นักวิจัย ‘ม.นเรศวร’ เผยผลตรวจ ‘ปลาแค้’ เลย-หนองคาย เจอสารโลหะหนัก ยันปลาทั่วไปยังรับประทานได้
เมื่อวันที่ 12 พ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วานนี้ (11 พ.ค.69) รศ.ดร.ธนพล เพ็ญรัตน์ ผู้อำนวยการหน่วยภารกิจฐานข้อมูลและระบบดิจิทัล สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริม วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) และที่ปรึกษาโครงการวิจัย ได้กล่าวถึงผลการตรวจสอบเชิงลึกตัวอย่าง "ปลาแค้" ที่ชาวประมงจาก อ.เชียงคาน จ.เลย นำส่งเพื่อตรวจวิเคราะห์อย่างละเอียด ท่ามกลางความกังวลของชุมชนต่อความเป็นไปได้ของการปนเปื้อนในแหล่งน้ำ หรือไม่ นั้น
เบื้องต้นวัดโลหะหนัก 5 ตัว 4 ตัวเป็นอันตราย ได้แก่ สารหนู ปรอท ตะกั่ว เคียดเมียม และแมงกานิส พบว่า ค่าตะกั่ว ได้เกินค่ามาตรฐานมานิดหนึ่ง คือ มาตรฐาน คือ 0.3 อันนี้คือ 0.31 เรียกว่าประมาณค่ามาตรฐาน หากเกินไม่เกินต้องเก็บตัวอย่างมากขึ้น ซึ่งเราเจอสารปนเปื้อนมากที่สุด คือ ตะกั่ว ในเนื้อปลาแค้ ที่ป่วย ที่เชียงคาน จ.เลย ส่วน จ.หนองคาย ต่ำกว่ามาตรฐาน สามารถบริโภคได้ ยังไม่สัญญาณอะไร ซึ่งการบริโภคได้ไม่ได้ถึงปลาที่ป่วย ปลาป่วยไม่ควรบริโภคเพราะมีพยาธิ์เยอะ ในลำไส้ ปลาแค้ ก็จะมีโลหะหนักปานกลาง โดยในปลาที่ป่วยจะพบว่า สารหนู ปรอท ตะกั่ว แคดเมียม และแมงกานิส สูงกว่าปลาที่ไม่ป่วย แต่ก็ยังไม่เกินค่ามาตรฐาน มีแค่ตะกั่ว อันเดียวที่เทียบเท่าค่ามาตรฐาน
โดยที่เชียงคานเราจะพบมากคือ ตะกั่ว กับ ปรอท จ.เชียงราย ในอดีต เราพบ ตะกั่ว กับ แมงกานิส สูง ซึ่งการเจ็บป่วยครั้งนั้นน่าจะมาตะกั่วกับแมงกานิสไปสะสม แต่ครั้งนี้ที่ เชียงคาน เป็นตะกั่วกับปรอทสูง ส่วนหนองคายเป็น แคดเมียม และแมงกานิสสูง สรุปได้ว่าโดยค่าทางสถิติว่าปลาที่เจ็บป่วย มีโลหะหนักสูงมากกว่าปลาที่ไม่ป่วยอย่างมีนัยยะสำคัญทางสถิติ สอดคล้องกับงานวิจัยนานาชาติว่า หากปลาที่ป่วยก็จะมีโลหะหนักสูง เมื่อเจ็บป่วยก็ทำให้เกิดภูมิคุ้มกันต่ำ จนเกิดการติดเชื้อ และเกิดให้มีปรสิต พยาธิ์ ได้ และสอดคล้องผลเลือดของ ดร.ทนพ.ณัฐวุฒิ เจริญผล อาจารย์ประจำภาควิชากายวิภาคศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์การแพทย์ ซึ่งทำได้ที่ จ.หนองคาย เท่านั้น โดยผลเลือดที่ปลาที่ป่วยนั้นทำให้มีไบโอมาร์คเกอร์ ที่ลักษณะของการรับสัมผัสกับโลหะหนัก มีดีเอ็นเอเสียหาย มีความผิดปกติของเม็ดเลือดแดง มีพญาธิ์ใบไม้จำนวนมาก มีเม็ดเลือดขาวสูง มีการติดเชื้อ
ประเทศไทยไม่ได้มีประเทศเดียวที่มี "ปลาแค้" ที่ติดเชื้อโลหะหนัก เคยพบที่ปากีสถาน อินเดีย และ เนปาน ซึ่งมีรายงานเอกสารวิชาการออกมา ซึ่งผลจากของการตรวจ ที่เชียงคาน จ.เลย และ หนองคาน นั้น ก็ยังคงเฝ้าระวังต่อเนื่อง และล่าสุดนักวิจัย ยังได้ปลากด และปลาตะเพียน ที่ยังไม่ป่วยมาตรวจหาสารโลหะหนักด้วย ทั้งเชียงคาน และหนองคาน ซึ่งพบว่าโลหะหนักต่ำกว่าค่ามาตรฐานหมดเลย แต่ปลาตะเพียนพบว่ามีสารหนูในไส้สูง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ยังไม่ได้แสดงว่า สาเหตุเกิดจากอะไร แต่มีหลักฐานทางเคมี วิเคราะห์ทางโลหิตวิทยามาสอดคล้องกัน หากจะฟันธงต้องเก็บตัวอย่างให้มากกว่านี้ ซึ่งทางเราทำงานกับภาคสังคมให้ได้ตัวอย่าง "ปลาแค้" ป่วยมากขึ้น สุดท้ายผู้บริโภคยังไม่ต้องตระหนก เพราะเป็นแค่ปลาที่ป่วยเท่านั้นถึงมีอาการนี้
ผู้สื่อข่าวถามว่าผลกระทบต่อเศรษฐกิจภาพรวมอย่างไรบ้าง รศ.ดร.ธนพล เพ็ญรัตน์ ผู้อำนวยการหน่วยภารกิจฐานข้อมูลและระบบดิจิทัล สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริม วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) และที่ปรึกษาโครงการวิจัย กล่าวว่า เรามีประสบการณ์กับแม่น้ำกกมาแล้ว และคนในแม่น้ำกก ก็เข้าใจความเสี่ยงมากขึ้น ซึ่งเราต้องสื่อสารให้คนในแม่น้ำโขงเข้าใจ ว่าการพบปลาลักษณะนี้ ไม่ได้แปลว่าปลาทั้งหมดกินไม่ได้ ซึ่งกินได้กินไม่ได้ต้องดูตัวที่ข้อมูลของภาครัฐที่มีการตรวจสอบอยู่แล้ว คล้ายกับที่ จ.เชียงราย ที่มีแอปพิเคชั่น แสดงข้อมูลให้ดูว่าลักษณะปลาที่คล้ายเคียงกัน ต้องอย่าทำให้แตกตื่น หรือกังวนเกินความจริง แต่ครั้งนี้ปลาที่ป่วยเกี่ยวกับโลหะแน่ ข้อมูลทางสถิติ บอกเช่นนั้น แต่ไม่ได้บอกว่า ปลาทั่วไปกินไม่ได้แล้ว ปลาที่ปกติก็ยังสามารถรับประทานได้อยู่ แต่ควรรับประทานปรุงสุกก็จะดีกว่า
ด้าน อาจารย์ศรัณย์พร เกิดเกาะ อาจารย์ประจำวิทยาลัยนานาชาติ และหัวหน้าโครงการระบบวิทยาศาสตร์พลเมืองฯ กล่าวว่า หลังจากนี้ทางทีมวิจัยฯ ก็จะเก็บตัวอย่างน้ำ ตัวอย่างตะกอน ตัวอย่างปลา ในพื้นที่เพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นปลาที่ป่วยหรือปลาที่ยังไม่ป่วย เพื่อนำมาทดสอบเพิ่มเติมว่ามีการปนเปื้อนโลหะหนักมากน้อยขนาดไหน และมีปลาตัวไหนบ้าง ซึ่งแต่ละพื้นที่มีลักษณะไม่เหมือนกัน ซึ่งทางภาคประชาสังคมทั้ง เชียงคาน จ.เลย และ จ.หนองคาย ได้นำตัวอย่างปลามาให้กับทีมวิจัยฯ ของมหาวิทยาลัยนเรศวร เพื่อทำการตรวจสอบอาทิตย์ละ 1-2 ตัว ซึ่งทางเราก็พยายามเก็บข้อมูลให้ได้มากที่สุด เพื่อความชัดเขนของสาเหตุที่เกิดขึ้น หลังจากนี้ทางทีมวิจัยฯ ก็จะออกรายงานเผยแพร่ สำหรับการตรวจปลาในชุดแรกนี้ ที่มีประมาณ 1-2 ตัวก่อน จากนั้นก็จะมีการผลออกมาเป็นระยะ จากนั้นก็จะมีการพูดคุยกับทางจังหวัด ทางภาครัฐ เพื่อพูดคุยว่าจะจัดการไปทิศทางไหน คือการหาทางแก้ไขปัญหา หรือ หาที่มาของต้นตออย่างไร.