โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

หมอเตือน ให้เปลี่ยนพฤติกรรมการนอน หากไม่อยากเป็นโรคหัวใจ-สโตรก

News In Thailand

เผยแพร่ 08 พ.ย. 2568 เวลา 07.31 น. • ทีมข่าวสยามนิวส์
หมอเตือน ให้เปลี่ยนพฤติกรรมการนอน หากไม่อยากเป็นโรคหัวใจ-สโตรก

จากเว็บต่างประเทศ ได้รายงานว่า ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยฟลินเดอร์ส ออสเตรเลีย เปิดเผยว่า ผู้ที่นอนหลับในสภาวะที่มีแสงสว่างจ้าที่สุด ซึ่งเทียบเท่ากับการเปิดไฟเพดานทิ้งไว้ทั้งคืน มีความเสี่ยงภาวะหัวใจล้มเหลวสูงขึ้น 56%, โรคหลอดเลือดหัวใจสูงขึ้น 32% และโรคหลอดเลือดสมองสูงขึ้น 28% เมื่อเทียบกับผู้ที่นอนในความมืด

ในการศึกษานี้ ผู้เข้าร่วมเกือบ 89,000 คน ได้สวมอุปกรณ์ติดตามความเข้มของแสงตั้งแต่เวลา 00:30 น. ถึง 06:00 น. เป็นเวลาหลายปี ข้อมูลนี้ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์สามารถประเมินความเชื่อมโยงระยะยาวระหว่างการสัมผัสแสงขณะนอนหลับและความเสี่ยงโรคหัวใจ ผลการวิจัยชี้ว่าแสงสว่างยามค่ำคืนสามารถ "รบกวน" นาฬิกาชีวภาพของร่างกายได้

แสงสว่างเป็นปัจจัยสำคัญที่ควบคุมจังหวะชีวิต (Circadian rhythm) ซึ่งช่วยให้ร่างกายแยกแยะกลางวันและกลางคืนได้ เมื่อเราสัมผัสแสงสว่างในตอนกลางคืน สมองจะถูกยับยั้งการผลิตเมลาโทนิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ช่วยในการนอนหลับและควบคุมการทำงานหลายอย่างของระบบหัวใจและหลอดเลือด

ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า การหยุดชะงักนี้อาจทำให้ความดันโลหิตผิดปกติ ก่อให้เกิดความเสียหายต่อเซลล์เยื่อบุผนังหลอดเลือด เพิ่มการอักเสบ และเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดลิ่มเลือด ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่นำไปสู่โรคหลอดเลือดสมองและโรคหัวใจ

ดร.ฮูลิโอ เฟอร์นันเดซ-เมนโดซา ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและรักษาการนอนหลับ จาก Penn State Health สหรัฐอเมริกา กล่าวว่า "ร่างกายอาจตอบสนองต่อแสงสว่างยามค่ำคืนในฐานะปัจจัยกระตุ้นความเครียด ทำให้อัตราการเต้นของหัวใจ ฮอร์โมนความเครียด ระดับน้ำตาลในเลือด และอินซูลินอาจเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้หัวใจต้องทำงานหนักขึ้น"

ผลการศึกษานี้ยังชี้ว่า ผู้หญิงมีความเสี่ยงสูงต่อภาวะหัวใจล้มเหลวและโรคหลอดเลือดหัวใจมากกว่า ในขณะที่คนอายุน้อยกลับเสี่ยงต่อภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ เช่น ภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว (Atrial fibrillation) ผู้ที่นอนในที่สว่างจ้ายังมีโอกาสเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันสูงขึ้น 47% โดยความเชื่อมโยงเหล่านี้ยังคงอยู่ แม้จะคำนึงถึงปัจจัยอื่นๆ เช่น การสูบบุหรี่ การรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย หรือการทำงานกะดึกแล้วก็ตาม

ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า การลดการสัมผัสแสงสว่างยามค่ำคืนควรเริ่มต้นจากพฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ ดังนี้:

-หรี่ไฟหรือปิดไฟบางดวงในบ้านล่วงหน้า 3-4 ชั่วโมงก่อนนอน

-จำกัดการใช้โทรศัพท์ โทรทัศน์ หรือคอมพิวเตอร์ก่อนเข้านอน

-ใช้โคมไฟแสงสีส้ม (Warm light) หรือไฟสลัว แทนไฟเพดานที่สว่างจ้า

-หลีกเลี่ยงนาฬิกาปลุกที่มีแสงสว่างจ้า หรือการตั้งเตียงนอนใกล้หน้าต่าง

-อาจใช้ผ้าม่านทึบแสง หรือผ้าปิดตาสำหรับนอน เพื่อให้ห้องมืดสนิท

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...