โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

‘ทรงพล จังศิริวัฒนธำรง’ สะท้อนธุรกิจ ‘หาดใหญ่’ บนทาง 2 แพร่ง

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 17 ธ.ค. 2568 เวลา 08.57 น. • เผยแพร่ 18 ธ.ค. 2568 เวลา 01.14 น.
ทรงพล จังศิริวัฒนธำรง

ผ่านไป 20 วัน หลัง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เผชิญภัยพิบัติน้ำท่วมใหญ่ ส่งผลกระทบต่อชีวิตประชาชนนับร้อยคนต้องจากไป พร้อมทรัพย์สินที่หลายคนใช้เวลาสะสมมาทั้งชีวิตได้รับความเสียหาย แบบหมดเนื้อหมดตัว และวันนี้หลายคนยังไม่รู้จะดำเนินธุรกิจไปต่ออย่างไร

“ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์ “ทรงพล จังศิริวัฒนธำรง” กรรมการผู้จัดการ บริษัท คอร์เนอร์สโตน คอนสตรัคชั่น จำกัด ในฐานะประธานหอการค้าจังหวัดสงขลา ซึ่งเกิดและเติบโตที่นี่

มาสะท้อนถึงปัญหาที่คนหาดใหญ่กำลังเผชิญ และแนวทางที่ต้องการให้รัฐบาลเร่งเข้ามาฟื้นฟูเศรษฐกิจของเมืองหาดใหญ่ ศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของภาคใต้ให้กลับมาโดยเร็ว

บ้านและธุรกิจเสียหายหนัก

สถานการณ์มหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และวิถีชีวิตของประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะผู้ประกอบการธุรกิจบริการ ธุรกิจ SMEs และแรงงานที่เกี่ยวข้อง บ้านเรือน ร้านค้า สำนักงาน ทรัพย์สิน เครื่องจักร รถยนต์ เฟอร์นิเจอร์ สต๊อกสินค้า ข้าวของที่แต่ละคนสะสมกันมาหลายสิบปีโดนน้ำท่วมมิด 3-4 เมตรทั้งเมือง

บ้านผม และธุรกิจส่วนตัวเองก็หนัก โดยเฉพาะบ้านที่พ่อแม่ผมอยู่น้ำท่วมสูง ขณะที่ออฟฟิศผมน้ำท่วมถึงโต๊ะทำงานชั้น 2 ระบบเอกสาร อุปกรณ์สำนักงาน เครื่องมือที่ผมทำธุรกิจก่อสร้าง รถ 6 ล้อ รถกระบะ พาหนะที่ต้องใช้ทำงานจมเสียหายทั้งหมด เรียกว่าต้องนับ 1 ใหม่หมด

ภาคธุรกิจตอนนี้อยู่ในทาง 2 แพร่ง เราจะไปต่อได้หรือเปล่า ในเมื่อตอนนี้ภาครัฐไม่มีมาตรการอะไรออกมา แนวทางปฏิบัติที่จะช่วยภาคธุรกิจในกรณีน้ำท่วมอย่างไร เพราะตอนนี้ที่ประสบปัญหา เรามีธุรกิจประกันภัย ซื้อประกันอัคคีภัยไว้ คุ้มครองน้ำท่วมเพียง 50,000 บาท หรือ 10% ของวงเงิน มันน้อยมาก ถ้าเทียบกับความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงของธุรกิจแต่ละคน บางธุรกิจจมทั้งโชว์รูม ซื้อทุนไว้ 60 ล้านบาท ได้ค่าสินไหมทดแทนจากน้ำท่วมเพียง 2 ล้านบาท จะให้ผู้ประกอบการไปกู้หนี้มาลงทุนเพิ่ม ก็คิดหนักแล้ว ตรงนี้เป็นสิ่งที่ภาครัฐต้องรีบแสดงความชัดเจน ว่ามีมาตรการอะไรมาเยียวยาภาคประชาชน

พูดตรง ๆ ตอนนี้ภาคเอกชนหลายคนมีทั้งที่ประกาศเลิกกิจการ และกำลังคิดจะหยุด เพราะรู้สึกว่าถ้าจะกลับมา ต้องหาเงินลงทุนอีกหลายล้านบาท เพื่อให้กิจการฟื้นกลับมาเท่าเดิม เขาก็อาจจะไม่ทำธุรกิจต่อแล้ว เพราะว่าพื้นที่ก็เสี่ยงด้วย

ถ้าหยุด พนักงานลูกจ้างกระทบกันหมด เพราะตอนนี้ภาคเอกชนหลายคนถ้าไม่มีความชัดเจนตรงนี้ หากเราต้องลงทุนใหม่ในจุดที่น้ำท่วมสูง เพื่อให้กลับมาดำเนินกิจการใหม่ ต้องลงเงินอีกมาก หลายคนไม่มีความพร้อมที่จะมาลงทุนใหม่ขนาดนั้น ที่สำคัญ หลังการลงทุนใหม่ น้ำจะกลับมาท่วมอีกหรือไม่ จะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต ตอบไม่ได้ แผนป้องกันน้ำท่วมเชิงโครงสร้างในอนาคตก็ไม่รู้เมื่อไหร่จะมี และจะแล้วเสร็จเมื่อไหร่ ทุกอย่างมีความคลุมเครือ

ประเมินมูลค่าความเสียหาย

ตอนนี้ผู้ประกอบการธุรกิจได้มานั่งคุยว่ามูลค่าความเสียหาย และผลกระทบทางเศรษฐกิจ ประมาณกว่า 70,000 ล้านบาทเพราะธุรกิจมันล้มหายตายจาก ความเสียหายโอกาสทางธุรกิจที่เกิดขึ้นไม่ได้ มีอีกมาก ถ้าหาดใหญ่กลับมาเหมือนเดิมไม่ได้ก็น่าจะเสียหายอีกหลายหมื่นล้านบาท มากกว่าที่คิด ผมว่าการสร้างความเชื่อมั่นเป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องเร่งทำ

มาตรการที่รัฐออกมาตอนนี้

การแก้ปัญหาเร่งด่วนตอนนี้ ภาครัฐต้องออกมาอัดฉีดเป็นแรงกระตุ้น เป็นกำลังใจให้คนประสบเหตุมีเม็ดเงินฉุกเฉิน แต่ไม่ใช่เงินเยียวยาเพียง 9,000 บาทต่อครัวเรือน หรือเงินกู้เยียวยา 100,000 บาท พูดตรง ๆ เงินเยียวยาเท่านี้เพียงพอสำหรับบางครัวเรือน แต่ภาคธุรกิจเงินเท่านี้ทำอะไรไม่ได้เลย มันน้อยมาก เยียวยาตัวเองไม่ขึ้น ธุรกิจในหาดใหญ่ที่เสียหายในหลัก 10 ล้านบาทมีจำนวนมาก

ยกตัวอย่าง ร้าน Masterpiece & Crochet ซึ่งทำธุรกิจรับปัก สกรีน ผลิตเสื้อทีม เสียหาย 40 ล้าน เสื้อจมน้ำ เครื่องจักร เครื่องพิมพ์ 2 ล้านบาท, บริษัท ยามาฮ่า เอ.ที.มอเตอร์เซลส์ หาดใหญ่ เป็นผู้จำหน่ายและศูนย์บริการรถจักรยานยนต์ ยามาฮ่า มีโชว์รูม 4 สาขาในหาดใหญ่ถูกน้ำท่วม สต๊อกทุกคันจมน้ำหมด

มีหลายธุรกิจที่มาขอความช่วยเหลือที่หอการค้าว่าเดือดร้อนมาก อยากให้หอการค้าเป็นปากเป็นเสียงให้ ผมก็พยายามพูดให้ท่านนายกรัฐมนตรีฟังแล้ว เมื่อครั้งที่ลงมา อ.หาดใหญ่ ก็ไม่รู้จะมีนโยบายอะไรออกมาได้อีกหรือไม่ แต่ถ้านิ่ง ๆ เงียบ ๆ ไป ธุรกิจหาดใหญ่ไม่มีทางกลับมาได้เหมือนเดิม

มาตรการระยะสั้นที่เร็วที่สุด

มาตรการระยะสั้นเร่งด่วน เพื่อพยุงภาคธุรกิจให้ฟื้นกลับมาได้เร็วที่สุด โดยเฉพาะมาตรการด้านการเงินต้องแบ่งออกมาให้ชัดสำหรับผู้ประกอบการธุรกิจวงเงินต้องสูงขึ้น หลัก 3 เรื่อง 1.ให้มีการพักชำระเงินต้น พักหนี้ และพักดอกเบี้ย เป็นระยะเวลา 1 ปี

2.ขยายวงเงินสินเชื่อฟื้นฟูสูงสุดไม่เกิน 40 ล้านบาทต่อราย 3.กำหนดอัตราดอกเบี้ยแบบ Soft Loan ในลักษณะเดียวกับมาตรการที่ใช้ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 0 ในช่วง 6 เดือนแรก หลังจากนั้น คิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1.5 ต่อปี ตลอดระยะเวลา 5 ปี เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถกลับมาดำเนินธุรกิจได้โดยไม่ถูกจำกัดภาระหนี้สินเดิม

นอกจากนี้ ต้องเร่งฟื้นฟูด้านการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นหนึ่งในรายได้หลักของ อ.หาดใหญ่ เช่น ร้านอาหาร สถานบริการ สถานบันเทิง และธุรกิจที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ธุรกิจฟื้นกลับมาโดยเร็ว เช่น อาจจะทำโครงการคนละครึ่งพลัส เฉพาะการใช้จ่ายในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ อำเภอใกล้เคียงโดยรอบ งบประมาณเดือนละ 25,000 บาทต่อคนต่อเดือน เป็นเวลา 3 เดือน

รวมถึงการสนับสนุนมาตรการทางด้านภาษี โดยให้สิทธิทางภาษี 2 เท่า แก่หน่วยงานที่จัดประชุม หรือจัดงานไมซ์อื่น ๆ ในพื้นที่หาดใหญ่ ในปีหน้า รวมถึงมาตรการสนับสนุนเรื่องเครื่องมือที่ใช้ทำมาหากินที่ได้รับความเสียหาย เช่น ภาครัฐช่วยดีลเจรจากับผู้ผลิตเครื่องมือให้ได้ราคาพิเศษ หรือให้ภาครัฐออก e-Voucher สนับสนุนร้อยละ 80 และให้ผู้ประกอบการร่วมจ่ายร้อยละ 20

มาตรการระยะกลางและระยะยาว

ภาครัฐต้องเร่งจัดทำแผนป้องกันน้ำท่วมเร่งด่วนภายใน 1 ปี เพื่อเตรียมรับมือฤดูฝนปีหน้า โดยมีการจัดสรรเงินงบประมาณในการดำเนินการ ต้องเตรียมเครื่องไม้เครื่องมือให้พร้อม เช่น เครื่องจักรในการสูบน้ำ หรือผลักดันน้ำออก การขุดลอกคลอง การจัดทำแก้มลิง การเพิ่มทางระบายน้ำลงสู่ทะเลสาบสงขลา เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ประกอบการและนักลงทุน ทำการประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์เชิงบวกของเมือง มีการเยียวยากลุ่มอาชีพด้านการท่องเที่ยว เช่น มัคคุเทศก์ รถตุ๊กตุ๊ก รถตู้นำเที่ยว และรถทัวร์ ให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนและสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ

นอกจากนี้ ต้องมีการบูรณาการหน่วยงานด้านการบริหารจัดการน้ำ เช่น สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ คณะกรรมการลุ่มน้ำ กรมทรัพยากรน้ำ กรมโยธาธิการและผังเมือง โดยมีเจ้าภาพในการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ

“รัฐบาลต้องหาเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ แต่วงเงินไม่เกิน 1 ล้านบาทก็ไม่ตอบโจทย์ มันควรจะเป็นวงเงินที่เป็นลิมิตใหญ่ ๆ แล้วก็ให้ดอกเบี้ย 0% หลาย ๆ เดือน อย่างน้อย 6 เดือน หรือ 1-2 ปี ให้คนลืมตาอ้าปากได้ แต่ถ้าไม่ใช่เงินกู้ เราอยากได้เหมือนเงินเยียวยาเร่งทุนประกันภัยที่เราได้มาไม่เต็ม อย่างประกันไป 100 ได้กลับมาแค่ 10% อีก 90% ต้องเติมทุนให้ เรายอมให้สินทรัพย์เราหักค่าเสื่อมอะไรไปก็ได้ แต่อย่างน้อยให้เรากลับมาอยู่ในจุดที่เราเคยอยู่ได้ ตอนนี้แค่กลับมาจุดเดิมยังไม่รู้จะหาเงินจากไหน”

แผนป้องกันน้ำท่วมยังไม่มี ลงทุนไปเสี่ยง

ผมได้เสนอวันที่นายกรัฐมนตรีเดินทางมา ได้มีการตั้งคณะทำงานถอดบทเรียน โดยมี นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ในกรอบกำหนดเวลาไว้ 3 เดือน นำข้อมูลมาวิเคราะห์ปัญหาทั้งหมด แล้วก็บทเรียนน้ำท่วมไว้เป็นโมเดลป้องกัน รวมถึงมีการสะท้อนปัญหาเรื่องมาตรการเตือนภัย ป้องกันภัย และการกู้ภัย

สำหรับแผนระยะยาว เราต้องการโครงการป้องกันที่หาดใหญ่ต้องไม่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีก มันต้องมีการลงทุนเป็นเมกะโปรเจ็กต์ ใส่เม็ดเงินต่อเนื่องทุกปี ๆ แล้วทำโปรเจ็กต์นี้ให้สำเร็จ ไม่ว่าจะเปลี่ยนรัฐบาลหรืออย่างไรก็ตาม เพราะถ้าเราไม่มีเม็ดเงินลงทุนที่มันใหญ่พอ เหมือนตอนที่เรามีคลอง ร.1 ตอนนี้ก็ต้องมาศึกษาว่าถ้าน้ำมาทางคอหงส์เพิ่ม ต้องทำแก้มลิงเพิ่ม ต้องทำบายพาสน้ำอย่างไรให้ไปลงทะเลสาบสงขลาให้เร็วที่สุด โดยที่น้ำต้องไม่เข้าเมืองหาดใหญ่ ต้องหาผู้มีความรู้ด้านวิศวกรรมตรงนี้มาทำการศึกษาออกแบบ แล้วรีบทำโครงการให้เกิดขึ้นให้ได้

สมมุติเมืองนี้ทุก 10-15 ปี ต้องเกิดเหตุการณ์ใหญ่ล้างเมืองครั้งหนึ่ง ไม่ว่าธุรกิจไหนก็สยอง เพราะมารีเทิร์น ทำกำไรได้แป๊บเดียว น้ำท่วมต้องลงทุนใหม่อีกแล้ว ถ้าปล่อยให้เมืองเป็นแบบนี้ ความเชื่อมั่นในการเข้ามาลงทุนมันไม่มี เป็นเรื่องสำคัญจริง ๆ ภายใน 1-2 ปีนี้ อย่างน้อยต้องมีโครงการเร่งด่วนที่จะระบายน้ำเพิ่ม หรือเพิ่มช่องทางน้ำให้ออกทะเล ลดความเสี่ยงเข้าเมือง ติดตั้งระบบสูบน้ำ ดันน้ำ ปกป้องเขตเศรษฐกิจชั้นในไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ ถึงแม้จะไล่น้ำทั้งหมดไม่ได้ จะปล่อยท่วมก็ต้องไม่ใช่พื้นที่ที่ท่วมเมืองแบบนี้

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘ทรงพล จังศิริวัฒนธำรง’ สะท้อนธุรกิจ ‘หาดใหญ่’ บนทาง 2 แพร่ง

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...