โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เมื่อน้ำมันแพง ทุกอย่างแพงตาม: Stagflation คืออะไร นานแค่ไหน คนเงินเดือนคงที่จะอยู่รอดอย่างไร ?

Thairath Money

อัพเดต 07 เม.ย. เวลา 11.32 น. • เผยแพร่ 07 เม.ย. เวลา 11.30 น.
ภาพไฮไลต์

ปั๊มน้ำมัน ซูเปอร์มาร์เก็ต ค่าไฟ ค่าแท็กซี่ หรือแม้แต่ราคาข้าวกล่องหน้าออฟฟิศ สิ่งเหล่านี้ดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องกันในชีวิตประจำวัน แต่ในความเป็นจริงกลับถูกเชื่อมโยงด้วย “ตัวแปรเดียวกัน” นั่นคือ ราคาน้ำมัน เมื่อเกิดความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะสถานการณ์ความขัดแย้งในอิหร่านที่ปะทุขึ้นในปีนี้ ตัวแปรดังกล่าวจึงถูกผลักให้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และส่งแรงกระเพื่อมไปทั่วทั้งระบบเศรษฐกิจ ในระยะสั้น ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นจะดันต้นทุนการผลิตให้สูงขึ้นตาม ทำให้ราคาสินค้าและบริการปรับตัวขึ้น เกิดแรงกดดันเงินเฟ้อ ขณะที่การเติบโตทางเศรษฐกิจกลับมีแนวโน้มชะลอตัวลง ส่งผลโดยตรงต่อกำลังซื้อและมาตรฐานการครองชีพของผู้บริโภค อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่น่ากังวลยิ่งกว่านั้นคือ ความเสี่ยงของภาวะที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า “Stagflation” หรือภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัวไปพร้อมกับเงินเฟ้อที่พุ่งสูง ซึ่งถือเป็นหนึ่งในสถานการณ์ที่ยากต่อการบริหารจัดการมากที่สุดในเชิงนโยบายเศรษฐกิจ

การปรับขึ้นของราคาน้ำมันเพียงเล็กน้อย สามารถสร้างแรงกระเพื่อมไปทั้งระบบเศรษฐกิจโลก

คนส่วนใหญ่คิดว่าน้ำมันแพงกระทบแค่ตอนเติมน้ำมันรถ แต่ความจริงคือน้ำมันแทรกซึมอยู่ในทุกขั้นตอนของการผลิตและการขนส่งสินค้า ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจะทำให้ต้นทุนการขนส่งเพิ่มขึ้น ซึ่งหมายความว่าสินค้าแทบทุกชนิดจะมีราคาสูงขึ้นตาม ทั้งค่าขนส่ง ราคาก๊าซ ค่าไฟฟ้า และราคาสินค้าเกษตร ลองนึกภาพห่วงโซ่ที่เกิดขึ้น เกษตรกรใช้ดีเซลเพื่อเดินเครื่องสูบน้ำและขับรถไถ ปุ๋ยที่ใช้ผลิตจากก๊าซธรรมชาติซึ่งราคาก็พุ่งตาม โรงงานแปรรูปอาหารใช้ไฟฟ้าที่แพงขึ้น รถบรรทุกขนส่งสินค้าใช้น้ำมันดีเซล และสุดท้ายผู้บริโภคอย่างเราคือคนที่จ่ายทุกต้นทุนที่สะสมมาตลอดทางนั้น

นักเศรษฐศาสตร์ระบุว่าสำหรับทุก 10 ดอลลาร์ที่ราคาน้ำมันดิบเพิ่มขึ้น ราคาน้ำมันหน้าปั๊มจะแพงขึ้นราว 30 เซนต์ต่อแกลลอน และกลุ่มคนรายได้น้อยถึงปานกลางซึ่งคิดเป็น 60% ล่างของประชากร ใช้รายได้หลังหักภาษีถึงเกือบ 4% ไปกับน้ำมัน ในขณะที่คนรวย 10% บนใช้เพียง 2% เท่านั้น นั่นหมายความว่าน้ำมันแพงกระทบคนจนและคนชั้นกลางหนักกว่าคนรวยเกือบเท่าตัว และเมื่อราคาของชำ ค่าเดินทาง และค่าไฟขึ้นพร้อมกัน แต่เงินเดือนยังคงอยู่ที่เดิม อำนาจซื้อที่แท้จริงของคนทำงานก็หดตัวลงทุกวัน

Stagflation จะอยู่กับเรานานแค่ไหน

Stagflation คือฝันร้ายของนักเศรษฐศาสตร์ เพราะการผสมกันของเงินเฟ้อสูง การว่างงานเพิ่ม และเศรษฐกิจชะลอตัว ทำให้ไม่มีนโยบายใดที่แก้ปัญหาทั้งหมดได้พร้อมกัน เพราะทางออกของปัญหาหนึ่งมักเป็นสาเหตุของปัญหาอีกอย่าง และอาจใช้เวลาหลายปีกว่าจะสิ้นสุด บทเรียนจากประวัติศาสตร์บอกชัดเจน ในยุค Stagflation ทศวรรษ 1970 เงินเฟ้อที่เริ่มต้นที่ 1% ในปี 1964 พุ่งไปถึงกว่า 12% ภายในสิบปี และในฤดูร้อนปี 1980 เงินเฟ้อแตะ 14.5% ขณะที่การว่างงานสูงกว่า 7.5% ซึ่งกินเวลากว่าทศวรรษ แต่สำหรับวิกฤตปัจจุบัน คำถามสำคัญไม่ใช่ "จะเกิดไหม" แต่คือ "จะยาวนานแค่ไหน" นักเศรษฐศาสตร์และนักวิเคราะห์จาก Wall Street มองตรงกันว่า ปัจจัยหลักคือ "ระยะเวลา" หากสถานการณ์อิหร่านคลี่คลายได้ในไม่กี่สัปดาห์ แรงกระแทก Stagflation จะยังถูกจำกัดได้ การวิเคราะห์จาก Vanguard ระบุว่า หากความขัดแย้งคลี่คลายและราคาน้ำมันลดลง เศรษฐกิจมีโอกาสฟื้นตัวได้ค่อนข้างเร็ว แต่หากความขัดแย้งยืดเยื้อ ผลกระทบจะขยายและทดสอบความอดทนของนักลงทุนและผู้บริโภคอย่างจริงจัง ตัวเลขที่นักวิเคราะห์จับตามองขณะนี้ คือ GDP ไตรมาสแรกของปีนี้ที่จะประกาศปลายเมษายน หากตัวเลขยังต่ำ บทสนทนาเรื่อง Stagflation จะยิ่งดังขึ้น

CEO ของ deVere Group เตือนชัดว่า "ความประมาทคือความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุด Stagflation ไม่ใช่สถานการณ์สมมติ สัญญาณเตือนเริ่มปรากฏในข้อมูลจริงแล้ว" และ Fed ยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 3.50–3.75% ในการประชุมเดือนมีนาคม เพราะไม่มีทางออกที่สะอาด การลดดอกเบี้ยเสี่ยงทำให้เงินเฟ้อแย่ลง การขึ้นดอกเบี้ยเสี่ยงทำให้เศรษฐกิจที่กำลังชะลออยู่ดิ่งลงสู่ภาวะถดถอย

ในวันที่เงินเดือนเท่าเดิม แต่ทุกอย่างแพงขึ้น คนทำงานควรรับมืออย่างไร

นี่คือหัวใจสำคัญของใช้ชีวิตของเราในชางนี้ เพราะในขณะที่นักลงทุนสถาบันยังพอมีเครื่องมือป้องกันความเสี่ยง คนทำงานทั่วไปที่รายได้ไม่ขยับแต่รายจ่ายพุ่งขึ้นทุกวันคือกลุ่มที่เปราะบางที่สุด

หนึ่ง: สร้างกันชนสภาพคล่องก่อนทุกอย่าง นักวิเคราะห์จาก Bankrate แนะนำว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดในสภาวะเช่นนี้คือการมีสภาพคล่องเพียงพอ เพราะความไม่แน่นอนคือสิ่งที่แน่นอนที่สุดในตอนนี้ ในทางปฏิบัติ นั่นหมายถึงการมีเงินสำรองฉุกเฉิน 3–6 เดือนของรายจ่าย ในบัญชีที่ถอนได้ทันทีและให้ดอกเบี้ยที่ดีพอสมควร

สอง: ตัดรายจ่ายที่ยืดหยุ่นได้ออกก่อน ไม่ใช่ตัดอาหาร เวลาเงินตึง คนมักตัดรายจ่ายผิดลำดับ ลดมื้ออาหารแต่ยังคงสมัครสมาชิกบริการที่ไม่ได้ใช้ สิ่งที่ควรทำคือทบทวน subscription ทั้งหมด ลดการใช้พลังงานในบ้าน และเปลี่ยนพฤติกรรมการเดินทาง เพราะในยุค Stagflation ทุกบาทที่ประหยัดได้มีค่าจริงๆ

สาม: กระจายความเสี่ยงของรายได้และสินทรัพย์ ในช่วง Stagflation ทศวรรษ 1970 ดัชนี S&P 500 ร่วงลงกว่า 40% ในขณะที่วิกฤตน้ำมันและภาวะถดถอยเกิดขึ้นพร้อมกัน ในสภาวะเช่นนี้ สินทรัพย์ที่มักรักษามูลค่าได้ดีคือสินทรัพย์ที่มีมูลค่าในตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นทองคำ สินค้าโภคภัณฑ์ หรือสินทรัพย์ที่ไม่ขึ้นกับนโยบายของรัฐใดรัฐหนึ่ง นักวิเคราะห์แนะนำให้เพิ่มน้ำหนักในสินทรัพย์ที่มีผลตอบแทนจริงในยุคเงินเฟ้อ และในตลาดหุ้น ให้โฟกัสที่บริษัทที่มีอำนาจตั้งราคา สามารถผลักดันต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไปยังลูกค้าได้โดยไม่สูญเสียความต้องการ

สี่: ลงทุนในทักษะของตัวเองคือผลตอบแทนที่สูงที่สุด ในยุคที่เงินเดือนคงที่แต่ค่าครองชีพขึ้น วิธีเดียวที่จะขยับรายได้ได้คือการทำให้ตัวเองมีคุณค่ามากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น AI, ทักษะด้านการเงินดิจิทัล หรือภาษาต่างประเทศ การลงทุนในตัวเองให้ผลตอบแทนที่เงินเฟ้อแตะต้องไม่ได้

Stagflation ไม่ใช่ภัยพิบัติที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เสมอไป แต่มันคือการทดสอบว่าใครเตรียมตัวดีกว่ากัน ในสงครามทางเศรษฐกิจครั้งนี้ ชัยชนะไม่ได้ไปกับคนที่รวยที่สุด แต่ไปกับคนที่ฉลาดและเตรียมพร้อมมากที่สุด

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เมื่อน้ำมันแพง ทุกอย่างแพงตาม: Stagflation คืออะไร นานแค่ไหน คนเงินเดือนคงที่จะอยู่รอดอย่างไร ?

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...