านบาท โดยเฉพาะพื้นที่เกษตรกรรม 1,554,924 ไร่ พืชเศรษฐกิจ ยางและปาล์มและหากมีน้ำท่วมขังนานจะยิ่งทำให้พืชล้มตาย เกิดความเสียหายมากขึ้น เพราะจะทำให้เกษตรกรขาดรายได้ทันที ขณะที่น้ำท่วมในย่านเศรษฐกิจ ต.คูหาสวรรค์ อ.เมือง ไม่เสียหายมากนัก รถสัญจรได้ ร้านค้าบางส่วนปิด ด้านเทศบาลเมืองพัทลุงก็ได้ คลองลำเบ็ด ซึ่งเป็นคลองขุดลอกของกรมชลประทานที่ช่วยรับน้ำจากเทือกบรรทัดแล้วไหลลงสู่ทะเลสาบได้อย่างรวดเร็ว
น้ำท่วมยะลาจากเขาบือยอ
นายพงษ์ศักดิ์ ยิ่งชนม์เจริญ นายกเทศมนตรีนครยะลา กล่าวถึงสถานการณ์น้ำท่วมในเขตเทศบาลนครยะลา “ขณะนี้ขยายวงกว้าง” เป็นการท่วมมาจากพื้นที่ที่เป็นรอยต่อของเทศบาลเมืองสะเตงนอก เนื่องจากมวลน้ำที่มาจากเทือกเขาบือยอ และอีกส่วนหนึ่งเป็นการหนุนเสริมจากลุ่มแม่น้ำสายบุรี ส่งผลให้น้ำท่วมเต็มพื้นที่หมด เพราะฉะนั้น น้ำจากทางเทศบาลเมืองสะเตงนอกที่จะไหลไปทางพื้นที่ตำบลบุดี ตำบลวังพญา เพื่อลงสู่แม่น้ำสายบุรีก็ไม่สามารถไหลไปได้ก็ดันกลับเข้ามา
โดยสังเกตได้ว่าพื้นที่รอยต่อเทศบาลนครยะลากับเทศบาลเมืองสะเตงนอก ตลอดแนวน้ำจะไหลเข้ามาทั้งหมด และขยายวงกว้างในหลายพื้นที่ ขณะที่อีกฝั่งแม่น้ำปัตตานีอยู่ในสภาวะที่ตึงเครียด เนื่องจากปีที่ผ่านมา คลองละแอมีอัตราการไหลของน้ำที่เข้ามาสมทบกับแม่น้ำปัตตานี อยู่ที่ 650 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ตอนนี้อัตราการไหลของน้ำอยู่ที่ 630 ลบ.ม. ซึ่งจากการหารือกับนายกเทศบาลต่าง ๆ ที่ทำงานร่วมกัน ได้ข้อสรุปตรงกันว่า ปริมาณน้ำปี 2568 มากกว่าปี 2567
เป็นที่น่าสังเกตว่าปีนี้โดยปกติของน้ำท่วมจะท่วมตั้งแต่ต้นทาง แต่ปีนี้จะท่วมจากพื้นที่ติดชายทะเลไล่ขึ้นมา เพราะฉะนั้นน้ำที่จะไปลงสู่ทะเลก็ลงด้วยความยากลำบากมากยิ่งขึ้น ก็กลายมาซ้ำเติมกับปริมาณฝนที่ตกลงมาค่อนข้างมาก เพราะฉะนั้น ชาวยะลาอย่าประมาท โดยเฉพาะประชาชนที่อยู่บริเวณริมแม่น้ำปัตตานีทั้งหมด ยังมีเวลาขอให้เตรียมขนของขึ้นในระดับที่สูงกว่าปี 2567 เพราะในพื้นที่มีปริมาณน้ำฝนมากกว่าปีที่แล้ว “จากการทำงานร่วมกับหลายเทศบาลบอกว่า ไม่เคยเห็นปรากฏการณ์กรณีเขาบือยอมีปริมาณน้ำไหลลงมา 6 สาย ซึ่งน้ำเหล่านี้ต้องลงมาสู่เทศบาลนครยะลาต่อไป”
ทูตมาเลย์-สิงคโปร์ห่วง นทท.
ดร.สิทธิพงษ์ สิทธิภัทรประภา นายกสมาคมโรงแรมหาดใหญ่สงขลา กล่าวว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นตอนนี้ประเมินเบื้องต้นกว่า 10,000 ล้านบาท ที่สำคัญขณะนี้ยังมีนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียและสิงคโปร์ตกค้างอยู่ตามโรงแรมต่าง ๆ นอกเมืองประมาณกว่า 1,000 คน ยังไม่สามารถช่วยเหลือให้กลับบ้านได้ จากที่ช่วยเหลือกลับบ้านไปแล้วประมาณกว่า 6,000 คน
โดยล่าสุดทางสถานทูตสิงคโปร์ประจำประเทศไทย ก็โทร.ติดต่อเข้ามาหาตนโดยตรง เพื่อขอให้ช่วยเหลือนักท่องเที่ยว ขณะที่กงสุลของประเทศมาเลเซีย ได้ไปรับผู้ช่วยทูตทหารจาก กทม. พร้อมประสานโดยตรงมายังตน เพื่อลงพื้นที่มาด้วยตัวเอง เพื่อให้เร่งดำเนินการช่วยเหลือนักท่องเที่ยวมาเลเซียที่แจ้งขอความช่วยเหลือไปยังสถานทูต โดยมีทีมกู้ภัยจากมาเลเซีย พร้อมเรือ 4 ลำเข้ามา แต่เนื่องจากปริมาณน้ำท่วมในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ยังไม่ลดปริมาณลงและขยายเป็นวงกว้างทั้งพื้นที่รอบใน และรอบนอกเมือง น้ำลึก ไหลเชี่ยว และแรง ทำให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างยากลำบาก
ที่ผ่านมาพยายามช่วยเหลือนักท่องเที่ยวมาเลเซียและสิงคโปร์ที่ตกค้างอยู่ตอนแรก 7,000 กว่าคน เพื่อช่วยรักษาภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยว “ลองคิดดู ภาครัฐล้มเหลวในการบริหารจัดการขนาดไหน กงสุลมาเลย์และสถานทูตสิงคโปร์ควรติดต่อกระทรวงการต่างประเทศ หรือกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา แต่ทุกคนกลับมาติดต่อโดยตรงที่ผม บอกตรง ๆ การบริหารจัดการของหน่วยงานภาครัฐล้มเหลวมาก ไม่มีศูนย์บัญชาการบอกให้ไปช่วยนักท่องเที่ยว ถ้ารัฐบาลยังบริหารจัดการแบบนี้จะมีคนตายเพิ่มขึ้น” ดร.สิทธิพงษ์กล่าวและว่า
ล่าสุดตอนนี้น้ำท่วมขยายเป็นวงกว้าง ทำให้หมู่บ้านจัดสรรชั้นเดียวหลายแห่งใน อ.หาดใหญ่ ถูกน้ำท่วมมิด หลายคนต้องปีนขึ้นไปอยู่บนหลังคา ขณะที่คนมีบ้าน 2 ชั้น บางบ้านบอกเหลืออีก 1-2 ขั้น น้ำจะขึ้นชั้น 2 แล้ว ขณะที่การระดมให้ความช่วยเหลือจากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนไม่เพียงพอ เนื่องจากมีประชาชนจำนวนมากติดค้างอยู่ตามบ้าน และบางพื้นที่เรือกู้ภัยปกติไม่สามารถเข้าไปช่วยเหลือได้
โดยพื้นที่ในการให้ความช่วยเหลือแบ่งเป็น 3 ระดับ ได้แก่ 1) พื้นที่ที่น้ำลึก แรง เชี่ยว ไม่สามารถเข้าไปช่วยเหลือ ส่งน้ำและอาหารได้เลย ทำให้คนอดข้าวมาหลายวันแล้ว 2) ไม่สามารถอพยพออกมาได้ แต่ส่งน้ำและอาหารเข้าไปได้ และ 3) พื้นที่ที่อพยพได้ เนื่องจากมีประชาชนจำนวนมากติดค้างอยู่ตามบ้าน และบางพื้นที่เรือกู้ภัยปกติไม่สามารถเข้าไปช่วยเหลือได้
เตรียมฟื้นท่องเที่ยวหลังน้ำลด
นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า ททท.ได้เร่งติดตามสถานการณ์และประสานการให้ความช่วยเหลือนักท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบในหลายพื้นที่ของจังหวัดภาคใต้ โดยเฉพาะหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางหลักของการท่องเที่ยวจากมาเลเซียและเป็นพ้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด เพื่อจัดทำรายงานสถานการณ์ ติดตาม และประเมินผลกระทบของแหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่ เพื่ออัพเดตสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง
โดยในส่วนของตลาดมาเลเซีย-อินโดนีเซีย ซึ่งเป็นตลาดหลักที่เดินทางเข้าพื้นที่หาดใหญ่นั้น ททท.ได้เร่งสื่อสารสถานการณ์ไปยังพันธมิตรบริษัทนำเที่ยวในพื้นที่ เพื่อให้ทราบข้อมูลรายวัน ทั้งการช่วยเหลือนักท่องเที่ยวและอัพเดตแหล่งท่องเที่ยวที่ยังคงเดินทางได้ตามปกติ เพื่อลดผลกระทบให้อยู่ในวงจำกัด รวมถึงเร่งประเมินผลกระทบทางด้านการเดินทางของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งในตลาดระยะใกล้และไกล
ในระยะต่อไปหากสถานการณ์ในพื้นที่คลี่คลาย ททท. จะเร่งสร้างความเชื่อมั่นในการเดินทางและส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ โดยขณะนี้ได้เตรียมหารือมาตรการเยียวยาผู้ประกอบการในพื้นที่และส่งเสริมตลาดจัดกิจกรรมในช่วงปลายปีแล้ว
ต่างชาติเข้าไทย 9.8 หมื่นคน/วัน
ขณะที่นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า จากเหตุอุทกภัยที่เกิดขึ้นในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ที่ได้รับผลกระทบรุนแรงส่งผลให้นักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียชะลอการเดินทาง ทำให้ภาพรวมในสัปดาห์นี้ (17-23 พฤศจิกายน 2568) มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งสิ้น 691,388 คน เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้าเพียงแค่ 1,957 คน หรือร้อยละ 0.28 คิดเป็นจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยเฉลี่ยวันละ 98,770 คน
โดย 5 อันดับแรกของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ได้แก่ มาเลเซีย (76,449 คน) จีน (75,769 คน) อินเดีย (54,584 คน) รัสเซีย (52,845 คน) และเกาหลีใต้ (33,170 คน) โดยนักท่องเที่ยวชาวเกาหลีใต้ รัสเซีย และอินเดีย มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า ร้อยละ 6.68 ร้อยละ 6.47 และร้อยละ 1.96 ตามลำดับ ขณะที่นักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียและจีนมีการปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้าร้อยละ 11.50 และร้อยละ 0.50 ตามลำดับ
ทั้งนี้ ข้อมูลจากกองเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาระบุว่า ณ วันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 ประเทศไทยมีจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติสะสมตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-23 พฤศจิกายน 2568 รวม 28,968,664 คน สร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้ว ประมาณ 1,341,220 ล้านบาท โดยจำนวนนักท่องเที่ยวสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ มาเลเซีย (4,134,618 คน) รองลงมาคือ จีน (4,021,994 คน) อินเดีย (2,165,053 คน) รัสเซีย (1,580,645 คน) และเกาหลีใต้ (1,372,774 คน)
ท่องเที่ยวสูญกว่า 5,000 ล้าน
แหล่งข่าวจากสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ภาคการท่องเที่ยวถือเป็นเสาหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของอำเภอหาดใหญ่ จ. สงขลา และในอีกหลายจังหวัดในภาคใต้ เหตุน้ำท่วมใหญ่ในปีนี้คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวในพื้นที่ไม่ต่ำกว่า 1 เดือน เนื่องจากแหล่งท่องเที่ยว สถานประกอบการ และผู้ประกอบการท่องเที่ยว ต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูบรรยากาศอย่างหนัก โดยเฉพาะในอำเภอหาดใหญ่ที่ส่วนใหญ่พึ่งพารายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ ทั้งมาเลเซีย อินโดนีเซีย และสิงคโปร์
โดยจากข้อมูลของกองเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงการท่องเที่ยวฯพบว่า สงขลาเป็นจังหวัดที่มีรายได้จากการท่องเที่ยวเป็นอันดับ 8 ของประเทศ มีรายได้จากการท่องเที่ยวปีละประมาณ 50,000 ล้านบาท หรือเฉลี่ยเดือนละประมาณ 4,000 ล้านบาท ซึ่งเดือนพฤศจิกายนถือเป็นไฮซีซั่นของภาคการท่องเที่ยวของไทย ทำให้คาดการณ์ว่าเหตุน้ำท่วมใหญ่ปีนี้จะทำให้จังหวัดสงขลาสูญเสียรายได้จากภาคการท่องเที่ยวไม่ต่ำกว่า 5,000 ล้านบาท
กระทบ GDP ยังไม่มาก
นายพิริยพล คงวาณิช นักกลยุทธ์ปัจจัยพื้นฐาน ฝ่าย Wealth Research บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงเหตุการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นในภาคใต้ของประเทศไทย หากมองในมิติของตลาดหุ้น ผลกระทบต่อหุ้นยังถือว่า “จำกัด” โดยเฉพาะกลุ่มค้าปลีกที่แม้บางสาขาอาจได้รับผลกระทบบ้าง แต่เมื่อเทียบกับพอร์ตรวมแล้วไม่ได้มีนัยสำคัญ ส่วนภาคการท่องเที่ยวในทาง Physical เท่าที่เช็กยังไม่ได้รับผลกระทบ
“สำหรับเศรษฐกิจโดยรวมน้ำท่วมที่เกิดขึ้นยังคงอยู่ในพื้นที่ภาคใต้เป็นหลัก และจากเหตุการณ์ในอดีต หากน้ำท่วมไม่กระทบต่อเขตนิคมอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญต่อ GDP เช่น กรณีน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 ที่ทำให้อุตสาหกรรมหลักได้รับผลกระทบหนัก GDP จึงลดลงชัดเจน ซึ่งขณะนี้น้ำท่วมยังไม่ส่งผลต่อภาคอุตสาหกรรมหลักมากนัก จึงคาดว่าผลกระทบต่อ GDP จะมีจำกัด”
ด้านนายชัยพร น้อมพิทักษ์เจริญ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) กล่าวเสริมว่า ระยะเวลาการท่วมในต่างจังหวัดส่วนใหญ่ไม่นานเกินหนึ่งเดือน ส่วนพื้นที่ตัวเมืองมักระบายน้ำได้เร็ว การทำงานของภาครัฐในการช่วยเหลือพื้นที่เศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบก็ช่วยลดผลกระทบให้น้อยที่สุด ดังนั้นผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมจึงไม่มากนัก
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : น้ำท่วมหาดใหญ่สูญหมื่นล้าน ประกาศเขตฉุกเฉิน-เร่งฟื้นท่องเที่ยว
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net