Gen Z ดัน ธุรกิจอาหาร โต 3 กลุ่มดาวรุ่งพุ่งแรง แม็คโครปรับกลยุทธ์รับ HoReCa
ธุรกิจอาหาร สวนกระแสเศรษฐกิจชะลอ จากแรงขับผู้ประกอบการ Gen Z เน้นเดลิเวอรี 100% และ Casual Diningสร้างคอนเทนต์ ชี้ Casual Dining/Cloud Kitchen, ชาบู/หม้อไฟ และ Specialty Coffee ขึ้นแท่น 3 กลุ่มธุรกิจดาวรุ่งที่เติบโตเร็วที่สุด แม็คโครปรับกลยุทธ์รับ HoReCa โตแรง 28%
7 พฤศจิกายน 2568 -นายธนิศร์ เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร กลุ่มธุรกิจค้าส่ง บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) ได้นำเสนอภาพรวมและทิศทางธุรกิจอาหารไทยในเวที “HoReCa Trend Talk 2025” ภายใต้แนวคิด “Food Infinity – ธุรกิจอาหารโตไม่สิ้นสุด” โดยเน้นย้ำว่า "ตราบใดที่อาหารยังเป็นปัจจัยหลัก ธุรกิจอาหารจะไม่มีวันหยุดนิ่ง" แม้ภาพรวมเศรษฐกิจจะยังคงเปราะบาง แต่ธุรกิจนี้ยังคงแสดงศักยภาพในการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสะท้อนถึงความยืดหยุ่นของผู้ประกอบการไทยในการปรับตัวและสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่
ข้อมูลจากแม็คโครเผยให้เห็นว่า ธุรกิจอาหารกำลังถูกขับเคลื่อนด้วยพลังของ ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ (อายุ 18-22 ปี) ที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นกว่า 8% จากปีก่อน กลุ่มนี้มีความโดดเด่นในการใช้ความคิดสร้างสรรค์และเทคโนโลยี เช่น การเปิดร้านฟิวชันคาเฟ่ หรือร้านเดลิเวอรีเต็มรูปแบบที่สามารถสร้างยอดขายหลักแสนบาทต่อเดือน ซึ่งกลายเป็นแรงผลักดันสำคัญของตลาดอาหารไทย
3 กลุ่มธุรกิจร้านอาหารเติบโตเร็วที่สุด
จากการวิเคราะห์ข้อมูล Big Data ของแม็คโคร พบว่า 3 ประเภทธุรกิจที่มีอัตราการเติบโตเร็วที่สุด ประกอบด้วย:
- Casual Dining & Cloud Kitchen (+28%): ร้านอาหารไทยสไตล์ร่วมสมัยที่ให้ความสำคัญกับการสร้างเนื้อหา (Content) และการใช้ช่องทางเดลิเวอรีเป็นหลักในการเข้าถึงลูกค้า
- ร้านชาบูและหม้อไฟ (+25%): ยังคงได้รับความนิยมสูงในทุกกลุ่มอายุ โดยปัจจัยความสำเร็จมาจากความคุ้มค่าและความหลากหลายของเมนู
- ร้านกาแฟ (Specialty Coffee) และเบเกอรี่ (+25%): เน้นการลงทุนในวัตถุดิบเฉพาะทางและการออกแบบร้านที่สวยงามเพื่อตอบสนองพฤติกรรมการถ่ายภาพและแบ่งปันบนสื่อสังคมออนไลน์
การเติบโตของทั้ง 3 กลุ่มนี้ สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ ที่ไม่ได้แสวงหาเพียงอาหารเท่านั้น แต่ยังมองหา ประสบการณ์ใหม่และคุณค่าทางอารมณ์ จากการรับประทานอาหารอีกด้วย
กลยุทธ์แม็คโคร: จากวัตถุดิบถึงบริการดิจิทัล
เพื่อสนับสนุนการเติบโตของผู้ประกอบการกลุ่ม HoReCa (Hotel, Restaurant, Catering) ซึ่งปัจจุบันมีสมาชิกทั่วประเทศกว่า 550,000 ราย แม็คโครได้วางกลยุทธ์ในการเป็น “โซลูชันพาร์ทเนอร์” อย่างครบวงจร:
- การจัดการต้นทุนและคุณภาพ: พัฒนาสินค้าแบรนด์ในเครือ เช่น aro และ savepak เพื่อให้ร้านอาหารสามารถเข้าถึงวัตถุดิบคุณภาพสูงในราคาที่เหมาะสม นอกจากนี้ ยังต่อยอดสินค้ากลุ่ม Ready to Eat / Cook / Bake (RTE/RTC/RTB) เพื่อช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานและช่วยควบคุมคุณภาพอาหารให้มีความสม่ำเสมอ
- แพลตฟอร์มและโลจิสติกส์: พัฒนาแพลตฟอร์ม makro PRO ซึ่งมียอดสั่งซื้อจากกลุ่ม HoReCa เพิ่มขึ้นกว่า 27% พร้อมทั้งขยายกองรถจัดส่งทั่วประเทศกว่า 3,600 คัน และบริการจัดส่งด่วนภายใน 3 ชั่วโมง รวมถึงการเตรียมเปิดบริการจัดส่งช่วงเช้า เพื่อให้ร้านอาหารได้รับสินค้าสดใหม่ทันเวลาเปิดทำการ
นอกจากนี้ แม็คโครยังคงเดินหน้าโครงการ “แม็คโคร ยืนหยัดให้คุณยิ้มได้” เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการทุกขนาดให้สามารถกลับมายืนหยัดได้ในภาวะเศรษฐกิจท้าทาย ผ่านการจัดเวิร์กชอปพัฒนาเมนู การเปิดพื้นที่วางขายสินค้าในสาขา และการจัดโปรโมชั่นสินค้าหลักเพื่อช่วยเพิ่มอัตรากำไร
ธุรกิจอาหารไทยมีศักยภาพไร้ขีดจำกัด
นายธนิศร์สรุปทิ้งท้ายว่า "ในโลกของธุรกิจอาหาร โอกาสอยู่รอบตัวทุกคน" และยืนยันความมุ่งมั่นของแม็คโครในการผลักดันผู้ประกอบการไทยให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับแก่นของงานที่ชี้ให้เห็นว่า แม้จะเผชิญกับแรงกดดันทางเศรษฐกิจ แต่ด้วยการผสมผสานระหว่างพลังของผู้ประกอบการรุ่นใหม่ การปรับใช้เทคโนโลยี และการสนับสนุนด้านซัพพลายเชน จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ "ธุรกิจอาหารโตได้ไม่สิ้นสุด" อย่างแท้จริง