BMW เดินเกมยาวการศึกษา เชื่อมตลาดแรงงาน-ยานยนต์
ในช่วงเวลาที่อุตสาหกรรมยานยนต์โลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่จากเครื่องยนต์สันดาปภายในสู่ยานยนต์ไฟฟ้า
“ประชาชาติธุรกิจ” ได้มีโอกาสพูดคุยกับ “เรเน่ แกร์ฮาร์ด” ประธานและซีอีโอ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ที่ได้เปิดเผยแนวคิดว่า “ความยั่งยืน” ของธุรกิจไม่อาจแยกขาดจากคุณภาพของทรัพยากรมนุษย์ โดยเฉพาะแรงงานสายเทคนิคและวิชาชีพที่เป็นกลไกหลักของอุตสาหกรรม
เรเน่ แกร์ฮาร์ด ระบุว่า การลงทุนด้านการศึกษาไม่ใช่กิจกรรมเพื่อสังคมที่ทำเพื่อภาพลักษณ์ แต่เป็นการลงทุนเชิงโครงสร้างที่ส่งผลโดยตรงต่อความสามารถในการแข่งขันขององค์กรในระยะยาว
แนวคิดดังกล่าวเผยแพร่ผ่านการดำเนินโครงการพัฒนาทักษะเยาวชนอย่างต่อเนื่องมากว่าทศวรรษ และการขยายความร่วมมือใหม่ในปี 2567 กับองค์การยูนิเซฟ เพื่อเข้าถึงกลุ่มเยาวชนที่หลุดออกจากระบบการศึกษา
หนึ่งในโครงการหลักที่บีเอ็มดับเบิลยูใช้เป็นฐานด้านการพัฒนาคน คือ “BMW Service Apprentice” ซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่ปี 2555 ในรูปแบบการฝึกอาชีพระบบทวิภาคี ผสานการเรียนภาคทฤษฎีและการฝึกปฏิบัติจริงในสถานประกอบการ ผ่านเครือข่ายผู้จำหน่ายของบีเอ็มดับเบิลยูทั่วประเทศ โครงการได้รับการพัฒนาร่วมกับหอการค้าเยอรมัน-ไทย พร้อมมอบทุนการศึกษาเต็มจำนวนและการฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกอบรม
แกร์ฮาร์ดอธิบายว่า หลักคิดตั้งต้นของโครงการคือการเตรียมแรงงานตั้งแต่ยังอยู่ในระบบการศึกษา ไม่ใช่รอให้จบแล้วจึงฝึกใหม่ เพื่อให้เยาวชนมีพื้นฐานพร้อมใช้งานตั้งแต่ก้าวแรกของการทำงานจริง
ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปี มีนักศึกษาเข้าร่วมโครงการมากกว่า 280 คน โดยกว่า 75% สามารถเข้าสู่การทำงานกับบีเอ็มดับเบิลยูและเครือข่ายได้จริง ตัวเลขดังกล่าวเป็นสิ่งที่ผู้บริหารใช้เป็นตัวชี้วัดหลัก มากกว่าการนับจำนวนผู้เข้าร่วมกิจกรรมหรือชั่วโมงการอบรม
ผู้เข้าร่วมโครงการจะใช้ระยะเวลาการฝึกอบรมสองปี และเมื่อสำเร็จการศึกษา จะได้รับประกาศนียบัตรที่สอดคล้องกับมาตรฐานการศึกษาระบบทวิภาคีของเยอรมนี ซึ่งได้รับการยอมรับจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมยานยนต์ พร้อมโอกาสในการเข้าสู่เส้นทางการจ้างงานโดยตรง
“ความสำเร็จของโครงการไม่ได้อยู่ที่จำนวนคนที่เข้ามาเรียน แต่อยู่ที่จำนวนคนที่สามารถทำงานได้จริง และอยู่ในอุตสาหกรรมได้”
แกร์ฮาร์ดยอมรับว่า หลักสูตรฝึกอาชีพในวันนี้ไม่เหมือนกับเมื่อเริ่มต้นในปี 2555 เนื่องจากอุตสาหกรรมยานยนต์กำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้าอย่างชัดเจน ทำให้ชุดทักษะที่ต้องการเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
จากเดิมที่เน้นกลไกเครื่องยนต์ หลักสูตรในปัจจุบันต้องครอบคลุมไฟฟ้าแรงดันสูง ระบบอิเล็กทรอนิกส์ และเทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งเป็นศาสตร์สหวิชาที่ผสานความรู้ด้านเครื่องกลและไฟฟ้าเข้าด้วยกัน
ซึ่งไม่ใช่เพียงการเพิ่มเนื้อหาใหม่ แต่เป็นการเปลี่ยนวิธีคิดของการฝึกอาชีพทั้งหมด ช่างเทคนิคยุคใหม่ต้องเข้าใจทั้งสองระบบ และสามารถทำงานกับเทคโนโลยีที่ยังพัฒนาอย่างต่อเนื่องได้
ด้วยเหตุนี้ หลักสูตรจึงถูกปรับปรุงอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานของบีเอ็มดับเบิลยูในระดับโลก และตอบโจทย์ตลาดแรงงานที่กำลังเปลี่ยนไป
ผนึกยูนิเซฟขยายบทบาทการศึกษา
ในปี 2567 บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ขยายมิติของการทำงานด้านการศึกษา ผ่านความร่วมมือกับองค์การยูนิเซฟ ภายใต้กรอบโครงการ “BRIDGE-Educating Young People for Tomorrow, Today” ซึ่งเป็นความร่วมมือในระดับโลกของบีเอ็มดับเบิลยู เพื่อสนับสนุนการศึกษาเยาวชนในประเทศต่าง ๆ ตามบริบทของแต่ละพื้นที่
แกร์ฮาร์ดชี้ว่า เหตุผลสำคัญที่เลือกทำงานร่วมกับยูนิเซฟ เนื่องจากองค์กรมีความเชี่ยวชาญในการเข้าถึงเด็กและเยาวชนที่ไม่ได้รับโอกาสทางการศึกษา หรือหลุดออกจากระบบไปแล้ว ซึ่งเป็นกลุ่มที่ภาคเอกชนไม่สามารถเข้าถึงได้โดยลำพัง
“ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เด็กไม่อยากเรียน แต่คือพวกเขาไม่ได้รับโอกาสให้เรียน”
สำหรับโครงการนี้ การวัดผลในระยะเริ่มต้นไม่ได้มุ่งไปที่อัตราความสำเร็จหรือการมีงานทำ แต่เน้นการเปิดโอกาสให้เด็กเหล่านี้ได้กลับเข้าสู่ระบบการเรียนรู้อีกครั้ง
โฟกัส STEM ยกระดับฐานความรู้
ภายใต้ความร่วมมือกับยูนิเซฟ บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย ทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยบูรพา เพื่อพัฒนาหลักสูตรด้าน STEM โดยมีเป้าหมายในการยกระดับความรู้พื้นฐานที่ยังเป็นจุดอ่อนของระบบการศึกษาไทย โดยใช้ข้อมูลการวิเคราะห์ของยูนิเซฟ จากผลการประเมิน PISA ชี้ให้เห็นว่า นักเรียนไทยในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยนานาชาติในทุกด้าน ทั้งคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และการอ่าน ขณะเดียวกันแม้ผลคะแนนเฉลี่ยของประเทศในกลุ่ม OECD จะลดลงเช่นกัน แต่ประเทศไทยมีอัตราการลดลงที่รุนแรงกว่า สะท้อนถึงความท้าทายเชิงโครงสร้างในระบบการศึกษา
แกร์ฮาร์ดมองว่า การยกระดับ STEM ไม่ใช่เรื่องของการเพิ่มบทเรียน แต่เป็นการสร้างความเข้าใจเชิงระบบ และกระตุ้นความสนใจในการเรียนรู้ ผ่านกิจกรรมที่เชื่อมโยงกับโลกจริง ไม่ใช่การท่องจำตามตำรา
การทำงานในลักษณะนี้ช่วยให้เยาวชนเห็นความเชื่อมโยงระหว่างการเรียนรู้กับการทำงานในอนาคต และเปิดมุมมองใหม่ ๆ ที่อาจไม่เคยเห็นมาก่อน โดยเฉพาะในพื้นที่นอกเมืองใหญ่
โครงการภายใต้กรอบ BRIDGE เริ่มดำเนินการในจังหวัดชลบุรี ในปี 2567 และได้ไปยังจังหวัดอุดรธานี ในปี 2568 ซึ่งผู้บริหารระบุว่าเป็นพื้นที่ที่ยังขาดทรัพยากรด้านการศึกษาและโอกาสทางการเรียนรู้
การเลือกพื้นที่ไม่ได้พิจารณาจากความสะดวกขององค์กร แต่ดูจากความจำเป็นและช่องว่างที่มีอยู่จริงในสังคม โดยเชื่อว่าการขยายโอกาสทางการศึกษาไปยังภูมิภาคจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำในระยะยาว
การศึกษาคือการลงทุนระยะยาว
แกร์ฮาร์ดสรุปว่า การสนับสนุนด้านการศึกษาให้ผลลัพธ์ในระยะกลางถึงยาว แตกต่างจากการช่วยเหลือในสถานการณ์ฉุกเฉินที่เห็นผลทันที แต่เป็นการสร้างรากฐานให้กับทั้งตัวบุคคลและสังคม
“สิ่งสำคัญคือโครงการต้องตอบโจทย์ความต้องการที่แท้จริงของประเทศ เราต้องใส่ทรัพยากรไปที่ถูกที่ ไม่ใช่ทำแค่เพราะว่าต้องทำ”
ในมุมมองขององค์กร การพัฒนาทักษะที่ไม่มีความต้องการในตลาดแรงงานย่อมไม่ยั่งยืน การศึกษาจึงต้องเชื่อมโยงกับความต้องการจริงของอุตสาหกรรม และเปิดโอกาสให้เยาวชนสามารถนำทักษะเหล่านั้นไปประกอบอาชีพได้
“เราไม่สามารถบอกได้ว่าเด็กทุกคนต้องเป็นอะไร แต่เราสามารถเปิดโอกาสให้พวกเขาเห็นเส้นทาง และมีเครื่องมือที่จะเลือกอนาคตของตัวเอง”
เขายืนยันว่าการศึกษาเป็นหนึ่งในเสาหลักสำคัญของความยั่งยืนสำหรับบีเอ็มดับเบิลยู โดยที่ไม่จำเป็นต้องเป็นเม็ดเงิน ทุกคนสามารถเริ่มจากเรื่องเล็ก ๆ ก็ได้ เช่น ไม่ทิ้งขยะออกจากหน้าต่างรถก็เป็นสิ่งที่ช่วยสังคมแล้ว
ทุกคนสามารถทำอะไรสักอย่างเพื่อให้สังคมดีขึ้นได้ทุกวัน นั่นคือสิ่งที่เรียกว่าความยั่งยืน
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : BMW เดินเกมยาวการศึกษา เชื่อมตลาดแรงงาน-ยานยนต์
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net