เชลยศึกสงครามลาว (6) เอาชนะอุปสรรค
บทความพิเศษ | พล.อ.บัญชร ชวาลศิลป์
เชลยศึกสงครามลาว (6)
เอาชนะอุปสรรค
โวเหงียนเกี๊ยปบันทึกความพยายามการเคลื่อนย้ายอาวุธหนักไว้ในหนังสือของเขาว่า
“กองทหารของเราได้เปิดทางและลากปืนใหญ่เคลื่อนไปตามแนวของเราตลอดเวลา 7 วัน 7 คืน ได้ปรับพื้นที่บนภูเขา กัดเซาะเชิงเขาและเปิดช่องทางให้ปืนใหญ่ของเราสามารถผ่านไปได้ตรงเวลาตามแผนที่กำหนดไว้ควบคู่ไปกับการรักษาความลับอย่างเข้มงวดกวดขัน รวมทั้งศิลปะการพรางอันยอดเยี่ยม
การบำรุงรักษาทางหลวงให้อยู่ในสภาพที่ใช้การได้ตลอดเวลาก็กระทำกันอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งสิ้นสุดการรบ นอกจากนั้น ทางหลวงอันมีอุปสรรคท้าทายอย่างใหญ่หลวงนี้ยังถูกข้าศึกระดมทิ้งระเบิดทางอากาศเพื่อขัดขวางทำลายตลอดเวลาทั้งกลางวันและกลางคืน แต่การลำเลียงขนส่งของเราก็คงดำเนินไปได้อยู่ตลอดเวลา พวกดักกงทั้งชายและหญิงสามารถเอาชนะความท้าทายเหล่านี้ทั้งหมดได้ในที่สุด”
ตลอดเวลาของการรบ กองทัพเวียดมินห์สามารถลำเลียงกระสุนปืนใหญ่ขนาดต่างๆ ได้อย่างต่อเนื่อง ประมาณว่า เดียนเบียนฟูถูกยิงด้วยปืนใหญ่ขนาด 105 ม.ม. กว่า 30,000 นัด ปืนขนาดอื่นอีกกว่า 100,000 นัด รวมน้ำหนักประมาณ 7,200 ตัน ซึ่งต้องลำเลียงมาถึงเดียนเบียนฟูระหว่างเดือนธันวาคม 2496 ถึงพฤษภาคม 2497
นอกจากกระสุนปืนใหญ่แล้วฝ่ายเวียดมินห์ยังต้องลำเลียงวัสดุสัมภาระอื่นๆ เป็นน้ำหนักกว่า 6,500 ตันมายังเดียนเบียนฟูอีกด้วย ขณะที่ฝรั่งเศสยังคงใช้วิธีการเดิมแบบที่เคยใช้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 คือการโจมตีทางอากาศต่อเป้าหมายบุคคลรวมทั้งการทิ้งระเบิดขนาดหนักต่อเส้นทางลำเลียงตลอดเวลา แต่เวียดมินห์ก็แก้ปัญหานี้ได้สำเร็จด้วยการระดมแรงงานกรรมกร “กุลี” ที่อาสาสมัครเข้าทำงานด้วยมือเปล่าแทนพาหนะขนส่ง การลำเลียงจึงทำได้ตลอดเวลาโดยที่ฝรั่งเศสคาดไม่ถึงเช่นเดียวกัน
เอกสารของฝ่ายฝรั่งเศสบันทึกว่า กองทัพเวียดมินห์มีปืนใหญ่ขนาด 105 ม.ม. จำนวน 24 กระบอก ปืนใหญ่ภูเขาขนาด 75 ม.ม. จำนวน 18 กระบอก ปืนครกขนาด 120 ม.ม. จำนวน 20 กระบอก ปืนไร้แรงสะท้อนถอยหลัง 75 ม.ม. จำนวน 20 กระบอก ปืนครกขนาด 81 ม.ม. จำนวน 135 กระบอก และปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานขนาด 37 ม.ม. 12 กระบอก และยังมีเครื่องยิงจรวดหลายลำกล้องอันทรงอานุภาพอีกจำนวนหนึ่ง
รวมจำนวนปืนใหญ่ทั้งหมดของเวียดมินห์ที่ใช้ตั้งยิงถล่มเดียนเบียนฟูเป็นจำนวนกว่า 200 กระบอก ขณะที่ฝ่ายฝรั่งเศสมีปืนใหญ่ขนาด 105 ม.ม. เพียง 24 กระบอก ขนาด 155 ม.ม. 4 กระบอก ปืนไร้แรงสะท้อนถอยหลัง ขนาด 75 ม.ม. 60 กระบอก ซึ่งเห็นได้ชัดเจนว่าเสียเปรียบด้านอำนาจการยิงอย่างเห็นได้ชัด
เดียนเบียนฟูแตกแล้ว…
27 ธันวาคม พ.ศ.2496 เมื่อกองพลที่ 308 เดินทางจากลาวมาเพิ่มทำให้กองทัพเวียดมินห์มีพลรบหลักถึง 49,000 คน กำลังสนับสนุนการรบ 31,500 คน และตามแนวเส้นทางคมนาคมยังมี “กุลี” อีก 23,000 คน ทำหน้าที่ลำเลียงและซ่อมบำรุงรักษาเส้นทางลำเลียง เดือนมีนาคม พ.ศ.2497 อัตราส่วนกำลังทหารราบระหว่างกองทัพเวียดมินห์กับฝรั่งเศสจึงขยับขึ้นเป็น 5:1 ขณะที่หลักการรบทั่วไปถืออัตราเพียง 3:1 เมื่อบวกกับความเหนือกว่าทางด้านอำนาจการยิงปืนใหญ่ที่รักษาความลับไว้เป็น “ไพ่ตาย” แล้ว นายพลโวเหงียนเกี๊ยปจึงเปิดฉากการเข้าตีอย่างมั่นใจ
ฐานที่มั่นทุกแห่งของค่ายเดียนเบียนฟูถูกโจมตีเมื่อเวลา 17.00 น. ของวันที่ 13 มีนาคม พ.ศ.2497 และแตกพ่ายในอีกไม่ถึง 2 เดือนถัดมาเมื่อเวลา 17.00 น. ของวันที่ 7 พฤษภาคม กองทหารเวียดมินห์เข้ายึดกองบัญชาการจับตัวนายพลจัตวาเดอ กาสซีย์ ผู้บัญชาการค่าย พร้อมคณะเสนาธิการเป็นเชลยทั้งหมด ซึ่งฝ่ายฝรั่งเศสยืนยันว่าไม่มีการยกธงขาวยอมแพ้แต่อย่างใด
ฝ่ายเวียดมินห์ชักธงแดงดาวสีเหลืองขึ้นเหนือกองบัญชาการทหารฝรั่งเศสที่เข้ายึดได้
เย็นวันที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ.2497 ในห้องวิทยุของกองบัญชาการทหารฝรั่งเศสที่กรุงฮานอย นายทหารฝ่ายเสนาธิการรวมทั้งสื่อมวลชนต่างก็ตั้งหน้าตั้งตาเงี่ยหูฟังเครื่องรับส่งวิทยุสนาม มีเสียงรบกวนดังโครกครากแล้วก็มีเสียงพูดขึ้นว่า “นี่ผม สิบเอกมิลเลียงพูด…อีกห้านาที เราจะระเบิดทุกสิ่งทุกอย่างทั้งหมด พวกเวียดนามขณะนี้อยู่ห่างจากเราไม่กี่เมตร” อีกสักครู่หนึ่งเสียงเดียวกันนั้นก็ดังขึ้นต่อไปว่า “ลาก่อนทุกคน” ครั้นแล้วก็มีแต่ความเงียบ ไม่มีเสียงจากลำโพงวิทยุต่อไปอีก ภายในห้องวิทยุเงียบสงัดเหมือนป่าช้า
เดียนเบียนฟูถึงการอวสานแล้ว
เดียนเบียนฟูแตกแล้ว…
รุ่งขึ้น วันที่ 8 พฤษภาคม เวียดมินห์นับเชลยศึกได้ 11,721 นาย ซึ่งในจำนวนนี้ 4,436 นายได้รับบาดเจ็บ และถือว่าเป็นเชลยศึกจำนวนมากที่สุดเท่าที่เคยจับได้ คือคิดเป็นกว่าหนึ่งในสามของจำนวนเชลยศึกที่เวียดมินห์จับได้ตลอดสงคราม
เชลยศึกถูกแบ่งออกเป็นกลุ่มๆ ที่แข็งแรงจะถูกบังคับให้เดินเท้าเป็นระยะทางกว่า 400 กิโลเมตรไปยังค่ายเชลยศึกทางเหนือและทางตะวันออก โดยถูกจัดให้อยู่รวมกับทหารเวียดมินห์เพื่อป้องกันการทิ้งระเบิดของฝรั่งเศส เชลยศึกหลายร้อยนายเสียชีวิตด้วยโรคระบาดระหว่างทาง ส่วนที่ได้รับบาดเจ็บได้รับการปฐมพยาบาลเบื้องต้นจนกระทั่งองค์การกาชาดสากลมาถึงและนำตัวทหารแยกออกไปดูแลจำนวน 858 นาย ซึ่งดีกว่าเชลยศึกที่เหลือ ส่วนเชลยศึกทหารที่ได้รับบาดเจ็บและมิได้ถูกนำตัวไปโดยองค์การกาชาดสากลก็ถูกส่งตัวไปค่ายกักกันของเวียดมินห์
เชลยศึกชาวฝรั่งเศสจากเดียนเบียนฟูในค่ายกักกัน ถูกอดอาหาร เฆี่ยนตี และกดขี่ข่มเหง ทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก
จากเชลยศึกกว่า 10,863 นาย พบว่าเหลือเพียง 3,290 นายเท่านั้นที่ถูกส่งตัวกลับประเทศอย่างเป็นทางการในอีก 4 เดือนต่อมา อย่างไรก็ดี จำนวนการเสียชีวิตดังกล่าวยังไม่รวมถึงนักโทษ 3,013 นายที่มีเชื้อชาติเวียดนามซึ่งไม่ทราบชะตากรรม…
17 ปีต่อมา-พ.ศ.2513 หนึ่งในนักรบเวียดมินห์ที่ร่วมปักธงชัยที่เดียนเบียนฟู – พันเอกเหงียน ชวง ในตำแหน่งผู้บังคับการกรม 165 จะได้รับภารกิจให้เข้าตีต่อที่หมายหลักที่บ้านนา ตามแผน CAMPAIGN 74 B และจะนำวิธีการนี้มาใช้อีกครั้งกับทหารไทยจากกรมผสมที่ 13 ใน CAMPAIGN 74 B ที่ยุทธภูมิทุ่งไหหิน
CAMPAIGN 74 B
หลังการเข้าตีหยั่งกำลังทหารไทยที่บ้านนาเมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2513 ถัดมาเดือนธันวาคม ทหารเวียดนามเหนือก็เปิดฉากการรุกใหญ่ตามแผนยุทธการ “CAMPAIGN 74 B” เพื่อเข้ายึดล่องแจ้งที่ล้มเหลวจากการมาถึงของทหารไทยเมื่อกรกฎาคมที่ผ่านมาให้จงได้
การข่าวกรองของซีไอเอสามารถตรวจจับการเคลื่อนกำลังกลับคืนสู่สนามรบทุ่งไหหินของทหารเวียดนามเหนือครั้งนี้ได้จากแหล่งข่าวซึ่งเฝ้าติดตามการเคลื่อนไหวในพื้นที่เริ่มตั้งแต่ช่องทางหนองเห็ด (Nong Het) บนถนนหมายเลข 7 จนกระทั่งมาแยกย้ายกันที่แก่งไก่ (Khang Khay) ซึ่งคาดว่าจะเป็นกำลังของกรม 165 ที่มีภารกิจเข้าตีบ้านนา รวมทั้งกำลังซึ่งน่าจะเป็นกำลังเพิ่มเติมของกองพล 316 ที่มีภารกิจเข้าตีล่องแจ้งและซำทอง
ซีไอเอคาดการณ์ว่า การเคลื่อนย้ายกำลังขนาดใหญ่ซึ่งมีหน่วยรถถังและทหารปืนใหญ่ชนิดลากจูงรวมอยู่ด้วยนี้ น่าจะหมายถึงแผนการปฏิบัติการขนาดใหญ่ต่อที่หมายในพื้นที่ทุ่งไหหินอย่างไม่ต้องสงสัย
กองพล 316 เวียดนามเหนือซึ่งเป็นหน่วยบัญชาการสูงสุดใน CAMPAIGN 74 B ครั้งนี้มีกำลังรบ 4 กรม ประกอบด้วย หน่วยรองหลักที่มีอยู่เดิมคือ กรม 148 และกรม 174 เพิ่มเติมกำลังด้วย 2 กรมอิสระ 335 และ 866 ได้รับภารกิจต่อที่หมายหลักเมืองล่องแจ้งซึ่งเกือบเข้ายึดไว้ได้เมื่อปีที่แล้ว
ที่หมายรองซึ่งกำหนดไว้ที่ “บ้านนา” มอบให้เป็นภารกิจของกรม 165 ซึ่งแยกตัวมาจากกองพล 312 โดยมีการเพิ่มเติมกำลังจากกองพันเครื่องยิงระเบิด 120 ม.ม. กองพันปืนกล 12.7 ม.ม. และ 3 หน่วยแซปเปอร์ รวมทั้งหน่วยสนับสนุนการส่งกำลังบำรุงขนาดใหญ่จากตำบลส่งกำลังในทุ่งไหหินเพื่อให้การสนับสนุนจนถึงที่มั่นแนวหน้าสุดของพื้นที่การรบ
กระสุนปืนใหญ่นัดแรกต่อที่หมายบ้านนาระเบิดขึ้นเมื่อกลางดึกของคืนวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ.2513
พันเอกเหงียน ชวง
ผู้บังคับการกรม 165 ผู้ได้รับภารกิจให้เข้าตีที่บ้านนา คือ พันเอกเหงียน ชวง (Nguyen Chuong) ผู้มีประวัติการรบอย่างโชกโชนและยาวนานมาตั้งแต่สมรภูมิเดียนเบียนฟูครั้งสงครามปลดแอกฝรั่งเศสเขียนรายงานการปฏิบัติครั้งนี้และได้มีการเผยแพร่ภายหลังใน “People’s Public Security-Cong An Nhan Dan” ว่าเขาได้วางแผนการรบต่อที่หมายฐานที่มั่นของทหารไทยที่บ้านนาโดยแบ่งเป็น 2 ขั้นการปฏิบัติ คือ
ขั้นที่หนึ่ง : วางกำลัง “ปิดล้อม” กำลังกองพันทหารราบไทยและฐานยิงปืนใหญ่ที่บ้านนา แล้วสร้างความกดดันด้วยการระดมยิงจากปืนใหญ่สนามวิถีโค้ง 85 ม.ม. และปืนใหญ่สนามวิถีราบ 122 ม.ม. จากที่ตั้งยิงทางตะวันตกของทุ่งไหหิน รวมทั้งอาวุธหนักอื่นๆ ประกอบกับการยิงจากอาวุธปืนกล 12.7 ม.ม. และปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน 14.5 ม.ม. เพื่อขัดขวางการส่งกำลังบำรุงเพิ่มเติมจากเครื่องบินและเฮลิคอปเตอร์
ขั้นที่สอง : เข้าตีแตกหักด้วยกำลังหน่วยแซปเปอร์และทหารราบ ประสานกับการยิงสนับสนุนของทหารปืนใหญ่
ปฏิบัติการขั้นที่สองนี้จะสอดประสานกับการเข้าตีของกองพล 316 ต่อที่หมายหลักล่องแจ้งและซำทองซึ่งอยู่ทางใต้ลงไป
กล่าวโดยสรุปแล้วแผนของพันเอกเหงียน ชวง ต่อที่หมายบ้านนาเริ่มต้นด้วยการ “ปิดล้อม” แล้ว “เข้าตี”
ไม่แตกต่างเมื่อครั้งเดียนเบียนฟู
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เชลยศึกสงครามลาว (6) เอาชนะอุปสรรค
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly