Avatar: Fire and Ash รีวิว เมื่อความแค้นแห่งไฟและธุลีที่เผาทุกคนบนแพนโดรา
LSA Thailand
อัพเดต 06 ม.ค. เวลา 16.10 น. • เผยแพร่ 17 ธ.ค. 2568 เวลา 07.23 น. • Lifestyle Asia Thailandภาพยนตร์ “Avatar: Fire and Ash” หรือในชื่อภาษาไทย “อวตาร: อัคนีและธุลีดิน” ที่เนื้อหายังคงเข้มข้นและต่อเนื่องจากเหตุการณ์ Avatar: The Way of Water ที่ครอบครัวของซัลลี ยังคงต้องเดินหน้าต่อไป หลังจากการตายของ ลูกชายคนโต “เนเทยัม” อีกทั้งการคุกคามดาวแพนโดรายังคงดำเนินต่อไปใน อวตาร 3
Related articles
Sisu 2 รีวิว: เฒ่ามหากาฬอยากกลับบ้าน แต่ดันเจอตอ
มหาเวทย์ผนึกมาร เดอะมูฟวี่ รีวิว: มหาสงคราม จากชิบูย่า สู่จรดลล้างบาง
Spoiler Alert!!! Avatar: Fire and Ash (อาจมีการเปิดเผยเนื้อหาบ้างแต่ไม่ถึงขั้นเปิดทุกอย่าง) Lifestyle Asia rating: 4.5/5
ประเภท: สงคราม, แอกชัน, ผจญภัย, แฟนตาซี, นิยายวิทยาศาสตร์, มหากาพย์
นักแสดงนำ:
- Sam Worthington รับบท Jake
- Zoe Saldaña รับบท Neytiri
- Sigourney Weaver รับบท Kiri
- Stephen Lang รับบท Quaritch
- Oona Chaplin รับบท Varang
- Kate Winslet รับบท Ronal
ผู้กำกับ: James Cameron
เวลา: 3 ชั่วโมง 15 นาที
ดูได้ที่ไหน: ทุกโรงภาพยนตร์
ดูได้เมื่อไหร่: 17 ธันวาคม 2025
สิ่งที่เราชอบใน Avatar: Fire and Ash
ก่อนจะพูดถึงความรู้สึกที่ชื่นชม ชื่นชอบใน อวตาร 3 ก็ขอเกริ่นเรื่องราวคร่าว ๆ ที่ภาคนี้ ครอบครัวซัลลี เจคและเนย์ทีรี ต้องเผชิญกับเผ่านาวีที่ไม่เคยเอ่ยถึงมาก่อนหน้านั้น นั้นก็คือ ชาวเผ่าธุลี (Mangkwan clan / Ash People) ที่ดูโหดร้าย และดุดัน นำโดย วารัง (Varang) ผู้นำที่พร้อมทำทุกอย่างเพื่อเผ่า ไม่ว่าจะด้วยวิธีการไหนก็ตาม นั้นจึงทำให้ความขัดแย้งและการต่อสู้ในภาคนี้เดือดดาลมากกว่าเดิม
จุดแข็งที่ทุกคนไม่อาจปฏิเสธได้เลยของฝีมือการกำกับของ เจมส์ คาเมรอน (James Cameron) ใน Avatar: Fire and Ash คืองานภาพและ CGI ที่ไม่สามารถหาคำอธิบายได้เลย คือมันเกินคำว่า สวย ไปแล้ว เพราะมันล้ำโลกและเนียนกริบทุกอณู ดูเพลินตา ฉากน้ำเป็น ฉากบนฟ้า ทุกอย่างมันคือความดีงามของหนังเรื่องนี้
ในส่วนของเนื้อเรื่องก็อาจจะไม่ได้มีอะไรซับซ้อนอะไรมากมาย เป็นการเล่าแบบเข้าใจว่า ฉันจะมาแนะนำตัวละครใหม่ วารัง ที่ดูดุดันเปิดตัวแบบโหดมาก ทำให้ครอบครัวซัลลีและสไปเดอร์ (ชาวบนฟ้าที่ใส่หน้ากากตลอดเวลา) ต้องหนีหัวซุกหัวซุน ที่แสดงให้เห็นถึงเผ่าชาวนาวีกลุ่มที่ฆ่าได้ฆ่าไม่มีปราณี แถมยังมีตัวแปรสำคัญอย่าง พันเอกไมล์ ควอริตช์ ตัวร้ายที่ตามล้างตามเช็ด เจค ซัลลี อยู่เนือง ๆ เอาเป็นว่าถ้าภาค 2 พี่แกรอดมาได้ ภาค 3 แกก็อึดถึกทนเหลือเกิน
นอกจากนี้ชาวเผ่า เม็ตคายีนา ชนเผ่าชาวนาวีที่ตั้งรกรากอยู่ใกล้ทะเล ก็มีบทบาทในการต่อสู้และช่วยรบกับแม่สาวชาวเผ่าธุลีที่เกรี้ยวกราดและดูอันตราย มากกว่านั้นยังต้องเจอ พันเอกไมล์ ควอริตช์ ที่นอกจากชิงชังครอบครัวเจคแล้ว ก็มีเบื้องหลังที่ซ่อนอยู่ในการหาพันธมิตรใหม่กับวารัง เผื่อประโยชน์สูงสุดของตัวเอง แถมยังมีประเด็นกับลูกชายที่ยังคงมีสภาพเป็นมนุษย์ในโลกแห่งแพนโดราอีกด้วย
แม้ศัตรูตัวใหม่จะดูร้ายกาจในดาวของแพนโดรา แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่าคือ พวกของคนโลก ที่ตั้งใจจะวางแผนนำทรัพยากรยึดไปให้หมด ทั้งป่า เขา ทะเล และการสังหาร โทลคูน สิ่งมีชีวิตคล้ายวาฬขนาดมหึมาที่ฉลาดล้ำและมีความสำคัญทางวัฒนธรรม ที่โผล่มาตอนภาค 2 ที่งานนี้โทคูนแอบทำให้เราประหลาดใจ เพราะยิ่งฉากชั่วโมงสุดท้าย โทคูน ทำให้เราดูจบนี่ มันสุดยอดจริง ๆ (อยากให้ดูเองในโรงภาพยนตร์)
ยังมีเรื่องของสไปเดอร์ที่ทำไมเขาถึงไม่ต้องใช้หน้ากากในการช่วยหายใจแล้วและเอวา ที่ดูเหมือนเราจะอะไรมากขึ้น มันทำให้เรารู้สึกเนื้อเรื่องมันยังเดินหน้าต่อไปได้ เพราะภาคนี้ตัวของสไปเดอร์ เป็นเหมือนกุญแจสำคัญสำหรับทั้งฝ่ายชาวนาวีและฝ่ายรุกรานอย่างชาวโลก รวมถึงบทบาทของลูก ๆ เจคและเนย์ทีรี ที่เราจะได้เห็นพัฒนาการที่ชัดเจนมากขึ้น ทั้งคีรี โลอัค และทูคเทียรี แต่ก็น่าเสียดายที่ เนเทยัม ได้เสียชีวิตไปตั้งแต่ภาคที่แล้ว
ตัวหนังที่มีถึง 3 ชั่วโมง 15 นาที เราก็อยากจะบอกว่าจับตา 1 ชั่วโมงสุดท้ายของหนังให้ดีฉากรบและการต่อสู้แบบ Non-Stop พลิกไปมาพลิกมาทั้งรบทางอากาศ ทางเรือ ทางบก และใต้ทะเล จัดเต็มแบบไม่มียั้งมือ ทำให้เรานั่งขนลุกซู่ในการดูเลยทีเดียว แต่อย่าลืมแม้หนังจะมีฉากรบและการต่อสู้ ประเด็นหลักที่ทาง เจมส์ คาเมรอน ยังคงสื่อให้เห็นและเป็นคอนเซ็ปต์หลักของเรื่องนี้คือ การรุกรานของมนุษย์โลก หรือชาวนาวีเรียกว่าพวกชาวบนฟ้า เพื่อเอาทรัพยากรธรรมชาติมายึดครองเป็นของตัวเองในการหาเงินและความรู้สึกว่าข้าทำอะไรในโลกก็ได้ เพราะสุดท้ายก็ชี้ให้เห็นสงครามไม่มีอะไรดีเลย นอกจากความสูญเสียของทุกฝ่าย
ยังไม่นับประเด็นเผ่า “ไฟ” และ “ธุลี” ที่สื่อถึงความแค้นและความโศกเศร้าในเวลาเดียวกัน รวมถึงประเด็นของชาวนาวี ที่ไม่ได้มีแต่กลุ่มคนประสงค์ดี ยังมีพวกกลุ่มโหดร้ายที่ไม่ต่างจากมนุษย์เสียด้วยซ้ำ
สุดท้ายเราอยากจะบอกว่าภาพยนตร์ อวตาร 3 เป็นหนังที่คุณต้องดูในโรงภาพยนตร์เท่านั้น !!! และเราก็มีโอกาสได้ดูแบบ 3 มิติ บอกได้คำเดียวว่าฟินสุด ๆ ได้เห็นโลกของแพนโดรา เต็มมิติทุกองศาเลยทีเดียว
และอย่าลืมที่ Paragon Cineplex สยามพารากอน เขา Grand Opening เปิด Avatar: Fire and Ash Immersive Experience ที่ยกเอาแพนดอร่ามาให้ทุกคนได้สัมผัสกับความแตกต่างของดินแดนที่งดงามอุดมสมบูรณ์ และถิ่นที่รกร้าง เพื่อเข้าถึงจิตวิญญาณของชาวนาวีเผ่าไฟมากขึ้น
สิ่งที่เราไม่ค่อยชอบ
ถ้าอยากจะตัดคะแนนอะไรสักอย่างของภาค 3 นั้น เราก็อาจจะอยากให้เนื้อหามันไปไกลกว่านี้กว่านี้ ไม่ใช่แค่เหมือนตอนภาค 2 ที่บุกจับ เจค แล้วก็หาเรื่องทำสงครามกันไปมา พอเสร็จเหมือนจะเกิดเหตุการณ์เลวร้าย แต่ก็เหมือนจะเดาได้ว่ามันผ่านไปได้ดีทุกที ซึ่งภาค 3 ก็จะทรงเนื้อหาก็ยังอยู่เหมือนแมวไล่จับหนูกันไปมา จริง ๆ มันไม่ใช่ไม่ดี เราก็ยังตื่นเต้นกับฉากอลังการการต่อสู้อยู่แหละ แต่แค่อาจจะชวนให้เบื่อ ๆ นิดในเนื้อหาแนวนี้ ก็ต้องมาลุ้นกันในภาคต่อไปว่า จะออกมารูปแบบไหน และจะมีพัฒนาการอะไรเพิ่ม ก็หวังว่าเราจะได้เห็นหนังเรื่องยังคงประสบความสำเร็จต่อไป
เรื่องย่อ Avatar: Fire and Ash
เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเพียงไม่กี่สัปดาห์หลังจากเหตุการณ์ใน The Way of Water ครอบครัวซัลลียังคงอยู่ในช่วงเวลาแห่งการสูญเสีย เนเทยัม (ลูกชายคนโต) และต้องปรับตัวเข้ากับวิถีชีวิตใหม่ในหมู่เกาะ แต่ภัยคุกคามครั้งใหม่ไม่ได้มาจากเพียงแค่พวกมนุษย์ (RDA) เท่านั้น แต่ยังมาจากชาวนาวีด้วยกันเองด้วย
อ่านเรื่องราวเกี่ยวกับ ไลฟ์สไตล์คนเมือง ร้านอาหารเด็ดดัง แฟชั่นล่าสุด สุขภาพ และความงาม พร้อมกับ เรื่องราวทางวัฒนธรรมต่าง ๆ ได้ที่ Lifestyle Asia
Hero & Featured Photo Credit: Disney Thailand via Website
Note : The information in this article is accurate as of the date of publication.