“ทรัมป์” ขู่หนุนโจมตี “อิหร่าน” ซ้ำ หากฟื้นโครงการขีปนาวุธ-นิวเคลียร์ เตือนฮามาสต้องปลดอาวุธ
"ทรัมป์" ขู่หนุนโจมตี "อิหร่าน" ซ้ำ หากฟื้นโครงการขีปนาวุธ-นิวเคลียร์ พร้อมส่งสัญญาณแข็งกร้าวถึงฮามาสว่า หากไม่ยอมวางอาวุธจะต้องเผชิญผลลัพธ์ร้ายแรง
วันที่ 30 ธันวาคม 2568 เวลา 08.15 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ กล่าวว่า สหรัฐอเมริกาอาจสนับสนุนการโจมตีครั้งใหญ่อีกระลอกต่ออิหร่าน หากอิหร่านกลับไปฟื้นฟูโครงการขีปนาวุธหรืออาวุธนิวเคลียร์ พร้อมทั้งออกคำเตือนรุนแรงต่อกลุ่ม Hamas ว่าจะเผชิญผลลัพธ์ร้ายแรง หากไม่ยอมปลดอาวุธ
ทรัมป์ให้สัมภาษณ์ขณะยืนเคียงข้างนายกรัฐมนตรีอิสราเอล Benjamin Netanyahu หลังการหารือที่รีสอร์ตมาร์อา-ลาโก ในรัฐฟลอริดา โดยระบุว่ามีรายงานว่าอิหร่านอาจกำลังพยายามฟื้นโครงการอาวุธ หลังสหรัฐเปิดฉากโจมตีครั้งใหญ่เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา
ทรัมป์กล่าวว่า“ผมได้อ่านมาว่าพวกเขากำลังสร้างอาวุธและสิ่งอื่น ๆ ขึ้นมาใหม่ หากเป็นจริง พวกเขาคงไม่ได้ใช้ฐานที่เราถล่มจนราบ แต่เป็นสถานที่อื่น” พร้อมอ้างว่าสหรัฐรู้ดีว่าพวกเขาไปที่ไหนและกำลังทำอะไรอยู่
ทรัมป์ยังกล่าวเชิงประชดว่า เขาไม่อยากสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงกับการใช้เครื่องบินทิ้งระเบิด B-2 อีกครั้ง โดยชี้ว่าภารกิจดังกล่าวใช้เวลาบินไป-กลับถึง 37 ชั่วโมง สะท้อนการส่งสัญญาณว่าการโจมตีซ้ำยังคงเป็นทางเลือกบนโต๊ะ หากอิหร่านเดินหน้าฟื้นโครงการอาวุธ
แม้ทรัมป์จะเปิดช่องการเจรจาข้อตกลงนิวเคลียร์กับเตหะรานในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา แต่การหารือกับเนทันยาฮูครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่การผลักดันข้อตกลงหยุดยิงใน ฉนวนกาซา ซึ่งยังเปราะบาง รวมถึงความกังวลของอิสราเอลต่ออิหร่านและกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน ทั้งนี้อิหร่าน ซึ่งทำสงครามกับอิสราเอลเป็นเวลา 12 วันในเดือนมิถุนายน ระบุเมื่อสัปดาห์ก่อนว่าได้ซ้อมยิงขีปนาวุธเป็นครั้งที่สองในเดือนเดียว
ทรัมป์กล่าวว่าต้องการเดินหน้าสู่ระยะที่สองของข้อตกลงหยุดยิงระหว่างอิสราเอลกับฮามาสที่บรรลุเมื่อเดือนตุลาคม หลังการสู้รบยืดเยื้อกว่า 2 ปี ซึ่งเฟสดังกล่าวรวมถึงการส่งกำลังรักษาสันติภาพนานาชาติเข้าไปในกาซา อย่างไรก็ตามทั้งอิสราเอลและฮามาสต่างกล่าวหากันว่าละเมิดข้อตกลง และยังไม่ใกล้บรรลุขั้นตอนที่ยากขึ้น โดยเฉพาะประเด็นการปลดอาวุธของฮามาส
อิสราเอลส่งสัญญาณชัดว่า หากไม่สามารถปลดอาวุธฮามาสด้วยสันติวิธี ก็อาจกลับมาใช้ปฏิบัติการทางทหารอีกครั้ง ทรัมป์เองก็โยนความผิดไปที่ฮามาส โดยระบุว่าอิสราเอลปฏิบัติตามข้อตกลงแล้ว และเตือนว่าจะมีนรกให้ชดใช้ หากฮามาสไม่ยอมวางอาวุธ ซึ่งเป็นถ้อยคำที่เขาเคยใช้มาแล้วหลายครั้งตลอดความขัดแย้ง
ทรัมป์เผยว่าสหรัฐได้ทำหน้าที่เป็นคนกลางในการหยุดยิงถึงสามกรณี ได้แก่ ระหว่างอิสราเอล–ฮามาส อิสราเอล–อิหร่าน และอิสราเอล–เลบานอน แต่อิสราเอลยังคงกังวลว่าศัตรูของอิสราเอลจะฟื้นกำลังหลังถูกทำให้อ่อนแรงจากหลายสงคราม ความเห็นของทรัมป์สะท้อนว่าเขายังยืนอยู่ข้างอิสราเอลอย่างชัดเจน แม้มีเสียงในทีมงานบางส่วนตั้งคำถามถึงความมุ่งมั่นของอิสราเอลต่อการหยุดยิงกาซา
ผู้นำสหรัฐยังกล่าวถึงประเด็นอื่น ๆ ในภูมิภาค รวมถึงความเป็นไปได้ในการส่งกองกำลังรักษาสันติภาพของตุรกีเข้ากาซา ซึ่งเป็นประเด็นอ่อนไหวจากความสัมพันธ์ที่ระมัดระวังระหว่างอิสราเอลกับตุรกี และย้ำว่าแม้การสู้รบในกาซาจะลดระดับลง แต่ยังไม่ยุติลงโดยสิ้นเชิง นับตั้งแต่เริ่มหยุดยิง มีรายงานว่าการโจมตีของอิสราเอลทำให้ชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตกว่า 400 คน ขณะที่ฝ่ายติดอาวุธปาเลสไตน์สังหารทหารอิสราเอลไป 3 นาย
อ้างอิง : bloomberg.com