โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

SCB EIC ตั้ง 7 คำถาม ทำไมเศรษฐกิจไทยปี 2569 โตแค่ 1.5% ต่ำสุดในรอบ 3 ทศวรรษ (ไม่นับช่วงวิกฤติ)?

ไทยพับลิก้า

อัพเดต 16 ธ.ค. 2568 เวลา 21.00 น. • เผยแพร่ 16 ธ.ค. 2568 เวลา 20.58 น.

SCB EIC ประเมินเศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะขยายตัวเพียง 1.5% ลดลงจาก 2% ในปี 2568 ซึ่งนับว่าต่ำสุดในรอบ 3 ทศวรรษ (ไม่นับช่วงวิกฤติ) สะท้อนแรงกดดันจากปัจจัยภายนอก เช่น สงครามการค้าและการแข่งขันจากต่างประเทศรุนแรงขึ้น ทั้งสินค้านำเข้าและการท่องเที่ยว ตลอดจนความเปราะบางภายในประเทศ ทั้งครัวเรือน ธุรกิจ และข้อจำกัดทางการคลัง ท่ามกลางปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมา ทำให้ไทยต้องเร่งปฏิรูปโมเดลเศรษฐกิจอย่างจริงจัง

วันที่ 16 ธันวาคม 2568 ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) จัดงานแถลงข่าวในหัวข้อ มุมมองเศรษฐกิจไทย ประจำไตรมาส 4 ปี 2568 โดย ดร.ยรรยง ไทยเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน ดร.ฐิติมา ชูเชิด ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจมหภาค และ นางสาวปราณิดา ศยามานนท์ ผู้อำนวยการ ผู้บริหารฝ่าย Industry Analysis

ดร.ยรรยง ไทยเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน กล่าวว่า “ปีหน้าเป็นปีซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนผ่านที่สําคัญ เราคาดการณ์การเติบโตไว้ที่ 1.5% ชะลอตัวลงจากปีนี้ที่ 2% โดยองค์ประกอบของ GDP ปีหน้าหลายๆ ก็จะอยู่ประมาณที่ 1% กว่าๆ”

ปีหน้าเป็นปีที่เศรษฐกิจไทยต้องเผชิญกับความท้าทายที่สำคัญมาก หากมองย้อนกลับไปในช่วงราว 30 ปีที่ผ่านมา โดยทั่วไปเศรษฐกิจไทย แทบไม่เคยเติบโตต่ำกว่า 2% ในภาวะปกติ เคยเติบโตเฉลี่ยสูงถึง 7.3% ในช่วงก่อนวิกฤตต้มยำกุ้ง หลังจากนั้นเศรษฐกิจชะลอลงมาอยู่ในช่วงประมาณ 5.2% หลังวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ จนถึงก่อนโควิด เศรษฐกิจไทยเติบโตเฉลี่ยราว 3.6% และหลังโควิด ตัวเลขการเติบโตเฉลี่ยลดลงมาเหลือเพียงประมาณ 2.2%

และในปีหน้า “เรากำลังพูดถึงการเติบโตที่ ต่ำกว่า 2% หรือประมาณ 1.5% ประเด็นสำคัญคือ เรา ไม่อยากให้ตัวเลขลักษณะนี้กลายเป็น New Normal ของเศรษฐกิจไทย เพราะการเติบโตที่ต่ำลงเรื่อย ๆ จะนำไปสู่ปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคมในวงกว้าง”

ดร.ยรรยงกล่าวว่า เศรษฐกิจไทยเคยเติบโตต่ำกว่า 1.5% มาก่อน โดยปีที่เศรษฐกิจโตต่ำกว่า 1.5–2% ล้วนเป็นปีที่เกิด วิกฤตครั้งใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น วิกฤตต้มยำกุ้ง วิกฤตการเงินโลก (Hamburger Crisis) วิกฤตโควิด-19 ซึ่งทั้งหมดเป็นทั้งวิกฤตระดับภูมิภาคหรือระดับโลก

นอกจากนี้ ยังมีเหตุการณ์ในประเทศหรือ Domestic Shock สำคัญอีกเพียงไม่กี่ครั้ง เช่น ปี 2554 จากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ ปี 2557 จากความไม่แน่นอนทางการเมือง ตัวเลขการเติบโตที่ต่ำมากในอดีตมักเป็นผลจาก เหตุการณ์ไม่คาดคิด (unexpected shock) แทบทั้งสิ้น

แต่สิ่งที่ต่างออกไปในครั้งนี้คือ เรากำลังเห็นการเติบโตที่ต่ำลง โดยไม่ได้มีวิกฤตใหญ่เข้ามากระแทกโดยตรง ซึ่งสะท้อนว่าปัญหาไม่ได้เป็นเพียงเรื่องวัฏจักร แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย

“นี่จึงเป็น “ช่วงรอยต่อที่สำคัญมาก” ของเศรษฐกิจไทย หากเราไม่เริ่มให้ความสำคัญกับการปฏิรูปเศรษฐกิจอย่างจริงจัง เราอาจเห็นตัวเลขการเติบโตในระดับนี้กลายเป็นเรื่องปกติ หรือ New Normal ซึ่งเป็นสิ่งที่เราไม่อยากเห็น” และนี่คือเหตุผลว่าทำไม เราจึงตั้งคำถามสำคัญขึ้นมา 7 คำถาม

ดร.ยรรยงกล่าวเพิ่มเติมว่าว่าเศรษฐกิจไทย อยู่ในภาวะการเติบโตต่ำมาระยะหนึ่งแล้ว ไม่ใช่เพิ่งเริ่มในปีหน้า “เราเห็นแนวโน้มนี้ชัดจากตัวเลขการเติบโตที่ค่อย ๆ ลดลงมาเรื่อย ๆ ก่อนโควิด หลังโควิดหลายคนคาดว่าเศรษฐกิจจะกลับไปโต 3% ได้ แต่ความเป็นจริงคือหลังโควิดไทยโตเฉลี่ยเพียงประมาณ 2.2% เท่านั้น ซึ่งสะท้อนว่า “กับดักการเติบโตต่ำ” ได้เริ่มต้นไปแล้ว”

สาเหตุหลักไม่ได้เป็นเรื่องวัฏจักรระยะสั้น แต่เป็น ปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะผลิตภาพแรงงาน (productivity) และโครงสร้างเศรษฐกิจที่ยังไม่เอื้อต่อการสร้างการเติบโตใหม่

ในช่วงที่ผ่านมา มีความพยายามพยุงการเติบโตด้วยเครื่องมือฝั่งอุปสงค์ (demand side) เป็นหลัก โดยก่อนโควิด ใช้การขยายตัวของสินเชื่อ โดยเฉพาะหนี้ครัวเรือน ซึ่งในทางหนึ่งคือการ “ดึงการเติบโตจากอนาคตมาใช้” หลังโควิดใช้มาตรการการคลังอย่างเข้มข้น ทำให้หนี้สาธารณะเพิ่มจากราว 40% เป็นกว่า 60% ของ GDP

“แต่วันนี้ แรงส่งจากเครื่องมือเหล่านี้เริ่มจำกัดมากขึ้น ทั้งหนี้ครัวเรือนและพื้นที่การคลัง ทำให้ความสามารถในการกระตุ้นเศรษฐกิจฝั่งอุปสงค์ลดลงอย่างชัดเจน แต่ถ้าเรายังเลือกใช้เครื่องมือเดิม ๆ สุดท้ายอัตราการเติบโตก็จะยิ่งต่ำลง และอาจนำไปสู่ปัญหาอื่น ๆ ที่เราไม่อยากเห็น”

ประเทศไทย ยังมีความเชื่อมั่นจากต่างประเทศอยู่มาก การที่ไทยได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม World Bank–IMF Annual Meetings สะท้อนความเชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจและสถาบันของเรา เช่นเดียวกับการที่ไทยได้รับคำเชิญให้เดินหน้าสู่การเป็นสมาชิก OECD

“เราต้องใช้โอกาสสิ่งเหล่านี้ ในการปฏิรูป ซึ่งผมเชื่อว่าทํากันได้” ดร.ยรรยงกล่าว

7 คำถามกำหนดทิศทางเศรษฐกิจไทย : จากโค้งสุดท้ายปี 2568 สู่ปี 2569

  • สงครามการค้าและการแข่งขันจากภายนอกกระทบเศรษฐกิจไทยอย่างไร?

แม้การส่งออกไทยจะขยายตัวสูงในปี 2568 แต่แนวโน้มปี 2569 มีโอกาสพลิกกลับมาหดตัวจากหลายปัจจัยสำคัญ ได้แก่ (1) เศรษฐกิจโลกมีสัญญาณชะลอตัว ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางการค้าและผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ที่ชัดเจนขึ้น (2) แรงหนุนจากการเร่งส่งออกก่อนขึ้นภาษี (Front-loading) กำลังหมดไปหลังสหรัฐฯ เริ่มเก็บภาษีนำเข้าสูงตั้งแต่เดือนสิงหาคมปีนี้ (3) ความเสี่ยงจากการตั้งกำแพงภาษีเพิ่มเติมของสหรัฐฯ โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และสินค้าสวมสิทธิ และ (4) การแข่งขันจากจีนทวีความรุนแรงขึ้น หลังสหรัฐฯ และจีนบรรลุข้อตกลงลดภาษีตอบโต้อัตราสูงเป็นเวลา 1 ปี ทำให้สินค้าจีนอาจกลับมาชิงส่วนแบ่งตลาดสหรัฐฯ ได้มากขึ้น ทั้งนี้การส่งออกและนำเข้าของไทยยังมีความเสี่ยงจากข้อสรุปการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ ที่อาจล่าช้า ท่ามกลางกรณีขัดแย้งกัมพูชาที่รุนแรงขึ้นและความไม่แน่นอนทางการเมืองหลังการยุบสภาเร็วกว่ากำหนด

ดร.ยรรยงกล่าวว่า สำหรับความสัมพันธ์ทางการค้ากับสหรัฐฯ ประเด็นนี้ยังถือว่ายังไม่สิ้นสุด แม้จะมีการประกาศ Joint Statement ร่วมกันแล้วก็ตาม แต่ในทางปฏิบัติ ข้อตกลงดังกล่าวยังไม่ได้มีความชัดเจนในรายละเอียด และยังต้องผ่านกระบวนการพิจารณาของรัฐสภาในแต่ละประเทศ

ดังนั้น สิ่งที่ยังคงเป็นความไม่แน่นอนและต้องติดตามอย่างใกล้ชิด คือ ไทยจะเปิดตลาดนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ ในสินค้าใดบ้าง จะมีมาตรการทางการค้า เช่น การกำหนดโควตานำเข้า หรือกลไกด้านการค้าอื่น ๆ เข้ามาประกอบหรือไม่ ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีรายละเอียดที่ชัดเจน

“ประเด็นนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะที่ผ่านมา เรามักมองผลกระทบในมิติของการส่งออกไปสหรัฐฯ เป็นหลัก แต่หากพิจารณาในด้านการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ จะพบว่าสินค้าบางประเภท โดยเฉพาะสินค้าเกษตร อาจได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก” ดร.ยรรยงกล่าว

แม้ผลกระทบในเชิง GDP อาจไม่ได้มีนัยสำคัญสูงนัก แต่ในเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคม ผลกระทบอาจตกอยู่กับเกษตรกรและแรงงานในภาคเกษตรโดยตรง โดยเฉพาะสินค้าอย่างเนื้อสัตว์และสัตว์ปีก ซึ่งอาจเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น

อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าไทยไม่สามารถเปิดตลาดได้ แต่ต้องการชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการเตรียมความพร้อม หากเกิดความชัดเจนจากการเจรจา และสามารถกำหนดเงื่อนไขที่เหมาะสมได้ตั้งแต่ต้น รัฐก็จะสามารถวางแผนรองรับผลกระทบได้อย่างเป็นระบบ ทั้งในด้านกลไกช่วยเหลือเกษตรกร และการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน

สำหรับภาคการท่องเที่ยวปี 2569 คาดว่านักท่องเที่ยวต่างชาติจะเดินทางเข้าไทยเพิ่มขึ้นจากปี 2568 มาอยู่ที่ราว 34.1 ล้านคน แต่การฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวจีนยังเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป การแข่งขันด้านท่องเที่ยว (Tourism war) ในเอเชียที่มีแนวโน้มเข้มข้นขึ้น รวมถึงกรณีความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชาที่ยังยืดเยื้อ ล้วนจะเป็นความท้าทายสำคัญต่อการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวไทย

2. การบริโภคภาคเอกชนจะได้รับผลกระทบจากความเปราะบางด้านรายได้และหนี้ครัวเรือนอย่างไร?

การบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มชะลอลงต่อเนื่องในปี 2569 จากหลายปัจจัย โดยรายได้ครัวเรือนฟื้นตัวช้า ท่ามกลางตลาดแรงงานที่เปราะบางมากขึ้นในปีนี้ สะท้อนจากการจ้างงานและชั่วโมงทำงานที่ลดลง ข้อมูลจาก SCB EIC Consumer survey ปี 2568 ชี้ว่า ผู้บริโภคยังเผชิญปัญหารายได้โตช้ากว่ารายจ่าย โดยเฉพาะในกลุ่มรายได้น้อย ขณะที่ภาระหนี้ยังอยู่ในระดับสูงและความเสี่ยงการชำระหนี้เริ่มกระจายไปสู่กลุ่มรายได้สูงมากขึ้น นอกจากนี้ สินเชื่อด้อยคุณภาพยังทรงตัวในระดับสูง ทำให้ครัวเรือนต้องลดการใช้จ่ายเพื่อลดหนี้ (Deleveraging) ซึ่งจะเป็นแรงกดดันการบริโภคในระยะข้างหน้า

ดร.ยรรยงอธิบายว่า หากพิจารณาย้อนหลัง จะเห็นว่าหลังโควิด การบริโภคภาคเอกชนฟื้นตัวค่อนข้างดี ส่วนหนึ่งมาจากการเปิดเมืองและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่าง ๆ อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลังการฟื้นตัวดังกล่าวเริ่มชะลอลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางของดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ปรับตัวลดลงเช่นกัน

เมื่อมองไปที่ปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะรายได้ภาคครัวเรือน ที่ใช้ข้อมูลจากการสำรวจของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติในช่วงครึ่งแรกของปีนี้มาวิเคราะห์ พบสัญญาณที่น่ากังวล คือ รายได้ครัวเรือนโดยรวมลดลงเมื่อเทียบกับปี 2566 และเป็นการลดลงในเชิงตัวเงิน (nominal) ไม่ใช่แค่รายได้จริงหลังหักเงินเฟ้อ

ข้อมูลจากการสำรวจแรงงานและข้อมูลโบนัสจากกระทรวงแรงงานยังสะท้อนว่า รายได้ที่แท้จริงของแรงงานยังต่ำกว่าช่วงก่อนโควิด ขณะที่ผลการสำรวจผู้บริโภคของ SCB EIC ช่วง 2–3 เดือนที่ผ่านมา พบว่า 70% ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่ารายได้ลดลง ขณะที่ค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ทรงตัวหรือเพิ่มขึ้น สะท้อนปัญหารายได้เติบโตไม่ทันค่าครองชีพ

เมื่อเจาะลึกตามกลุ่มรายได้ จะพบว่ากลุ่มรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาทต่อเดือนมีสัดส่วนผู้ที่รายได้ไม่พอรายจ่ายในระดับสูงมาก แต่ที่น่ากังวลคือ แม้ในกลุ่มรายได้มากกว่า 50,000 บาทต่อเดือน ยังมีถึง 31% ที่ระบุว่ารายได้ไม่เพียงพอต่อรายจ่าย ซึ่งชี้ให้เห็นว่าปัญหานี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่กลุ่มรายได้น้อย

ประเด็นรายได้ไม่พอรายจ่ายสะท้อนต่อเนื่องไปยังปัญหาหนี้ครัวเรือน ซึ่งหากไม่สามารถแก้ที่ต้นตอด้านรายได้ ปัญหาหนี้ก็จะยังคงเป็นแรงกดดันหลักต่อเศรษฐกิจในระยะต่อไป

หากมองไปที่ตลาดแรงงาน จะพบว่าจำนวนตำแหน่งงานในระบบเศรษฐกิจลดลงต่อเนื่องติดต่อกัน 3 ไตรมาส โดยแรงงานทยอยออกจากภาคเกษตรจากปัญหาราคาสินค้าเกษตร และในช่วง 2 ไตรมาสหลัง ภาคอุตสาหกรรมก็เริ่มลดการจ้างงาน ขณะที่การจ้างงานในภาคบริการเพิ่มขึ้น แต่ยังไม่เพียงพอชดเชยการหดตัวในภาคอื่น

แม้สถานการณ์ดังกล่าวจะไม่สะท้อนผ่านอัตราการว่างงานโดยตรง แต่มีนัยว่าคนจำนวนหนึ่งอาจหลุดออกจากตลาดแรงงาน เนื่องจากไม่สามารถหางานได้

อีกด้านหนึ่ง แม้ผู้มีงานทำยังอยู่ในระบบ แต่จำนวนแรงงานที่ทำงานล่วงเวลาหรือทำงานเกิน 50 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ลดลง สะท้อนแรงกดดันต่อรายได้ในภาพรวม โดยเฉพาะในกลุ่มแรงงานอายุน้อย ซึ่งตำแหน่งงานสำหรับกลุ่มอายุ 15–24 ปีหดตัวราว 3% และมีอัตราการว่างงานเกือบ 20%

ภาพทั้งหมดนี้สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะผลิตภาพแรงงาน (Labor Productivity) ของไทยที่อยู่ในระดับต่ำ เมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนาม รวมถึงประเทศรายได้สูงอย่างมาเลเซียและสิงคโปร์ ซึ่งยังมีผลิตภาพแรงงานสูงกว่าไทยอย่างมีนัยสำคัญ

ในด้านหนี้ครัวเรือน แม้จะอยู่ในช่วง Deleveraging แต่ส่วนหนึ่งเป็นผลจากสินเชื่อที่หดตัวต่อเนื่อง ผลการสำรวจของ SCB EIC พบว่า กลุ่มรายได้น้อยมีภาระหนี้ต่อรายได้ (Debt Service Rtaio:DSR) ในระดับสูง และแม้ในกลุ่มรายได้สูง ก็เริ่มเห็นสัดส่วนผู้ที่มองว่าหนี้เป็นปัญหารุนแรงเพิ่มขึ้น

ที่น่ากังวลคือ กลุ่มที่ยังไม่ผิดนัดชำระหนี้ แต่มี DSR สูงและระบุว่าหนี้เป็นภาระหนัก ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะกลายเป็น NPL ระลอกใหม่ หากเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวอย่างชัดเจน

สำหรับมาตรการปรับโครงสร้างหนี้ ข้อมูลจากการศึกษาร่วมกับ NCB พบว่า ในช่วงปี 2019 ถึงปัจจุบัน มีลูกหนี้ NPL เพียงราว 23% ที่เข้าสู่กระบวนการปรับโครงสร้างหนี้ และในจำนวนนี้ มีเพียงประมาณ 15% ที่สามารถกลับมาชำระหนี้ได้อย่างสม่ำเสมอ หรือคิดเป็นเพียงราว 3% ของลูกหนี้ NPL ทั้งหมด สะท้อนว่าประสิทธิผลของมาตรการยังค่อนข้างจำกัด หากไม่สามารถแก้ปัญหารายได้ควบคู่กันไป

3. การลงทุนภาคเอกชนยังขยายตัวได้หรือไม่ ท่ามกลางความไม่แน่นอนในหลายมิติ?

การลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวได้ในปีหน้า แต่อยู่ในระดับต่ำ แรงหนุนสำคัญมาจากมูลค่าการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่เพิ่มขึ้น รวมถึงโอกาสสร้างเครื่องยนต์การลงทุนใหม่ในอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ เช่น ดาตาเซ็นเตอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ และยานยนต์ ซึ่งเป็นกลุ่มที่รองรับตลาดอาเซียน ทำให้ไทยยังคงเป็นส่วนหนึ่งของฐานการผลิตสำคัญในโลกได้ อย่างไรก็ตาม ผลบวกจากการลงทุนต่อเศรษฐกิจอาจไม่มาก เนื่องจากสัดส่วนการนำเข้าวัตถุดิบและชิ้นส่วน (Import content) ของไทยสูงขึ้นมากจากอดีต โดยเฉพาะการนำเข้าจากจีน ทำให้การลงทุนไม่ได้สร้างประโยชน์เต็มที่ต่อภาคการผลิตในประเทศ และยังเพิ่มความเสี่ยงต่อประเด็น Transshipment tariff กับสหรัฐฯ ขณะเดียวกัน ธุรกิจไทยยังเผชิญความสามารถทำกำไรที่ลดลงต่อเนื่องและมีสัดส่วนหนี้ที่สูงขึ้น ซึ่งเป็นข้อจำกัดสำคัญต่อการลงทุนในภาพรวม

“แต่ประเด็นสำคัญกว่าคือ เราจะทำอย่างไรให้โครงสร้างพื้นฐานที่เกิดขึ้น เช่น Data Centerเชื่อมกับเศรษฐกิจในประเทศให้มากขึ้น ไม่ใช่แค่ “ตั้งอยู่ในไทย” แต่ต้องทำให้คนไทยและธุรกิจไทยใช้ประโยชน์ได้จริง โดยเฉพาะการต่อยอดไปสู่การใช้ AI การพัฒนาทักษะ (skills) และการยกระดับขีดความสามารถของแรงงาน ซึ่งส่วนนี้จะเป็นโจทย์เชิงปฏิรูปมากกว่าผลระยะสั้น” ดร.ยรรยงกล่าว

ขณะเดียวกัน หากมองการลงทุนในส่วนอื่นของเศรษฐกิจภาพยังไม่ค่อยสดใส โดยเฉพาะภาคก่อสร้างและยานยนต์บางประเภท เช่น รถกระบะ ที่ยังซบเซา อีกประเด็นคือ แม้ตัวเลขส่งออกของไทยยังไปได้ แต่ดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรม (MPI) ไม่ได้ขยับตามมากนัก

ตัวเลขสำคัญคืออัตราการใช้กำลังการผลิต (Capacity Utilization) ยังต่ำ อยู่ราว 59% เมื่อกำลังการผลิตยังเหลือเยอะและกำลังซื้อในประเทศยังไม่แข็งแรง การลงทุนใหม่ในหลายอุตสาหกรรมจึงมีแนวโน้มชะลอต่อเนื่อง

สำหรับภาคก่อสร้าง ประเมินว่าปีหน้ามูลค่าการก่อสร้างภาคเอกชนยังมีโอกาสติดลบต่อเนื่อง สะท้อนจากทั้งพื้นที่ขออนุญาตก่อสร้างที่ลดลง และภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ยังต้องปรับตัวกับกำลังซื้อที่อ่อนลง รวมถึงความระมัดระวังด้านสินเชื่อของสถาบันการเงิน ทำให้ปีหน้ามีแนวโน้มเป็นอีกปีที่ตลาดอสังหายังอยู่ในแดนลบ และนับเป็นปีที่ 4 ติดต่อกันที่จำนวนหน่วยเปิดขายใหม่ในกรุงเทพฯและปริมณฑลติดลบ

“ในภาคธุรกิจ เราคิดว่ายังต้องจับตาความเปราะบางของ SMEอย่างใกล้ชิด ผ่านเครื่องชี้ต่าง ๆ เช่น สัดส่วน “ซอมบี้เฟิร์ม”หรือธุรกิจที่กำไรไม่พอจ่ายดอกเบี้ย/ภาระหนี้และอยู่รอดได้จากการพยุงบางรูปแบบ ซึ่งในกลุ่มธุรกิจขนาดเล็กยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น” ดร.ยรรยงกล่าว

ขณะเดียวกัน สัดส่วนรายได้ของธุรกิจไทยในกลุ่ม “ท็อป 1%” ยังเติบโตต่อเนื่อง สะท้อนระดับการกระจุกตัวและอำนาจตลาด (market power / concentration) ที่สูงขึ้น อีกด้านหนึ่ง ข้อมูลล่าสุดช่วง 11 เดือนยังสะท้อนว่าอัตราการเปิดกิจการใหม่ติดลบ ซึ่งเป็นสัญญาณที่น่ากังวล เพราะจะกระทบต่อการจ้างงานและการลงทุนในอนาคต

แม้บริษัทขนาดใหญ่โดยรวมอาจดูแข็งแรงกว่า SME แต่ก็มีความเปราะบางที่ต้องติดตามเช่นกัน โดยข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์สะท้อนว่า บริษัทจำนวนไม่น้อยอยู่ในกลุ่มที่หนี้สูงขึ้น แต่กำไรลดลง ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ภาคธุรกิจจำนวนมากจะให้ความสำคัญกับการดูแลงบดุล (balance sheet) มากกว่าการขยายกำลังการผลิตในช่วงนี้

“โดยภาพรวม เราประเมินว่าการลงทุนภาคเอกชนปีหน้าจะขยายตัวราว 1.9% ขณะที่ GDP โตประมาณ 1.5% ซึ่งสะท้อนว่า “การลงทุนต่อ GDP” ของไทยยังอยู่ในระดับต่ำมาก เมื่อเทียบสัดส่วนการลงทุนรวม ทั้งรัฐและเอกชนต่อ GDP จะเห็นว่าไทยต่ำกว่าประเทศอื่นอย่างชัดเจนถือว่าต่ำมากในกลุ่มเอเชียแปซิฟิก นี่เป็นเหตุผลหนึ่งว่าทำไมเศรษฐกิจไทยจึงเติบโตต่ำ เพราะเราลงทุนน้อย และเมื่อการลงทุนต่ำ ผลิตภาพ (productivity) และนวัตกรรม (innovation) ก็ยิ่งไปได้จำกัด” ดร.ยรรยงกล่าว

4. ภาวะการเงินที่ตึงตัวจะมีการปรับตัวที่ดีขึ้นหรือไม่?

ในปี 2568 แม้ กนง. จะลดดอกเบี้ยนโยบายลง แต่ภาวะการเงินตึงตัวขึ้นมากจากสินเชื่อภาคครัวเรือนและ SME ที่หดตัว และค่าเงินบาทที่แข็งตัวมาก ในปี 2569 SCB EIC ประเมินว่า กนง. จะลดดอกเบี้ยนโยบายลงมาอยู่ที่ 1.0 % เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจไทยที่มีแนวโน้มเติบโตต่ำผ่านการลดต้นทุนทางการเงินและลดแรงกดดันการแข็งค่าของเงินบาท และเพื่อยกระดับอัตราเงินเฟ้อทั่วไปที่มีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำกว่ากรอบเป้าหมายให้สูงขึ้น ลดความเสี่ยงของภาวะ Debt deflation ที่อาจกดดันการใช้จ่ายในประเทศในระยะข้างหน้า

“เราประเมินว่าภายในครึ่งแรกของปีหน้า อัตราดอกเบี้ยนโยบายมีโอกาสปรับลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 1% โดยเรื่องที่ยังมีความไม่แน่นอนคือ จังหวะเวลา มากกว่าทิศทาง โดยในมุมมองปัจจุบัน เราคาดว่าจะมีการลดดอกเบี้ยอีกหนึ่งครั้งในระยะใกล้ และอีกครั้งในช่วงไตรมาส 2 ของปีหน้า แม้ต้องติดตามการตัดสินใจอย่างเป็นทางการต่อไป” ดร.ยรรยงกล่าว

เหตุผลสำคัญที่สนับสนุนมุมมองขาลง คืออัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (Real Interest Rate) ของไทยยังอยู่ในแดนบวกประมาณ 0.7% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต สะท้อนว่านโยบายการเงินในภาพรวมยังไม่ได้ผ่อนคลายมากนัก โดยเฉพาะในบริบทที่เงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำมาก

ข้อมูลจาก Goldman Sachs ซึ่งประเมินภาวะการเงินทั่วโลก รวมถึงไทย ก็สะท้อนในทิศทางเดียวกันว่า ภาวะการเงินของไทยในช่วงปีที่ผ่านมามีความตึงตัวมากขึ้น แม้ดอกเบี้ยนโยบายจะเริ่มปรับลดลงแล้วก็ตาม

ในด้านเงินเฟ้อ SCB EIC ประเมินว่าเงินเฟ้อทั่วไปในปีหน้ามีแนวโน้มปรับดีขึ้นเล็กน้อย แต่โดยเฉลี่ยยังอยู่เพียงราว 0.2% ซึ่งยังต่ำกว่าเป้าหมายเงินเฟ้อ และต่ำกว่า 1% อย่างมีนัยสำคัญ แม้ยังไม่เข้าเกณฑ์ทางเทคนิคของ “ภาวะเงินฝืด” แต่ระดับเงินเฟ้อที่ต่ำต่อเนื่องก็สร้างแรงกดดันเชิง Deflationary Pressure อยู่พอสมควร

ธนาคารแห่งประเทศไทยเองก็ชี้ว่า สินค้าที่ราคาติดลบส่วนใหญ่เป็นฝั่งอุปทาน เช่น พลังงานและอาหารสด ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐานยังไม่เร่งตัวมากนัก และแม้จะเริ่มฟื้นบ้าง แต่ก็เป็นการฟื้นที่ค่อนข้างอ่อนแรง

สิ่งที่น่าสังเกตคือ ปรากฏการณ์เงินเฟ้อต่ำของไทยมีลักษณะเฉพาะ เมื่อเทียบกับประเทศอื่น โดยอัตราเงินเฟ้อของไทยเคลื่อนไหวใกล้เคียงกับจีนมากกว่าประเทศเศรษฐกิจหลักอื่น ๆ ซึ่งสะท้อนว่าไทยอาจกำลัง “นำเข้าแรงกดดันเงินฝืดจากจีน” ผ่านทั้งช่องทางการค้า การนำเข้าสินค้า และการลงทุน

อย่างไรก็ดี การลดดอกเบี้ยนโยบาย อาจไม่ช่วยให้สินเชื่อครัวเรือนและ SME ปรับตัวดีขึ้นมากนัก เนื่องจากฐานะการเงินครัวเรือนและ SME ยังคงเปราะบางท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้น ทำให้สถาบันการเงินจะยังระมัดระวังการปล่อยสินเชื่ออยู่ ทั้งนี้การสำรวจฐานะทางการเงินของผู้บริโภคล่าสุด พบว่า ปัญหารายได้ไม่พอรายจ่ายเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญทำให้ปัญหาภาระการชำระหนี้ยังอยู่ในระดับสูงโดยเฉพาะครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำถึงปานกลาง และมีสัญญาณว่า ปัญหานี้ได้ลามไปถึงกลุ่มรายได้ปานกลางถึงสูงด้วย

ภาพรวมสินเชื่อระบบการเงินเริ่มหดตัวต่อเนื่อง โดยสินเชื่อภาคครัวเรือนในภาพรวมเริ่มติดลบติดต่อกัน 2 ไตรมาส สินเชื่อรถยนต์หดตัวชัดเจน ขณะที่สินเชื่อประเภทอื่นก็ชะลอลง มีเพียงสินเชื่อเพื่อการบริโภคบางส่วนที่ยังขยายตัว ซึ่งสะท้อนปัญหารายได้ไม่พอรายจ่ายของครัวเรือน สำหรับปีหน้า ประเมินว่าสินเชื่อภาคครัวเรือนยังมีแนวโน้มติดลบในอัตราใกล้เคียงกับปีนี้ โอกาสที่จะพลิกกลับมาเป็นบวกยังมีค่อนข้างจำกัด

มาตรการภาครัฐจึงจะมีความสำคัญทั้งมาตรการสนับสนุนการปรับโครงสร้างหนี้แก่ภาคครัวเรือน และมาตรการ Soft loan และการค้ำประกันสินเชื่อแก่ SME ทั้งนี้ ความสำเร็จของมาตรการทางการเงินเหล่านี้ ต้องทำควบคู่กับมาตรการด้านการเพิ่มรายได้ของภาคครัวเรือน และการเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันให้กับ SME ด้วย

“ความสำเร็จของมาตรการเหล่านี้ในท้ายที่สุดยังขึ้นอยู่กับ ความสามารถในการสร้างรายได้ ของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ เพราะมาตรการภาครัฐช่วยเพิ่ม willingness to pay ได้ แต่ ability to pay ยังคงขึ้นกับรายได้เป็นหลัก” ดร.ยรรงยงกล่าว

5.การเมืองไม่แน่นอน กระทบการคลังและเศรษฐกิจอย่างไร?

ความไม่แน่นอนทางการเมืองหลังการยุบสภาในวันที่ 12 ธ.ค. ส่งผลกระทบต่อการดำเนินนโยบายการคลัง โดยคาดว่าการเบิกจ่ายงบลงทุนในปีงบประมาณ 2569 จะทำได้น้อยกว่าปกติ ขณะที่การจัดทำ พ.ร.บ. งบประมาณปี 2570 มีแนวโน้มล่าช้าบ้าง ซึ่งจะทำให้การเบิกจ่ายงบลงทุนช่วงต้นปีงบประมาณ 2570 ต่ำกว่าปกติ แม้ผลกระทบอาจไม่รุนแรงมาก แต่ความไม่แน่นอนยังสูง นอกจากนี้ การใช้จ่ายภาครัฐในระยะกลางจะเผชิญข้อจำกัดการคลังมากขึ้น จากความพยายามปฏิรูปการคลังเพื่อลดขนาดการขาดดุลงบประมาณและควบคุมสัดส่วนหนี้สาธารณะ ซึ่งเป็นภารกิจสำคัญของรัฐบาลใหม่ในการสร้างความเชื่อมั่นต่อสถาบันเครดิตเรตติงและเสถียรภาพทางการคลังในระยะยาว

ดร.ยรรยางขยายความว่าประเด็นแรกที่อยากย้ำคือ ยุคที่งบประมาณโตปีละ 4–5% น่าจะเห็นยากขึ้นมาก เพราะช่วงหลังงบประมาณโตต่ำมาก บางปียังไม่ถึง 1% ด้วยซ้ำ สะท้อนว่าภาครัฐระมัดระวังอย่างชัดเจน ไม่ต้องการให้หนี้สาธารณะ “เข้าใกล้เพดาน” ประมาณ 70% ต่อ GDP และในเชิงการเมืองก็ต้องยอมรับว่า ไม่มีพรรคการเมืองอยากเป็นคนออกหน้าพูดเรื่องการขยับเพดานหนี้ แม้ในบางสถานการณ์อาจจำเป็นก็ตาม

ผลของการ “รัดเข็มขัด” คือ ในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอ เม็ดเงินกระตุ้นจากภาครัฐจะมีข้อจำกัดมากขึ้น และสิ่งนี้ไปสะท้อนต่อกิจกรรมอย่าง การก่อสร้างภาครัฐ และการเบิกจ่ายในภาพรวม

การเมืองปีหน้า SCB EIC วางกรณีฐานไว้ตามไทม์ไลน์ที่ตลาดคุ้นเคย ยุบสภาเกิดขึ้นแล้ว และ กกต.ระบุวันเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ จากนั้นถ้าใช้สูตรโดยประมาณ “2–2–1” คือ 2 เดือนสู่การเลือกตั้ง อีก 2 เดือนสู่การเลือกนายกฯ และราว 1 เดือนเพื่อจัดตั้งรัฐบาล ก็จะได้รัฐบาลใหม่ประมาณ พฤษภาคม–มิถุนายน

ในกรณีนี้ ผลกระทบต่อปี 2566/2567 (ตามช่วงเวลา) จะไม่มาก เพราะใกล้ปลายปีแล้ว ส่วนผลกระทบในครึ่งแรกปีหน้าอาจเป็นลบเล็กน้อยจากการเร่งรัดเบิกจ่ายที่ทำได้ยากขึ้นช่วงเปลี่ยนผ่าน แต่ต้องบอกว่า ภาครัฐก็เร่งเบิกจ่ายช่วง ต.ค.–ธ.ค. ไปแล้วพอสมควร ซึ่งช่วยบรรเทาผลกระทบในครึ่งแรกได้ส่วนหนึ่ง

“จุดที่เรากังวลจริง ๆ คือ งบประมาณปี 2567 ว่าจะ “ออกช้าขนาดไหน” เพราะบทเรียนในอดีตคือปีที่มีการเลือกตั้งมักทำให้งบประมาณล่าช้า และอัตราการเบิกจ่ายต่ำกว่าปกติ โดยเฉลี่ยเบิกจ่ายได้ราว 67% เทียบกับค่าเฉลี่ยปกติประมาณ 70%” ดร.ยรรยงกล่าว

แต่ถ้ามองในแง่ดี หากตั้งรัฐบาลได้เร็วตามกรณีฐานก็ยังมีเวลาเหลือก่อนเดือนกันยายนสำหรับการเตรียม พ.ร.บ.งบประมาณใหม่ ทำให้ความเสี่ยงเรื่องความล่าช้าอาจน้อยลงกว่าที่กังวลไว้ตอนแรก

“ฉากทัศน์ที่เราหวังว่าจะไม่เกิด คือการจัดตั้งรัฐบาลยืดเยื้อเกิน 5 เดือน เพราะกรณีนี้จะกระทบชัดทั้งเรื่อง ความต่อเนื่องของเม็ดเงินภาครัฐ ความเชื่อมั่นการลงทุน และอาจลามไปถึง มุมมองเครดิตเรตติ้ง ได้ เนื่องจากสถาบันจัดอันดับไม่ได้ดูแค่ระดับหนี้ แต่ดู ความไม่แน่นอนทางการเมืองที่กระทบศักยภาพการเติบโต ด้วย” ดร.ยรรยงกล่าว

ประเด็นสุดท้ายแผนการคลังระยะปานกลาง ของภาครัฐ SCB EIC เห็นด้วยว่าแนวทางในแผน ทั้งการปฏิรูปรายได้ รายจ่าย และวินัยการคลัง เป็นเรื่องสำคัญและควรทำ แต่มีข้อสังเกตว่า หนี้สาธารณะที่รัฐบาลคาดว่าไม่แตะ 70% เมื่อดูจากแนวโน้มและข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง ก็กังวลว่า หนี้สาธารณะมีโอกาสแตะหรือทะลุ 70% ได้ในช่วงปี 2567 และอาจใช้เวลานานกว่าที่คาดในการดึงลงมา

อีกจุดที่เห็นต่างคือ สมมติฐานการเติบโตและเงินเฟ้อของฝั่งการคลัง อาจสูงกว่าที่ SCB EIC มอง ซึ่งมีผลมาก เพราะถ้า การเติบโตถูกประเมินสูงเกินไป ตัวหาร (GDP) จะดูใหญ่ ทำให้หนี้ดูสวยขึ้น แต่ถ้า GDP โตไม่ถึงตามคาด หนี้ก็จะสูงกว่าที่วางไว้

และในเชิงเศรษฐกิจจริง ไทยยังไม่ใช่เศรษฐกิจที่โตได้แรงโดยไม่พึ่งภาครัฐ เว้นแต่ว่าเศรษฐกิจโลกจะเร่งตัวมากหรือผลิตภาพแรงงาน (productivity) กระโดดขึ้นอย่างรวดเร็ว ดังนั้นการรัดเข็มขัดมากเกินไปในระยะสั้นก็อาจไปกดการเติบโต และยิ่งทำให้การทำตามแผนยากขึ้นอีก

สุดท้ายคือความท้าทายเชิงการเมือง แผนระยะปานกลางของไทยในอดีตหลายครั้ง ทำไม่ได้ตามที่ประกาศ และมักถูกเลื่อนออกไปเรื่อย ๆ ดังนั้นสิ่งที่ต้องมีควบคู่กันคือ Political commitment และกลไกที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และทำแบบเป็นขั้นเป็นตอน

6. การปฏิรูปเชิงโครงสร้างคือทางออก เริ่มแล้วจะยั่งยืนแค่ไหน?

เศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนสำคัญที่ต้องเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งจากปัจจัยภายนอก เช่น สงครามการค้าและความเสี่ยงต่อการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ รวมถึงความเปราะบางภายในประเทศที่สะสมมานาน ทำให้การปฏิรูปเชิงโครงสร้างกลายเป็นทางออกที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ไทยจำเป็นต้องสานต่อและเร่งเดินหน้านโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจอย่างจริงจัง โดยเน้นนโยบายระยะยาวเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เน้นการยกระดับนโยบายสนับสนุนภาคธุรกิจ และการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจร่วมกับภาคเอกชน เช่น การคลายอุปสรรคการลงทุน และการส่งเสริมอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพผ่านแพลตฟอร์มการปฏิรูปประเทศร่วมกับภาคเอกชน (Reinvent Thailand)

ดร.ยรรยงระบุสองเหตุผลที่ทำให้ประเทศไทยต้องปฏิรูปเศรษฐกิจ โดยจาการทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่นในช่วงที่ผ่านมาพบว่าความสามารถในการแข่งขันของไทยไม่ได้เพิ่มขึ้น เมื่อดูจากดัชนีความสามารถในการแข่งขันของ IMD “อันดับของไทยอาจไม่ได้ดูแย่มากนัก แต่สิ่งที่น่ากังวลคือ เราแทบไม่ขยับไปไหนเลย และที่สำคัญ มีหลายประเทศที่วันนี้เริ่มแซงเราไปแล้ว เช่น เวียดนาม”

ประเด็นที่ชัดเจนมากคือ ประสิทธิภาพของภาครัฐไทย ซึ่งอันดับลดลงต่อเนื่อง จากราวอันดับ 20 ลงมาอยู่แถวอันดับ 30 กว่า ๆ กลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และนี่คือเหตุผลว่าทำไม “การปฏิรูปภาครัฐ” จึงเป็นหัวใจของการปฏิรูปเศรษฐกิจ

ตัวที่สองคือด้าน นวัตกรรมและพื้นที่การเติบโตใหม่ (New Growth / Innovation Index) ซึ่งภาพออกมาค่อนข้างชัดว่าไทยตามหลังประเทศอื่นมากขึ้น เวียดนามแซงไทยไปแล้ว และประเทศที่ไทยเริ่มแข่งด้วยกลับกลายเป็นฟิลิปปินส์หรืออินโดนีเซีย แทนที่จะเป็นประเทศกลุ่มบน

สำหรับคำถามว่า จะปฏิรูปอย่างไร ภาครัฐต้องทำทั้งระยะสั้นและระยะยาวพร้อมกัน ระยะสั้นต้องดูแลเศรษฐกิจที่ยังเปราะบางด้านอุปสงค์ แต่ในขณะเดียวกัน ต้องทำให้มาตรการระยะสั้นเชื่อมกับการปรับโครงสร้างระยะยาว

ดร.ยรรยงกล่าวว่า แกนของการปฏิรูปเชิงโครงสร้างมีสองด้านหลัก ด้านแรก คือ การทำให้ภาครัฐสนับสนุนภาคธุรกิจได้ดีขึ้น เช่น การลดกฎระเบียบที่ซ้ำซ้อน (Regulatory Guillotine) การขยาย FTA การส่งเสริม supply chain ใหม่ ๆ รวมถึงมิติด้านสิ่งแวดล้อมและ Green Economy

ด้านที่สอง คือ การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นการสร้าง New S-Curve การยกระดับทักษะแรงงาน (Reskill / Upskill) และการปฏิรูปการคลัง ซึ่งได้พูดไปแล้วก่อนหน้านี้

Regulatory Guillotine ซึ่งเป็นมาตรการที่ถือว่า กระตุ้นเศรษฐกิจได้ดีที่สุดโดยไม่ต้องใช้เงิน ประเทศอย่างเกาหลีใต้ในช่วงวิกฤตปี 1997 สามารถยกเลิกกฎหมายและระเบียบที่ไม่จำเป็นได้เกือบครึ่งหนึ่งภายในเวลาไม่กี่เดือน ขณะที่ไทยพูดเรื่องนี้มานานมาก แต่ความคืบหน้ายังจำกัด” ดร.ยรรยงกล่าว

นอกจากนี้มีแพลตฟอร์ม Reinvent Thailand ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐ สถาบันหลัก และภาคเอกชน มีตัวชี้วัด มี New S-Curve ชัดเจนใน 6 เซกเตอร์ และเริ่มมีโครงการที่ลงมือทำจริงแล้ว คำถามสำคัญคือจะทำอย่างไรให้แพลตฟอร์มแบบนี้มี “โมเมนตัม” และเดินต่อได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่ารัฐบาลจะเปลี่ยนไปกี่ครั้ง

จากบทเรียนต่างประเทศ ทั้งกรณีที่ปฏิรูปสำเร็จและไม่สำเร็จ มีปัจจัยสำคัญอยู่ประมาณ 5–6 ข้อ หนึ่ง คือ Political Commitment ต้องมีความชัดเจนทางการเมือง พรรคการเมืองควรพูดเรื่องการปฏิรูปอย่างตรงไปตรงมา ว่าจะทำอะไร ทำอย่างไร และยอมรับต้นทุนระยะสั้นแค่ไหน สอง คือ กลไกขับเคลื่อนที่มีประสิทธิภาพ ไม่ใช่เพียงหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ต้องทำงานร่วมกันระหว่างรัฐและเอกชน มี KPI ชัด และทำหน้าที่เหมือน PMO ระดับประเทศ

สาม คือ การออกแบบนโยบายที่แก้ปัญหาที่ต้นตอ (Root Cause) ไม่ใช่เพียงบรรเทาอาการ สี่ คือ การยอมรับของสังคม เพราะการปฏิรูปย่อมมีผู้ได้ประโยชน์และผู้เสียประโยชน์ เช่น การทำ FTA ต้องมีกลไกช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบให้ปรับตัวได้ ห้า คือ ความน่าเชื่อถือ (Credibility) ต้องทำจริง วัดผลจริง และผูกกับความรับผิดชอบของผู้ที่เกี่ยวข้อง

และสุดท้าย หลายประเทศใช้ “แรงกดดันจากภายนอก” เป็นตัวช่วย เช่น การเข้าร่วม FTA ระดับสูง หรือ OECD เพื่อบังคับให้ระบบภายในต้องปฏิรูป ซึ่งไทยเองก็อาจใช้เวทีระหว่างประเทศ เช่น การประชุม World Bank และ IMF ในปีหน้า เป็นโอกาสประกาศต่อโลกว่าเรากำลังเดินหน้าปฏิรูปอย่างจริงจัง

7. ธุรกิจไหนไปต่อได้ ปรับตัวอย่างไรให้อยู่รอด?

นางสาวปราณิดา ศยามานนท์ ผู้อำนวยการ ผู้บริหารฝ่าย Industry Analysis กล่าวว่า ในปี 2569 ทิศทางธุรกิจไทยจะถูกขับเคลื่อนด้วยความท้าทาย 5 ด้าน ได้แก่

(1) ความผันผวนของห่วงโซ่อุปทานการค้าโลก และความไม่แน่นอนของนโยบายภาษีสหรัฐฯ มีแนวโน้มกระทบทั้ง “รายได้” และ “อัตรากำไร (margin)” ของภาคธุรกิจ รวมถึงทำให้ทิศทางการลงทุนมีความไม่แน่นอนมากขึ้น

(2) กำลังซื้อครัวเรือนที่เปราะบาง แม้เศรษฐกิจทยอยฟื้น แต่กำลังซื้ออาจฟื้นช้า ส่งผลต่อธุรกิจวงกว้าง โดยเฉพาะธุรกิจที่พึ่งพาสินเชื่อครัวเรือน เช่น สินค้าคงทน บ้านและอสังหาริมทรัพย์

(3) ความไม่แน่นอนของนโยบายภาครัฐ ความต่อเนื่องของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมถึงความแน่นอนของการลงทุนภาครัฐ มีผลต่อธุรกิจที่พึ่งพาเม็ดเงินภาครัฐเป็นสำคัญ

(4) การแข่งขันรุนแรงทั้งในประเทศและต่างประเทศ การแข่งขันมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นทั้งในและต่างประเทศ สะท้อนผ่านอัตรากำไรของผู้ประกอบการทั้งรายใหญ่และรายเล็กที่มีแนวโน้มลดลง

(5) แรงกดดันจากเมกะเทรนด์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว มองว่าเป็นทั้ง “ความเสี่ยงและโอกาส” โดยเมกะเทรนด์ที่ต้องจับตา คือ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร (demographic change), เทคโนโลยีเปลี่ยนเกม (technology disruption) และ การมุ่งสู่ Net Zero

โดยภาพรวมความเสี่ยงด้านลบมีน้ำหนักมากกว่าด้านบวก ทำให้ภาพรวมธุรกิจในปี 2569 ยังมีแนวโน้มชะลอตัว กลุ่มที่ชะลอตัวและยังมีความเสี่ยงค่อนข้างมาก ได้แก่ ภาคการผลิต (อิเล็กทรอนิกส์, ยานยนต์, ปิโตรเคมี และเหล็ก) รวมถึงภาคอสังหาฯ ที่ยังซบเซาต่อเนื่อง ขณะที่ภาคบริการ เช่น ท่องเที่ยวและค้าปลีก ยังเติบโตได้ท่ามกลางความเสี่ยงที่ต้องรับมือ

อย่างไรก็ตาม บางกลุ่มธุรกิจหรือแม้แต่ธุรกิจที่มีแนวโน้มชะลอตัว หากสามารถปรับตัวได้ ก็ยังมีโอกาสเติบโตและอาศัยประโยชน์จากเมกะเทรนด์ได้ เช่น ธุรกิจที่นำนวัตกรรมใหม่ ๆ มาใช้ หรือปรับตัวสอดรับกับเทรนด์ผู้บริโภคยุคใหม่และความยั่งยืน รวมถึงธุรกิจที่สามารถกระจายตลาดหรือเจาะกลุ่มที่มีศักยภาพแทนได้ อย่างไรก็ดีการปรับตัวของภาคธุรกิจยังต้องอาศัยการสนับสนุนจากภาครัฐ ผ่านมาตรการเชิงรุกระยะสั้น เช่น การกระตุ้นอุปสงค์ สร้างความเชื่อมั่น และเสริมสภาพคล่อง รวมถึงมาตรการระยะยาวในการขจัดอุปสรรค ปรับโครงสร้าง และเสริมความแข็งแกร่งให้อุตสาหกรรมเดิม พร้อมผลักดันอุตสาหกรรมศักยภาพให้เติบโตอย่างยั่งยืน

SCB EIC จึงนำเสนอ กลยุทธ์ READY สำหรับผู้ประกอบการในปีหน้าและระยะถัดไป

R – Repositioning ปรับตำแหน่งทางธุรกิจใหม่ เพิ่มมูลค่าเพิ่ม ปรับสินค้าให้ตอบโจทย์ และกระจายตลาดส่งออก

E – ESG Principle วางแผน ESG เป็นระบบ มี roadmap ชัด ผนวกเข้ากับกลยุทธ์องค์กร พัฒนาสินค้า/บริการสีเขียว และเตรียมพร้อมต่อกฎระเบียบใหม่ด้าน ESG

A – Alliance สร้างพันธมิตรในห่วงโซ่อุปทาน จับกลุ่มเป็นคลัสเตอร์ เพิ่มอำนาจต่อรอง และเข้าถึงตลาดใหม่

D – Digitalization ลงทุนเทคโนโลยีและข้อมูล เชื่อม KPI ด้านดิจิทัลกับเป้าหมายองค์กร และต่อยอดการใช้ AI เพื่อเข้าใจลูกค้าและเพิ่มประสิทธิภาพ

Y – Youthfulness เปิดรับสิ่งใหม่ พร้อมปรับเปลี่ยนตลอดเวลา ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม พร้อมแผน reskill/upskill และพิจารณาการ diversify เพื่อรับมือความไม่แน่นอน

เศรษฐกิจโลกชะลอลงปีหน้าตามผลกระทบกำแพงภาษีสหรัฐฯ ที่จะชัดเจนขึ้น

เศรษฐกิจโลกปี 2569 มีแนวโน้มชะลอลงคาดว่าจะขยายตัว 2.5%YOY จาก 2.7%YOY ในปี 2568 ปัจจัยสำคัญที่กดดันมาจากกำแพงภาษีสหรัฐฯ ที่จะส่งผลกระทบเต็มปี ทำให้การค้าโลกชะลอตัวหลังหมดแรงหนุนจาก Front-loading แม้การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ตามกระแส AI จะยังเติบโตได้ดี การลงทุนเกี่ยวกับเทคโนโลยี AI จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของโลก โดยเฉพาะเศรษฐกิจสหรัฐฯ ทั้งด้านการลงทุนภาคเอกชนและความมั่งคั่งผ่านราคาสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ AI ขณะเดียวกันการลงทุนในเทคโนโลยีและดาตาเซ็นเตอร์ยังส่งผลดีต่อประเทศตลาดเกิดใหม่ที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยี นโยบายการเงินและการคลังในโลกยังผ่อนคลาย แต่ข้อจำกัดเริ่มชัดขึ้น บางประเทศสิ้นสุดวัฏจักรการลดดอกเบี้ย ขณะที่บางประเทศยังมีแรงกดดันเงินเฟ้อ ส่วนนโยบายการคลังเผชิญข้อจำกัดจากต้นทุนการกู้ยืมสูงขึ้น และหนี้สาธารณะสูง ทำให้การสนับสนุนเศรษฐกิจในระยะต่อไปมีข้อจำกัดมากขึ้น

ดร.ฐิติมา ชูเชิด ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจมหภาค กล่าวว่า เศรษฐกิจโลก“Resilient” หรือ “ยืดหยุ่นกว่าที่คาด” ไปมาก แม้จะเผชิญแรงกระแทกจาก นโยบายภาษีของทรัมป์ เพราะยังมีสองปัจจัยหนุนสำคัญ คือ การลงทุนด้าน AI ที่เข้ามาช่วยพยุงการเติบโต และนโยบายการเงินและการคลัง ที่ในปีที่ผ่านมาอัดฉีดและพยุงเศรษฐกิจไว้ค่อนข้างมาก

“เรามองว่า AI ยังไปต่อ แต่นโยบายการเงินและการคลังเริ่มมีข้อจำกัดมากขึ้น เพราะปีนี้ใช้นโยบายไปค่อนข้างเยอะแล้ว ทั้งเรื่องกระสุนการคลังและพื้นที่การลดดอกเบี้ย ขณะเดียวกันแรงกดดันฝั่งภาษีจะกระทบเต็มปีในปีหน้า และยังมีความไม่แน่นอนเรื่อง ภาษีเฉพาะรายสินค้า (specific tariffs) ที่อาจทยอยตามมาอีก ทำให้ปีหน้าช็อกฝั่งนี้มีแนวโน้มแรงขึ้นขณะที่ตัวช่วยยังมีอยู่ แต่ช่วยได้น้อยลง” ดร.ฐิติมากล่าว

AI ยังส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกผ่าน spillover ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เอเชียได้ประโยชน์ค่อนข้างมากเพราะอยู่ในฐานการผลิต ทำให้เห็นสัดส่วนส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มขึ้น และการลงทุนในเศรษฐกิจดิจิทัลขยายตัวต่อเนื่อง

แต่ประเด็นสำคัญคือ AI เป็น “AI divergence” ไม่ใช่ทุกประเทศได้ประโยชน์เท่ากัน ประเทศที่พร้อมกว่าในด้านโครงสร้างพื้นฐาน คน นวัตกรรม และกฎเกณฑ์ จะเร่งการเติบโตได้มากกว่า ซึ่งไทยในภาพรวมยังอยู่ระดับ “กลาง ๆ”

แรงกดดันสำคัญของโลก คือ การกีดกันทางการค้าและภาษี ซึ่งทิศทางการกีดกันมีแนวโน้มสูงต่อเนื่องไม่ได้ลดลงง่าย ๆ และระดับภาษีเฉลี่ยของสหรัฐเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับช่วงต้นปี

ผลของการกีดกันการค้า ทำให้เกิด 2 แนวโน้มใหญ่

  • การค้าและการลงทุนโลก “ชะลอ” แต่ในขณะเดียวกัน “เลือกที่ลง” มากขึ้น (ลงทุนกระจุกตัวในพื้นที่/อุตสาหกรรมที่นโยบายเอื้อ เช่น อเมริกาและเอเชียบางส่วน)
  • ธุรกิจเร่ง reshoring / nearshoring และหา local supplier มากขึ้น เพื่อบริหารความเสี่ยงระยะยาว และหลายบริษัทอยากเข้าใกล้ตลาดสหรัฐมากขึ้น

ดร.บิติมากล่าวว่า สิ่งที่เห็นจาก “หนึ่งปีของนโยบายทรัมป์” คือ

หนึ่ง ภาษีของสหรัฐแบ่งกลุ่ม ได้ชัด:

  • กลุ่มที่อยู่ภายใต้กรอบพิเศษ/ข้อตกลง หรือเป็นประเทศที่สหรัฐขาดดุล อัตราอาจต่างกันไป
  • กลุ่มที่ถูกเก็บสูงด้วยเหตุผลเชิงภูมิรัฐศาสตร์/การเมือง
  • กลุ่มที่เก็บเพราะเป็นประเทศเกินดุลการค้าสหรัฐ (ไทยอยู่ในกลุ่มนี้)

สอง การเจรจาการค้าสหรัฐไม่ได้มาด้วย “ภาษี” อย่างเดียว แต่พ่วงเงื่อนไขอื่น เช่น การเปิดตลาด มาตรการที่ไม่ใช่ภาษี (NTMs) เงื่อนไขด้านบริการดิจิทัล และการผลักดันให้การค้า/การลงทุนที่เป็นประโยชน์ต่อสหรัฐเพิ่มขึ้น

สาม สหรัฐ–จีน “ตัดกันไม่ขาด” แม้แข่งขันรุนแรง แต่ยังพึ่งพากันในสินค้ายุทธศาสตร์บางตัว เช่นแร่หายาก/ชิ้นส่วน และจีนก็ยังต้องพึ่งพาตลาดใหญ่ ทำให้เกมตอบโต้มีข้อจำกัด และสุดท้ายมีโอกาสกลับมาเจรจา/ปรับสมดุลกันเป็นระยะ

นโยบายการเงินโลกในปี 2569 ยังคงผ่อนคลาย (ยกเว้นญี่ปุ่น) แต่ความสามารถในการปรับลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมมีจำกัด เนื่องจากธนาคารกลางส่วนใหญ่ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงมามากแล้วในปีนี้ และจะเข้าสู่ช่วงสิ้นสุดวัฏจักรลดดอกเบี้ยในปีหน้า SCB EIC ประเมินว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีแนวโน้มทยอยลดดอกเบี้ยอีก 50 bps ก่อนจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับสูงกว่าช่วงก่อนโควิด-19 จากความเสี่ยงเงินเฟ้อ ธนาคารกลางยุโรป (ECB) คาดว่าจะคงดอกเบี้ยที่ 2% ไว้ตลอดปี ขณะที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีแนวโน้มทยอยขึ้นดอกเบี้ยสู่ 1.25% ภายในปีหน้า หลังข้อมูลการปรับเพิ่มค่าจ้างประจำปีชัดเจนขึ้น

ความเสี่ยงสำคัญของเศรษฐกิจโลกในปี 2569 ได้แก่ (1) ความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้า โดยเฉพาะมาตรการภาษีนำเข้าที่สหรัฐฯ อยู่ระหว่างการพิจารณา ทั้งภาษีรายสินค้า เช่น อิเล็กทรอนิกส์ และ Transshipment tariff (2) ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ จากท่าทีของสหรัฐฯ ที่ลดการสนับสนุน NATO และยุโรปลงมาก รวมถึงความตึงเครียดทางการทูตระหว่างญี่ปุ่น-จีน (3) ความเสี่ยงในตลาดการเงินโลก โดยเฉพาะราคาสินทรัพย์กลุ่ม AI ที่อาจปรับฐานลงอย่างมีนัยสำคัญ หลังจากปรับเพิ่มขึ้นมาอย่างรวดเร็ว และ (4) ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สภาพอากาศสุดขั้วและภัยธรรมชาติจะรุนแรงขึ้นทั่วโลก

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...