TPIPPต้นทุนลดCODใหม่ดัน เล็งชิงโซล่าชุมชน1,500MW
#TPIPP # – TPIPP เผยประสิทธิภาพโรงไฟฟ้าดีขึ้น ต้นทุนต่อหน่วยลด หนุน GPM ทรงตัว ไตรมาส 4/2568เตรียม COD ขยะสงขลา โครงการ Boiler 8A ใช้ RDF แทนถ่านหิน และโซลาร์ฟาร์มสระบุรีเฟส 3 เพิ่มกำลังการผลิตเพื่อขายไฟให้โรงงานในเครือ และขายให้ กฟผ. เตรียมชิงโซลาร์ชุมชน 1,500 MW และย้ำจ่ายปันผล 50% ของกำไร โดยปี 2568 รวบจ่ายครั้งเดียว
นายภัคพล เลี่ยวไพรัตน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ TPIPP เปิดเผยว่า บริษัทประสบความสำเร็จในการปรับปรุงประสิทธิภาพโรงไฟฟ้า ส่งผลให้มีต้นทุนการผลิตต่อหน่วยที่ลดลง สามารถรักษาการเติบโตของอัตรากําไรขั้นต้น (GPM) ให้อยู่ในระดับที่น่าพึงพอใจ แม้ว่าอัตราค่าไฟฟ้าส่วนเพิ่ม (Adder) ของโรงไฟฟ้า TG5 และ TG6 ได้หมดอายุลงเมื่อเดือนเมษายน 2568 ที่ผ่านมา
โดยในงวดไตรมาส 4/2568 จะมีโครงการที่ทยอยเดินเครื่องผลิตกระแสไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (COD) หลายโครงการ อาทิ โครงการ COD โรงไฟฟ้าพลังงานขยะ จ.สงขลา ภายในเดือนธันวาคม 2568 นี้, โครงการปรับปรุง Boiler 8A ให้สามารถใช้เชื้อเพลิงขยะ (RDF) ในการผลิตไฟฟ้าทดแทน Boiler ถ่านหินซึ่งเริ่ม COD ไปเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568, รวมถึงโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ติดตั้งบนพื้นดิน (Solar Farm) ที่จังหวัดสระบุรี เฟส 3 กำลังผลิต 9.6 เมกะวัตต์ที่จะ COD ภายในธันวาคม 2568
*คาดอีบิทดาเพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ บริษัทได้เพิ่ม Utilization ในการผลิตไฟฟ้าสำหรับขายให้กับโรงงานในเครือ (IPS) จาก 70-71% เป็นกว่า 80% และรักษา Utilization สำหรับขายให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เฉลี่ย 97% นอกจากนี้ บริษัทยังเห็นโอกาสในการเพิ่มกำไรจากการขายไฟฟ้าให้กับโรงงานผลิตปูนเซีเมนต์ที่ซื้อไฟฟ้าจากการไฟฟ้าอยู่ประมาณ 120 ล้านหน่วย หากบริษัทเพิ่ม Utilization จะทำให้มีโอกาสเพิ่มรายได้และกำไรจากการขายไฟได้ เบื้องต้นจากการปรับปรุง และเพิ่มเมกะวัตติกำลังการผลิตติดตั้งตลอดทั้งปี 2568 บริษัทคาดว่าจะมี EBITDA เพิ่มขึ้นราว 2,095 ล้านบาท
“ครึ่งหลังปี 2568 Adder ที่หมดอายุอาจส่งผลกระทบบ้าง แต่ด้วยต้นทุนการผลิตที่ดีขึ้นจากการเปลี่ยนมาใช้เชื้อเพลิงขยะ (RDF) ในการผลิตไฟฟ้า และครึ่งปีหลังกำลังการผลิต (Utilization Rate) จะสูงกว่าครึ่งปีแรก ทำให้ภาพรวมครึ่งปีหลังจะเติบโตได้ดีกว่าครึ่งปีแรก และมั่นใจว่าทั้งปี 2568 เติบโตมากกว่าปี 2567”
สำหรับแผนการดำเนินงานปี 2569 บริษัทยังคงทยอย COD โครงการโซลาร์ฟาร์ม(Solar Farm) ที่จังหวัดสระบุรี เฟส 4 กำลังผลิต 14.48 เมกะวัตต์ ช่วงปลายปี 2569 เช่นเดียวกับโครงการโรงไฟฟ้าขยะ จ.มุกดาหาร ซึ่งอยู่ระหว่างการก่อสร้าง คาดว่าจะเดินเครื่องผลิตกระแสไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ได้ภายในปี 2569
ส่งผลให้ภายในปี 2569 บริษัทจะมีกำลังการผลิตติดตั้งกระแสไฟฟ้ากระจายครอบคลุมทั้ง โรงไฟฟ้าขยะ มีกำลังผลิตอยู่ที่ 410 เมกะวัตต์, โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ 81.4 เมกะวัตต์, และโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนทิ้ง 40 เมกะวัตต์ รวมกำลังผลิต 531.4 เมกะวัตต์ และในปี 2570 จะมีกำลังผลิตเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 541.4 เมกะวัตต์ โดยมีกำลังผลิตไฟฟ้าจากขยะเพิ่มขึ้นมาอีก 10 เมกะวัตต์ ซึ่งยังไม่รวมถึงโครงการ Battery Storage 20 เมกะวัตต์ เพื่อสำรองไฟฟ้าไว้ใช้ในช่วงไม่มีแสงแดด
ชิงโซลาร์ชุมชน
พร้อมกันนี้ บริษัทติดตามความคืบหน้าการดำเนินมาตรการเร่งด่วน (Quick Big Win) ของกระทรวงพลังงาน เพื่อผลักดัน โซลาร์ภาคประชาชนและโซลาร์ชุมชนรวมกำลังการผลิตติดตั้ง 1,500 เมกะวัตต์ สนับสนุนให้ชุมชนร่วมถือหุ้นหรือมีส่วนในรายได้จากการผลิตไฟฟ้าตามสัญญาซื้อขายไฟ 25 ปีในอัตราขายเข้าระบบด้วย FiT ประมาณ 2.25 บาทต่อหน่วยอย่างใกล้ชิด โดยบริษัทมีความพร้อมทั้งกระแสเงินสดหมุนเวียน ประสบการณ์การสร้าง และบริหารจัดการโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาดทั้งโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์, โซลาร์รูฟทอป, โรงไฟฟ้าพลังงานขยะ ฯลฯ, รวมถึงที่ดินหลายแปลงกระจายในหลายพื้นที่ เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนให้บรรลุเป้าหมาย Coal Free Power Plant ภายในปี 2570
ทั้งนี้บริษัทยังคงนโยบายการจ่ายเงินปันผลในอัตรา 50% ของกำไรสุทธิ (Dividend Payout Ratio 50%) แต่เนื่องจากปี 2568 เป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการบริษัทจึงพิจารณาจ่ายปันผลครั้งเดียวหลังจากประกาศประกอบการทั้งปี 2568 โดยอาจพิจารณากลับมาจ่ายเงินปันผล 2 ครั้งในปี 2569