โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เข้าโหมดสันติภาพ? ยุค 'ทีมสายบุ๋น' ทีม 'บิ๊กเล็ก-คปถ.' บทบาท 'เสธ.เอี่ยว' ทำศึกเขตแดนเขมร

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 11 พ.ย. 2568 เวลา 08.41 น. • เผยแพร่ 10 พ.ย. 2568 เวลา 02.38 น.

รายงานพิเศษ

การถูกบังคับให้หยุดยิง ยุติการสู้รบ เมื่อเที่ยงคืน 28 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา ทั้งๆ ที่ฝ่ายทหารไทยกำลังพยายามอย่างหนัก ที่จะยึดคืนปราสาทตาควาย และช่องอานม้าให้ได้ ทำทหารเจ็บตายไม่น้อย แข่งกับเวลาที่ระฆังกำลังจะหมดยก แม้ว่ากองทัพบกจะประสานไปทางกลาโหมเพื่อขอเวลาเพิ่มอีกอย่างน้อย 24 ชั่วโมง แต่ก็ไม่ได้ตามนั้น

จากนั้นฝ่ายไทยก็เตรียมความพร้อมสำหรับการเปิดศึกรอบสองเพื่อยึดคืนปราสาทตาควาย และพื้นที่ที่เสียไป รวมทั้งต้องการสั่งสอนให้กัมพูชาหลาบจำและยำเกรงทหารไทยไปชั่วลูกชั่วหลาน

แต่การสู้รบรอบ 2 ก็ไม่เกิดขึ้น

กลับกลายเป็นการเจรจา 4 ฝ่ายสหรัฐ-มาเลเซีย-ไทย-กัมพูชา และลงนามสันติภาพ 26 ตุลาคม 2568 ในที่สุด

กล่าวได้ว่า ในยุค ผบ.เหล่าทัพชุดก่อน มี “ดวงรบ” ประสานกันพอดี ทั้ง ผบ.อ๊อบ พล.อ.ทรงวิทย์ หนุนภักดี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ที่ต้องการกำราบเขมร ตามรอยบิดา บิ๊กตุ๋ย พล.อ.อิสรพงศ์ หนุนภักดี อดีตแม่ทัพภาค 2 ที่เคยกรำศึกเขมร ที่ช่องบกมาแล้วเมื่อ 30 กว่าปีที่ผ่านมา

รวมถึงความกล้าในการตัดสินใจของบิ๊กไก่ พล.อ.อ.พันธ์ภักดี พัฒนกุล ผู้บัญชาการทหารอากาศในเวลานั้น ที่ตัดสินใจใช้เครื่องบินเอฟ-16 และกริพเพน ขึ้นปฏิบัติการโจมตีทางอากาศทันทีที่ฝ่ายเขมรยิงจรวดหลายลำกล้อง BM21 ใส่เป้าหมายพลเรือนจนทำให้มีประชาชนผู้บริสุทธิ์เจ็บตายจำนวนมาก

และ “ทิ้งไข่” ถล่มที่ตั้งทางทหารของฝ่ายกัมพูชาตลอดการรบ 4 คืน 5 วัน โดยเฉพาะการไฟเขียวให้ใช้ระเบิดร่อน GBU ระเบิด 2,000 ปอนด์ และ 500 ปอนด์ ถล่มเป้าหมาย

จนทำให้ทหารเขมรเสียชีวิตราว 6,000 นาย และส่งผลให้ พล.อ.ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรี ต้องไปล็อบบี้นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ประธานอาเซียน และโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ให้บีบไทย

จนเกิดการเจรจาและลงนามข้อตกลงสันติภาพ ใน Joint Declaration หรือ Peace Accord ไทย-กัมพูชา ขึ้น โดยที่ฝ่ายกัมพูชาไม่ต้องเสียหน้า เสียฟอร์มที่เป็นฝ่ายต้องขอเจรจาสงบศึกกับฝ่ายไทยโดยตรง เช่นการรบปี 2554 ที่ผ่านมาอีกต่อไป

ด้วยการเอาจริงของ พล.อ.ทรงวิทย์ ที่ต้องการจะปกป้องแผ่นดินพิทักษ์ปฐพีให้ได้ในยุคที่ตนเองเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด ซึ่งในขณะนั้นเหลือเวลาแค่สองเดือนเศษเท่านั้น

รวมทั้งยังมีเสธ.นัส พล.อ.มนัส จันดี เสนาธิการทหารในขณะนั้นเพื่อนรักเตรียมทหาร 24 ทหารม้าสายฮาร์ดคอร์ ของ พล.อ.ทรงวิทย์ เป็นกองหนุนอย่างเต็มพลัง จนทำให้ บิ๊กปู พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผบ.ทบ. ก็ต้องเอาไงเอากัน อีกทั้ง พล.อ.ทรงวิทย์แต่งตั้งให้ พล.อ.พนา เป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ ในการปฏิบัติการยุทธบดินทร์ครั้งนั้น

ประกอบกับมี บิ๊กกุ้ง พล.ท.บุญสิน พาดกลาง เป็นแม่ทัพภาค 2 ในขณะนั้น ที่ไม่อาจทนต่อพฤติกรรมของฝ่ายกัมพูชาที่ยั่วยุและดูหมิ่นศักดิ์ศรีทหารไทยโดยเฉพาะการรุกล้ำดินแดนประเทศไทย รวมทั้งประชาชนชาวไทยกดดัน จึงตัดสินใจที่จะเปิดการสู้รบด้วยการประกาศปิด ห้ามเขมรขึ้นมาเที่ยวปราสาทตาเมือนธม และปราสาทตาควาย 24 กรกฎาคม 2568 จนฝ่ายเขมรเปิดฉากยิงใส่ทหารไทยในที่สุดและนำมาซึ่งการสู้รบกันตลอดแนว

ดังนั้น จึงกลายเป็นผู้บัญชาการเหล่าทัพชุดที่ได้ทำการรบกับกัมพูชา กล่าวได้ว่าเป็นความลงตัวของผู้นำทหารแต่ละคนที่มีความห้าวหาญ เด็ดเดี่ยว และกล้าที่จะรับผิดชอบ ตัดสินใจที่จะทำการรบร่วมกัน

แม้จะมีรายงานว่าหลังการสู้รบไปได้ 6 ชั่วโมง ของการรบวันแรก จะมีสายตรงมาถึง พล.ท.บุญสิน ขอให้ยุติการสู้รบให้หยุดยิงก็ตาม แต่ พล.ท.บุญสินยืนยันว่าจะต้องเดินหน้ารบต่อไปไม่สามารถหยุดได้แล้ว

หรือแม้แต่ช่วงที่เตรียมพร้อมที่จะรบรอบ 2 พล.ท.บุญสินก็เตรียมพร้อมทุกอย่างไว้หมดแล้ว รอแค่ฝ่ายกัมพูชาสร้างเงื่อนไขเท่านั้น แต่ในที่สุดก็ไม่ได้รับไฟเขียวให้ยิงตอบโต้ ในห้วงที่ด่านกัมพูชายั่วยุด้วยการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงทั้งการยิงปืนและปืนคอ และการวางทุ่นระเบิดเพิ่ม

แม้จะไม่มีการเปิดเผยว่าใครเป็นเจ้าของคำสั่ง และการตัดสินใจหยุดรบในครั้งนั้นก็ตามแต่บรรดาทหารแนวหน้าต่างก็รู้กันหมดว่าเป็นใคร

ในห้วงนั้น ได้เห็นบทบาทที่ดุดันของ พล.อ.มนัส พล.ท.บุญสิน และรวมทั้ง พล.ต.วันชนะ สวัสดี ทีมโฆษกกองทัพไทย ยศในขณะนั้น ให้สัมภาษณ์และออกสื่อ ถล่มโจมตีกัมพูชา โดยเฉพาะสมเด็จฮุน เซน และหลายประเด็น ก็ดูจะขัดแย้งกับฝ่ายกระทรวงกลาโหมในขณะนั้น

และต่อมา ก็เป็นช่วงที่มีการเปลี่ยนผู้บัญชาการเหล่าทัพจากการเกษียณราชการพอดี และเป็นช่วงของการเปลี่ยนรัฐบาลมาเป็นรัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล พอดี แถมมีบิ๊กเล็ก พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมช.กลาโหม มาเป็น รมว.กลาโหมเต็มตัว ธงจึงหันมาสู่การเจรจา

ไม่มี พล.อ.ทรงวิทย์ พล.อ.มนัส พล.อ.อ.พันธ์ภักดีแล้ว เสธ.เบิร์ด พล.ท.วันชนะ ก็ปรับเปลี่ยนตำแหน่ง ไปเป็นที่ปรึกษาสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ และก็ดูลดบทบาท และเปลี่ยนท่าทีซอฟต์ลง

ด้วยเพราะมีการปรับเปลี่ยนตำแหน่งเปลี่ยนผู้บัญชาการเหล่าทัพ เปลี่ยนรัฐบาล เปลี่ยน รมว.กลาโหมพอดี กองทัพเข้าสู่ยุคของนายทหารสายบุ๋น โดยมี พล.อ.ณัฐพลเป็นแม่ทัพใหญ่ ในฐานะ “สนามไชย 1”

โดยเป็นที่รู้กันถึงแนวทางการเป็นนายทหารสายบุ๋น และยึดแนวทางการเจรจามาตลอด จนมีกระแสข่าวสะพัดในห้วงนั้นว่า มีแนวทางขัดกับ ผบ.เหล่าทัพในขณะนั้น แต่เนื่องจากเป็นช่วงปลายรัฐบาลพรรคเพื่อไทย และมีนายภูมิธรรม เวชยชัย เป็นรักษาการนายกฯ พล.อ.ณัฐพลจึงไม่ค่อยมีบทบาทมากนักในเวลานั้น

อีกทั้งอำนาจในการตัดสินใจแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาอยู่ในมือกองทัพ โดยมี พล.อ.ทรงวิทย์ ในฐานะผู้บัญชาการทางทหาร (ผบท.) ที่มีอำนาจตามกฎหมาย อีกทั้งสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ได้มอบอำนาจให้ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นผู้นำในการทำการสู้รบ

ก่อนที่ต่อมา พล.อ.ทรงวิทย์จะมอบหมายให้ พล.อ.พนาเป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ ในการสู้รบตามปฏิบัติการยุทธบดินทร์

พล.อ.ณัฐพงษ์ เพราแก้ว

แต่มาในตอนนี้ยุครัฐบาลนายอนุทินซึ่งมี พล.อ.ณัฐพล เป็น รมว.กลาโหม ถือว่ามีอำนาจสูงสุดในฝ่ายความมั่นคง

และมี ผบ.หยอย พล.อ.อุกฤษฏ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ซึ่งเป็นนายทหารสายบุ๋น และสนิทสนมใกล้ชิดกับ พล.อ.ณัฐพลเพราะเติบโตด้วยกันมาในกรมยุทธการทหารบก

และยังมี บิ๊กปูด้วง พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก เพื่อน ตท.26 ของ พล.อ.พนา ที่เติบโตมาในสายบุ๋น และกรมยุทธการทหารบก เช่นเดียวกัน โดยเฉพาะใกล้ชิดสนิทสนมกับ พล.อ.ณัฐพล ซึ่งถือว่ามีบทบาทสำคัญในฐานะเพื่อนคู่คิดของ พล.อ.พนา และมีอิทธิพลต่อความคิดของ พล.อ.พนาไม่น้อย

ในขณะที่กองบัญชาการกองทัพไทย ยังมีรองเสธ.เอี่ยว พล.อ.ณัฐพงษ์ เพราแก้ว รองเสนาธิการทหาร ซึ่งเคยเป็นเจ้ากรมกิจการชายแดนทหาร และเป็นเลขานุการคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา (GBC) ที่ทำงานเรื่องเขตแดนมาก่อน และได้รับมอบหมายจาก ผบ.ทหารสูงสุด ในการรับผิดชอบเรื่องไทยและกัมพูชา และมีบทบาทสำคัญในการร่างข้อตกลงสันติภาพ 4 ข้อ อย่างรอบคอบและระมัดระวัง เพื่อไม่ให้เกิดความเสียเปรียบ

และถือว่าเป็นนายทหารที่น่าจับตามอง อีกทั้งเป็นเพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหาร 26 จึงสามารถพูดคุยกับ พล.อ.พนาได้ตลอดเวลา

แต่อย่างไรก็ตาม ต้องไม่ลืมว่า ก่อนที่ผู้บัญชาการเหล่าทัพชุดก่อนจะเกษียณราชการ พล.อ.ทรงวิทย์ได้เรียกประชุม “คณะผู้บัญชาการทางทหาร” วาระพิเศษโดยมีผู้บัญชาการเหล่าทัพชุดก่อน กับผู้บัญชาการเหล่าทัพชุดใหม่ที่กำลังจะขึ้นมาแทน และมีมติร่วมกัน 3 ข้อ เสนอไปทางรัฐบาลนายอนุทิน คือ ปิดด่าน จนกว่ากัมพูชาจะสิ้นสภาพการเป็นภัยคุกคาม สร้างรั้วชายแดน และการรักษาอธิปไตยไทย บนกรอบกฎหมายไทยและต่างประเทศ ที่มี พล.อ.ทรงวิทย์เป็นผู้แถลงข่าวด้วยตนเอง

ดังนั้น มติร่วมของผู้บัญชาการทางทหาร 2 ชุดก่อนหน้านี้จะยังคงอยู่ จนกว่า พล.อ.อุกฤษฏ์ ในฐานะผู้บัญชาการทางทหาร จะมีมติออกมาเป็นอย่างอื่น

แต่ในเวลานี้ รัฐบาลได้นำกองทัพเข้าสู่โหมดสันติภาพ หลังจากที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ลงนามร่วมกับ พล.อ.ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา โดยมีประธานาธิบดีสหรัฐและนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เป็นสักขีพยาน

ซึ่งเป็นยุคที่ผู้นำกองทัพก็เป็นสายพิราบสายบุ๋น ที่พร้อมจะเข้าสู่โหมดสันติภาพ

แม้แต่แม่ทัพเติ่ง พล.ท.วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาค 2 คนปัจจุบัน ที่ถึงจะเป็นนักรบอีสานใต้ เติบโตมาในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาตลอด แต่ภาพพจน์ที่ปรากฏ การเป็นทหารที่ไม่ค่อยพูด จึงถูกมองว่าเป็นสายพิราบ

อีกทั้งนายอนุทินก็ประกาศชัดเจนว่า ที่ไปลงนามสันติภาพก็เพื่อหยุดสงคราม ไม่ให้สงครามเกิดขึ้น และเดินหน้าให้เป็นไปตามข้อตกลง โดยได้แต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิบัติตามเอกสารถ้อยแถลง ผลการพบปะหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรไทย และนายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรกัมพูชา ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568 หรือ คปถ.

โดยมีคณะกรรมการรวม 24 คน มีผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นประธาน โดยส่วนใหญ่เป็นทหาร เช่น เสนาธิการทหาร เป็นรองประธาน มีเจ้ากรมกิจการชายแดนทหาร เป็นกรรมการและเลขานุการ ร่วมด้วยเสนาธิการเหล่าทัพ ผช.ผบ.ตร. ผู้บัญชาการศูนย์รักษาความปลอดภัย ผู้บัญชาการหน่วยข่าวกรองทางทหาร และเจ้ากรมแผนที่ทหาร เป็นกรรมการ พร้อมด้วยปลัดกระทรวง และอธิบดีต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง

ทำหน้าที่ขับเคลื่อน อำนวยการ ติดตาม และประเมินผลการปฏิบัติตามเอกสารถ้อยแถลงฯ ให้เป็นรูปธรรมและบรรลุวัตถุประสงค์ และอำนวยการคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (ASEAN Observer Team : AOT) ให้ดำเนินการเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของเอกสารถ้อยแถลง และประสานความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานภาคเอกชน หน่วยงานภาควิชาการ และองค์กรภาคประชาชน เพื่อสนับสนุน

การปฏิบัติงาน

พร้อมกำหนดประเด็นการสื่อสารทางยุทธศาสตร์ เพื่อสนับสนุนการดำเนินการตามถ้อยแถลงฯ และแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ คณะทำงาน หรือคณะที่ปรึกษา เพื่อช่วยเหลือการปฏิบัติงานได้ตามความจำเป็นและเหมาะสม และรายงานผลการปฏิบัติงานหรือสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ให้กระทรวงกลาโหม นายกรัฐมนตรี หรือคณะรัฐมนตรีทราบ

โดยมี พล.อ.อุกฤษฏ์ ปธ.คปถ. เป็นผู้มีบทบาทสำคัญ และกลายเป็นผู้นำกองทัพที่นายอนุทินสายตรง พูดคุยปรึกษาหารือบ่อยมากที่สุด

ดังนั้น กองทัพจึงต้องเข้าสู่โหมดของการหยุดยิง เพื่อนำไปสู่สันติภาพตามแนวทางของรัฐบาล แม้ว่าจะมีทหารจำนวนไม่น้อยที่ยังต้องการรบให้จบปัญหา ยึดคืนแผ่นดินไทย กลับคืนมาให้ได้ แต่ก็ต้องทำตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา

โดยมีระเบิดเวลารออยู่เบื้องหน้า หากฝ่ายกัมพูชาไม่ปฏิบัติตาม 4 ข้อตกลง อย่างเห็นผลเป็นรูปธรรม และยังคงยั่วยุ ไม่เกรงกลัว ศักดิ์ศรีทหารไทย และล้ำแดนประเทศไทย

โดยเฉพาะการที่ไทยและกัมพูชาตกลงที่จะใช้เทคโนโลยี LiDAR (Light Detection And Ranging System) ผลการประชุม JBC (Joint Boundary Commission) ตั้งแต่ 6 มิถุนายน 2568 และจนมาถึงการประชุม 21-22 ตุลาคม ที่ผ่านมา ในการสำรวจแนวเขตแดน และจัดทำหลักเขตแดนไทย-กัมพูชา ตลอด 798 ก.ม. โดยใช้ระบบตรวจจับแสงและวัดระยะ ด้วยการยิงแสงเลเซอร์ไปยังวัตถุ เมื่อแสงกระทบวัตถุและสะท้อนกลับมาที่เซ็นเซอร์ ก่อนมาทำแผนที่ 1 : 25,000

คาดว่าในที่สุด จะมีบางพื้นที่ที่ฝ่ายไทยจะได้เพิ่ม และในบางพื้นที่ที่ไทยจะต้องถอนกำลังกลับออกมา และบางพื้นที่ที่จะต้องอยู่ร่วมกับฝ่ายกัมพูชาคนละครึ่ง

เมื่อถึงเวลานั้น คนไทยอาจต้องทำใจว่า ทหารไทยต้องถอยออกจากบางพื้นที่ แต่ก็จะได้บางพื้นที่เพิ่ม และหากยอมรับกันได้ ปัญหาเขตแดนที่มีมาเป็นร้อยปีก็จะจบลง ไม่ต้องสู้รบกันไปอีกยันรุ่นลูกหลาน

แต่เมื่อเวลานั้นมาถึงคนไทย และทหารไทย จะยอมหรือไม่ รวมถึงกลุ่มพลังมวลชนต่างๆ ซึ่งทำให้ขั้นตอนเหล่านี้อาจจะไม่ราบรื่น

ดังนั้น เวลานี้ บทบาทของกองทัพ อยู่ภายใต้เตรียมทหารสายบุ๋น ที่นำโดย พล.อ.ณัฐพล และ ผบ.เหล่าทัพชุดใหม่ และเป็นจังหวะที่ไทยถูกกดดันให้ต้องเข้าสู่กระบวนการสันติภาพพอดี

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เข้าโหมดสันติภาพ? ยุค ‘ทีมสายบุ๋น’ ทีม ‘บิ๊กเล็ก-คปถ.’ บทบาท ‘เสธ.เอี่ยว’ ทำศึกเขตแดนเขมร

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...