โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

WELA ร้านอาหารไทยไฟน์ไดนิงแห่งแรกของดุสเซลดอร์ฟและเป็นแห่งเดียวของเมืองเบียร์

Capital

อัพเดต 30 มี.ค. เวลา 10.15 น. • เผยแพร่ 30 มี.ค. เวลา 10.15 น. • Insight

ดูจากหน้าตาอาหารคงพอเดาได้ว่าคือไฟน์ไดนิง แต่หากต้องระบุสัญชาติ เชื่อว่าหลายคนอาจเดาไม่ถูกว่านี่คือ ‘อาหารไทย’

แม้หน้าตาจะไม่ละม้ายคล้ายอาหารไทย แต่ ตาล–ณิชา ลาวัง หนึ่งในเจ้าของร้าน Thai fine dining อย่าง WELA ยังคงยืนยันว่าเรื่องของรสชาตินั้นไทยแท้ๆ

“รสชาติมัน authentic เลยนะ แม้หน้าตามันจะไม่เหมือนอาหารไทย แต่วัตถุดิบ 80-90% เราใช้วัตถุดิบไทย เพราะเราอยากให้มันได้อโรม่าที่ชัดเจนว่าเป็นไทยแท้”

WELA ไม่ใช่ Thai fine dining แห่งแรกของเยอรมนี แต่ ณ วันนี้ WELA คือ Thai fine dining แห่งแรกของดุสเซลดอร์ฟ และเป็นแห่งเดียวของเมืองเบียร์

เหตุผลที่ต้องเป็นไฟน์ไดนิงเป็นเพราะตาลและพาร์ตเนอร์อีกคนอย่าง ซิน–วิรุฬห์ ลาวัง หลงใหลในอาหารประเภทนี้ ด้วยแต่ละองค์ประกอบต้องผ่านความพิถีพิถัน ประณีตในทุกขั้นตอน หากจะทำธุรกิจเกี่ยวกับอาหารไทยขึ้นในเมืองที่วัฒนธรรมด้านการกินยังไม่หลากหลาย และให้ผู้คนเห็นคุณค่าของอาหารไทย ไฟน์ไดนิงจึงเป็นคำตอบแรกที่พวกเขาเลือก

การปักหลักในเมืองที่มีตัวเลือกอาหารหลากหลาย และต้องเอาชนะความคุ้นชินเดิมๆ ของชาวเยอรมันไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ยากเกินจะพยายาม

หากจะบอกว่าวันนี้ WELA ที่กำลังจะย่างเข้าสู่ขวบปีที่ 2 สามารถสร้างฐานลูกค้าประจำและทำให้ผู้คนยอมรับในรสชาติอาหารไทยที่ยกระดับไปไกลกว่ารูปแบบ casual dining ได้สำเร็จ ก็คงไม่มากไปนัก

ย้อนกลับไปวันแรก ทำไมพวกคุณถึงเลือกที่จะทำธุรกิจนี้

ตาล : ตอนที่เริ่มต้นคิดแค่ว่าจะทำร้านอาหาร ไม่ได้คิดว่าต้องเป็นไฟน์ไดนิง แรกเริ่มเลยโฟกัสแค่ว่าอยากทำร้านอาหาร แต่ด้วยความที่ตัวเราที่ชอบกินไฟน์ไดนิ่ง ชอบอาหารที่มันพิถีพิถัน และเริ่มรู้ความแตกต่างระหว่างอาหารที่พิถีพิถันกับอาหารที่ไม่ได้พิถีพิถันมาก เวลาไปกินข้าวเราก็เลยชอบเลือกที่จะไปกินร้านที่มันดีๆ ก็เลยเป็นความชอบมาเรื่อย

พอหลังโควิดก็คิดอยากทำร้านอาหาร เลยไปเรียนรู้เกี่ยวกับอาหารด้านไฟน์ไดนิง ทั้งเรียนวิธีทำ วิธีคิด ตอนแรกเรียนไปสามคอร์สเพื่อให้รู้ว่าตัวเองชอบไหม พอไปเรียนก็เออ มันใช่ มันได้

หลังจากนั้นก็เริ่มศึกษาว่าธุรกิจนี้มันควรจะลงรายละเอียดในเรื่องไหน หรือควรมีความละเอียดอ่อนในเรื่องใดบ้าง

ความละเอียดอ่อนในธุรกิจอาหารไฟน์ไดนิ่งต่างไปจากธุรกิจอาหารทั่วไปยังไง

ตาล : อันดับแรกเลยคือเรื่องลูกค้า ลูกค้าไฟน์ไดนิงเป็นกลุ่มลูกค้าที่เข้าถึงยากมาก อาหารก็เข้าถึงยาก ด้วยความที่ธุรกิจเราอยู่ในต่างประเทศ เราจะทำยังไงให้เขาอร่อย หรือเรื่องการบริการ จะทำยังไงให้เขาพอใจก็ยาก เพราะโดยนิสัยพื้นฐานของคนเยอรมัน เขาค่อนข้างปิดกั้น ถ้าเขาไม่รู้จักเขาจะไม่ค่อยเปิดใจยอมรับ

ไฟน์ไดนิงมันเลยพิเศษกว่าตรงที่เราต้องเก็บรายละเอียดแม้กระทั่งเรื่องบริการ สำหรับเราคือไม่ยิ้มไม่ได้ การยิ้มเป็นมาตรฐานของร้านเราเลย ถ้าลูกค้าเดินเข้ามา สิ่งแรกที่ต้องทำคือการยิ้ม แล้วมันก็มีรายละเอียดจุกจิกอีกมากมาย

อย่างแก้วไวน์ เราอยู่ในธุรกิจร้านอาหารมาก่อน ตอนนั้นเราก็เช็ดล้างปกติ แต่พอมาทำไฟน์ไดนิงเราต้องฉีดแอลกอฮอล์ทุกใบ

ธุรกิจอาหารไทยมีอยู่ในต่างประเทศมานานมากแล้ว และเป็นที่รู้จักในกลุ่มต่างชาติประมาณหนึ่ง ทำไมยังถือเป็นความยากเมื่อได้ลงมือทำเอง

ตาล : คนที่นี่รู้จักร้านอาหารไทยจริง แต่เขาจะรู้จักในอีกแง่มุมหนึ่ง เขาจะชินกับ casaul dining มากกว่า เขาจะชินกับแค่ร้านอาหารทั่วไป ส่วนอาหารก็จะรู้จักแค่แกงแดง แกงเขียว ต้มยำ ผัดไทย ซึ่งอันนั้นก็คือเรื่องปกติของต่างชาติ

ความยากคือเขายังไม่ได้เปิดใจยอมรับ เขายังสงสัยว่าทำไมอาหารไทยต้องแพง ถ้าเป็นกรุงเทพฯ 189 ยูโรถือว่าเป็นราคาปกติด้วยซ้ำสำหรับ fine dinning ในกรุงเทพฯ บางทีหัวละ 6-7 พัน หรือหลัก 200 ยูโร แต่กรุงเทพฯ ตั้งราคานี้ได้เพราะผู้คนให้การยอมรับ

ซิน : เราต้องลบภาพจำที่ว่าเมืองไทยเป็นเมืองที่ของถูก คือยูโรไปเปลี่ยนเป็นบาทมันก็ถูกหมดแหละ แต่ลองไปสวิสฯ สิ มันไม่ถูกแล้วนะ และอาหารไทยในเยอรมันควรเป็นของถูกเหรอ ก็อาจจะไม่ใช่ เราต้องเพิ่มมูลค่าให้ตัวเอง ผมเชื่อว่าถ้าเมื่อไหร่ที่เขาไม่ได้มองว่าอาหารไทยต้องถูกแล้ว ตอนนั้นก็เรียกว่าประสบความสำเร็จได้แล้ว

มองกลับไปที่เพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม ตอนนี้อาหารเวียดนามแซงอาหารไทยไปเยอะแล้วนะ อาหารเวียดนามที่นี่เขาขายราคาสูงพอสมควร ราคา 17 ยูโร แต่คนก็กิน คนก็เต็มร้านเวียดนามตลอด แต่เรากลับไม่กล้าที่จะขายแพง

ตาล : นั่นเลยเป็นเหตุผลว่าทำไมเราอยู่ตรงนี้ เราแค่ต้องการพิสูจน์ให้เขาได้รู้ว่ามันแพงเพราะอะไร และเมื่อไหร่ที่เราพิสูจน์ตัวเองได้ เรื่องเชื่อว่ามุมมองของคนที่นี่กับอาหารไทยบ้านเราจะเปลี่ยนไป

นอกจากความยากเรื่องเปลี่ยนภาพจำว่าอาหารไทยไม่ได้ถูกแล้ว อะไรคือความยากในการทำธุรกิจนี้อีกบ้าง

ซิน : เรื่องการกินของคนเยอรมัน คนเยอรมันคือยากมากเรื่องการกิน น่าจะยากที่สุดแล้วในยุโรป

มันมีคำพูดของคนเยอรมันว่า “อะไรที่เขาไม่ปลูกเอง เขาไม่กิน” เหมือนกับว่าเขาจะไม่กินอะไรที่เขาไม่รู้จัก เขาจะกินแต่สิ่งเดิมๆ เคยกินอะไรก็กินอย่างนั้น ถ้าสังเกตจะเห็นว่าร้านราเมง ร้านญี่ปุ่นมีคนเยอรมันไปกันเยอะมาก นั่นก็เพราะว่าเขาชิน

เราเลยอยากใส่สิ่งใหม่ๆ ให้เขารู้จักและค่อยๆ เปิดรับ เพราะสำหรับอาหารไทยตอนนี้ คนเยอรมันเขาชินแค่กับอาหารแบบเดิมๆ อย่างแกงเขียวหวานก็ชินไปแล้วว่ามันต้องใส่บรอกโคลีไม่ใช่มะเขือเปราะ

ตาล : แกงเขียวหวานเยอรมันกับแกงเขียวหวานไทยมันจะคนละอย่างเลย มันเป็นแกงเขียวหวานที่ใส่บรอกโคลี ใส่มะเขือม่วง การที่พ่อครัวแม่ครัวเขาทำแบบนั้นก็ไม่ผิดเพราะวัตถุดิบมันหายาก จะให้ไปหามะเขือเปราะมาใส่มันยากกว่าการหาบรอกโคลีอยู่แล้ว เขาก็จำเป็นต้องเอาพวกผักท้องถิ่นใส่เข้าไป คนเยอรมันก็ฝังในความคิดไปว่าแกงเขียวหวานที่ถูกต้องมันคือไก่ บรอกโคลี และเป็นน้ำสีเขียวๆ

ซิน : บางครั้งเราไปร้านอาหารไทย บางร้านไม่ใช่ของคนไทยด้วยซ้ำ เป็นของคนจีน เวียดนาม พวกเขารู้ว่าอาหารไทยขายได้ อีกอย่างคืออาหารไทยส่วนใหญ่เขาใช้วัตถุดิบกระป๋อง กะทิกระป๋อง พริกแกงกระป๋อง อะไรแบบนี้ อย่างกะทิเข้าใจได้ แต่พริกแกงแบบนี้ ถ้าสำหรับคนไทยเราก็จะตำพริกแกงกันเอง

เยอรมนีมีเมืองใหญ่หลายเมืองมากๆ ทั้งมิวนิก เบอร์ลิน แฟรงก์เฟิร์ต ทำไมคุณถึงเลือกปักหลักที่ดุสเซลดอร์ฟ

ตาล : ส่วนหนึ่งเพราะเราอยู่ที่นี่ด้วยแหละ พอเราอยู่ที่นี่เราก็ได้ศึกษาผู้คนที่นี่ว่าเขามีลักษณะนิสัยแบบไหน อยู่เยอรมันเหมือนกันก็จริง แต่ลักษณะนิสัยไม่เหมือนกันนะ เบอร์ลิน แฟรงก์เฟิร์ต ดุสเซลดอร์ฟ ไม่เหมือนกันสักที่

อย่างดุสเซลดอฟก็ถือว่าเป็นเมืองที่มีวัฒนธรรมหลากหลาย เพราะเรามีทั้งจีน อินเดีย เกาหลี ญี่ปุ่น อย่างญี่ปุ่นก็เป็นกลุ่มที่โด่งดังอยู่แล้วของดุสเซลดอร์ฟ ที่นี่มันเป็นเมืองที่มีร้านอาหารหลากหลายสัญชาติรวมอยู่ในที่เดียวกัน โดยเฉพาะความหลากหลายในด้านอาหารเอเชีย เราเลยเลือกดุสเซลดอร์ฟ เพราะเราคิดว่าถ้ามันจะมีสักเมืองหนึ่งที่มีอาหารหลากหลายชาติอยู่ และมีไฟน์ไดนิงไทยมาเปิด เราว่าที่นี่มันเวิร์ก นั่นคือแนวคิดว่าทำไมเราเลือกที่นี่

ในดุสเซลดอฟมีอาหารเอเชียจากทุกชาติ มีทุกแบบ หมาล่ามีเยอะมาก เมื่อก่อนเราก็มีเพื่อนอยู่เมืองอาเคินและสตุตการ์ตที่นั่งรถมาหาเราที่นี่เพื่อกินข้าวแล้วก็กลับ ที่นี่สำหรับเราเลยเป็นเหมือนจุดมุ่งหมายการเดินทางด้านการกินโดยเฉพาะ และไม่แย่ถ้าจะมีไฟน์ไดนิงเกิดขึ้น อีกอย่างคือกำลังซื้อของคนที่นี่ก็ค่อนข้างสูง

แม้ราคาจะเกือบ 200 ยูโรต่อมื้อ คนดุสเซลดอฟก็จ่ายไหวและอยากที่จะจ่าย?

ตาล : ใช่ เขาพร้อมจ่าย มันก็ไม่ใช่เพียงคนในดุสเซลดอฟ คนในเมืองอื่นๆ ละแวกรอบๆ ที่ขับรถไม่นานมาก 15-20 นาที เขาก็ขับเข้ามา เราเคยมีลูกค้าที่มาจากไกลๆ เลยก็มี มีบินมาจากสเปน มาจากมุนสเตอร์ ที่ขับรถกว่า 10 ชั่วโมง และมาเช่าโรงแรมเพื่อมากินแล้วก็กลับ

ตอนเราได้ยินแบบนั้นก็ตกใจว่ามันขนาดนั้นเลยเหรอ แต่เออ มันมีแบบนั้นจริงๆ เพราะตอนนั้นเราก็เพิ่งเปิดใหม่ เราก็ไม่คิดว่าคนมันจะอยากมาลอง

ตอนนี้เริ่มมีลูกค้าประจำแวะเวียนมาบ้างรึยัง

ตาล : ลูกค้าประจำเยอะมาก เรียกว่าอยู่ได้เพราะลูกค้าประจำ อย่างช่วงวันศุกร์ เสาร์ ก็จะมีลูกค้าประจำจองมาแล้ว

คุณคิดว่าอะไรคือเหตุผลที่ทำให้เขากลับมา

ตาล : ส่วนตัวเราสองคนจะดูแลลูกค้าเอง เราไม่ได้มองลูกค้าที่เข้ามาว่าเป็นคนมาซื้อของ แต่มองว่าเขาคือคนในครอบครัว เมื่อไหร่ที่เขาก้าวเข้ามานั่ง เรามองว่าเขาเป็นปู่ย่าตายาย หรือคุณป้าที่บ้าน เราอยากเสิร์ฟอาหารยังไงให้คนที่บ้านเราก็เสิร์ฟให้เขาอย่างนั้น เราไม่ได้มองแค่ว่าเขาคือลูกค้า แต่เรามองว่าการที่เขาเข้ามาเขาเป็นส่วนหนึ่งของเราแล้ว

ดังนั้นเขาคือพวกเดียวกับเรา คือคนในครอบครัวของเรา มันคือความรู้สึกแบบนี้ ซึ่งพอเราคิดแบบนี้ เราเชื่อว่าการแสดงออกของเรามันก็จะมาจากสิ่งที่คิด และลูกค้าเองเขาก็จะสัมผัสได้จากสิ่งที่เราแสดงออกไป

อีกอย่างคือในหนึ่งซีซั่นร้านเราจะเปลี่ยนอาหารทุกสามเดือน ในช่วงสามเดือนนี้มีลูกค้าบางคนกลับมากินอาหารเมนูเดิม บางคนมาสามครั้ง เราก็ไม่เคยถามลูกค้าหรอกว่าทำไมถึงกลับมา แต่ในมุมส่วนตัว เราเชื่อว่าเหตุผลหนึ่งที่เขากลับมาคือเรื่องการบริการ เรื่องรสชาติอาหารที่แปลกใหม่ ประกอบกับเป็นไฟน์ไดนิงอาหารไทย รสชาติก็จะจัดจ้าน

แล้วก็บรรยากาศ เขาอาจจะรู้ว่ามาที่นี่แล้วสบายใจ และส่วนมากที่มาก็คือจะนั่งยาวๆ เพื่อพูดคุยกัน บางทีคุยกันจนลืมเวลา บางครั้งลูกค้าบอก 5 ทุ่มแล้วเหรอ เราเลยรู้สึกว่ามันนั่งแล้วเพลินมั้ง

ร้านเราเริ่มเปิด 6 โมงครึ่ง แล้วขายแค่รอบเดียว ลูกค้าก็นั่งยาวๆ จะไม่มีการเวียนโต๊ะ ลูกค้าหนึ่งโต๊ะใช้เวลาโดยเฉลี่ย 4 ชั่วโมง ถ้าเป็นคอร์สเล็กจะอยู่ที่ 1 ชั่วโมงกว่าๆ คอร์สใหญ่จะอยู่ที่ประมาณ 3 ชั่วโมงเป็นอย่างต่ำ ร้านเราก็จะมีที่นั่งทั้งหมด 24 ที่นั่ง วันหนึ่งรับได้แค่นี้ แต่ส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยรับเต็มหรอก 20 ก็ปิดแล้ว เพราะไม่อยากให้มันแน่นเกินไป

ในมุมมองของพวกคุณ อาหารไทยในเยอรมันเป็นที่นิยมมากแค่ไหน

ตาล : มันไม่ใช่แค่ในเยอรมัน ในมุมมองเราเราว่าอาหารไทยมันเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกแล้ว ตรงนี้คือความโชคดีของเรา ที่เราเกิดมาเป็นคนไทยและมีทุนนี้ติดตัวมาตั้งแต่เกิด ส่วนตัวเรา เราว่าฝรั่งเขารู้จักอาหารไทยกันอยู่แล้ว และคนยุคนี้เขาค่อนข้างฉลาด เขารู้จักอาหารไทยมากกว่าที่เราคิด บางเมนูเราพูดไปเขาอ๋อเลย

ที่ทานอาหารไทยเขาก็จะความชอบบางอย่างที่เกี่ยวโยงกับไทย อาจจะชอบของไทย เคยไปเมืองไทย ชอบสตรีทฟู้ดเมืองไทย แบบนี้ โดยภาพรวมเขาค่อนข้างรู้จักเกี่ยวกับไทยเรา แค่จะรู้จักมากรู้จักน้อยเท่านั้นเอง

ต้นทุนตรงนี้ถือเป็นข้อดีและลดความยากในการทำธุรกิจลงไปไหม เพราะเราไม่ต้องพยายามทำความรู้จักกันใหม่

ตาล : ถ้าเป็นอาหารไทยทั่วไปอาจจะใช่ แต่สำหรับเรายังค่อนข้างยาก เพราะหน้าตาอาหารไทยของเรามันไม่ใช่มองแล้วรู้ได้เลยว่านี่คืออาหารไทย อันนี้คือประเด็นหลัก เราเลยต้องทำการบ้านว่าเราจะสื่อสารยังไงว่าร้านของเราคือร้านอาหารไทย

อย่างเรื่องรสชาติเราก็ต้องสื่อว่าของเรามัน authentic จริงๆ เพราะถ้าแค่มองด้วยภาพมันไม่รู้หรอกว่าเผ็ดจริง อย่างไส้อั่ว มองแค่ภาพอาจคิดว่าเป็นขนม แต่กินเข้าไปแล้วดันเป็นของคาว มีรสเผ็ด ตรงนี้เขาก็จะไม่รู้ เราก็ต้องสื่อสาร ซึ่งเราก็ใช้วิธีการบอกเล่าว่าแต่ละอย่างคืออะไร มีส่วนผสมของอะไร

ต้องปรับเปลี่ยนรสชาติอาหารให้เข้ากับรสปากของต่างชาติไหม หรือคงรสชาติจัดจ้านแบบฉบับอาหารไทย

ตาล : ไม่ปรับ อย่างที่บอกว่า authentic ก็ทำเผ็ดแบบที่เรากิน เราชอบกินแบบไหนเราก็ทำแบบนั้นให้กับลูกค้า อีกอย่างมันคืออาหารไทย มันคือรสชาติที่คนไทยกิน เราก็นำเสนอแบบนั้นไป ตรงไปตรงมา

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเราก็ไม่ได้ทำเผ็ดจนลิ้นชาเบอร์นั้น (ยิ้ม) เรียกว่าอยู่ในลิมิตที่คนทั่วไปรับได้ และไม่ใช่จืด ไม่ใช่รสชาติฝรั่ง ยังคงความเป็นไทยแท้

ซิน : วัตถุดิบที่เลือกใช้เราก็ใช้ของไทยแท้ๆ ทั้งหมด อย่างรากผักชี ใบมะกรูด ลูกมะกรูด เราก็ใช้ของสดจริงๆ พริกแกงเราตำเอง คิดสูตรเอง เชฟเราคิดมาเองใหม่ทั้งหมด เราผ่านการทดลองมามากมายในทุกซีซั่น เราทดสอบกันเยอะมาก เราทำกันเยอะมากก่อนที่จะออกเมนูในแต่ละซีซั่น มีงานให้ทำตลอดเลย เพราะพอซีซั่นเก่าออกมา เราก็จะพัฒนาเมนูใหม่เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับขายใน 3 เดือนข้างหน้า

ส่วนใหญ่ใช้วัตถุดิบที่นำเข้าจากไทย หรือนำของเยอรมันมา localized

ตาล : ในแต่ละซีซั่นเราจะเจอปัญหาต่างกันไป หลักๆ ในแต่ละซีซั่นจะหาวัตถุดิบไม่ได้ หรือได้ยากแค่ 1-2 อย่างเท่านั้น เช่นที่นี่ไม่มีลูกมะกรูดขาย วิธีแก้ของเราคือการอิมพอร์ต แต่หลักๆ ตัววัตถุดิบอย่างเนื้อสัตว์หรือผัก พวกนี้เราสามารถปรับใช้ให้มันมีความใกล้เคียงกันได้

อย่างเช่นบางเมนูเราอยากใช้ปลาดุก แต่ไม่มี หรือมีแต่อาจจะแพง เราก็จะเลือกใช้ปลายุโรปบางชนิดที่มีเนื้อคล้ายๆ ปลาดุก หรือปลายุโรปบางชนิดที่มีเนื้อคล้ายๆ ปลาช่อน เราก็จะไปสั่งปลาพวกนั้นมาและทดสอบว่าเนื้อและรสชาติปลาชนิดไหนที่ใกล้เคียงที่เราต้องการมากที่สุด

เมื่อไหร่ที่เราจะทำต้มโคล้ง เราก็ต้องเทียบว่าปลาชนิดไหนใกล้เคียงปลาที่เราใช้ทำต้มโคล้งมากที่สุด เพื่อที่จะให้มันเข้ากันได้มากที่สุดกับอาหารไทย จะไม่ใช่การสั่งอะไรมาทำก็ได้ แต่ทุกอย่างล้วนผ่านการทดสอบอย่างละเอียดมาแล้ว

แปลว่าสำหรับอาหารไทย เรื่องวัตถุไม่ใช่กำแพงเลยใช่ไหม

ตาล : ความยากแค่ประมาณ 20% เพราะเดี๋ยวนี้โลกเรามันก็ไปไกลกันแล้ว เชื่อมโยงกันไปหมดแล้ว เราอิมพอร์ตวัตถุดิบเข้ามาได้ อีกอย่างเรามีความรู้ในการเก็บรักษาวัตถุดิบอยู่แล้ว มันเลยไม่ใช่อิมพอร์ตเข้ามาแล้วใช้ครั้งเดียวเหลือทิ้ง เช่น ลูกมะกรูด เราก็รู้ว่าเอาเข้ามาแล้วจะเก็บยังไงให้มันอยู่ได้เป็นเดือนๆ ซึ่งตรงนี้ก็ไม่ได้เป็นปัญหา

สำหรับธุรกิจอาหารไฟน์ไดนิง ยอมรับเลยว่ามันมีองค์ประกอบหลายเรื่องมาก หนึ่งเมนูที่เราได้มามันไม่ง่ายสำหรับเรา แต่ถามว่าเกินความสามารถไหม เราว่าเราก็เต็มที่กับมัน เพื่อให้ลูกค้าได้สัมผัสรสชาติที่มันไทยจริงๆ อะไรที่จำเป็นต้องมีเราก็ต้องมี และต้องหามาให้ได้

อย่างดีปลีแบบนี้ เราก็ต้องไปดูว่าเราจะไปหาดีปลีจากไหน เพราะมันก็เป็นสมุนไพรที่หายากสำหรับที่นี่ แต่มันก็มีขายนะ แค่จะหาอยากนิดหน่อย

หลังจากทำมาเกือบ 2 ปี ได้เรียนรู้อะไรจากธุรกิจนี้

ซิน : ได้รู้ว่าอาหารไทยมันไปได้อีกไกลมากๆ มันสามารถไปไกลได้ขนาดอาหารอิตาลี เคยเห็นไหม พวกร้าน roasteria ที่เป็นแฟรนไชส์อาหารอิตาลีน่ะ ไปไหนเราก็จะเห็นแต่อาหารอิตาลี และมันยังไปได้อีกหลายรูปแบบธุรกิจ ไฟน์ไดนิงของเราก็เป็นอีกหนึ่งรูปแบบ

เราเคยคุยกับแขก มีแขกที่บอกด้วยว่าเสียดายที่ไม่เคยได้เห็นอาหารไทยแบบนี้ พอได้ยินแบบนั้นเราก็รู้สึกว่ามันควรจะต้องมีแบบนี้ได้แล้ว อาหารฝรั่งเศสมี อาหารญี่ปุ่นมี เกาหลีก็มี แต่ทำไมไทยมันไม่มี

ตาล : ถ้าเราทำอาหารไทยเราให้เทียบชั้นกับอาหารญี่ปุ่น อาหารฝรั่งเศสได้ เราก็แฮปปี้แล้ว ถ้าดึงอาหารไทยมาชูให้เทียบชั้นกับพวกเขาได้ แค่นี้แหละที่อยากเห็น เราอยากบอกว่าอาหารไทยมันมีมูลค่ากว่าที่เราคิด มันไม่ได้กระจอก

วาดอนาคตของ WELA ไว้ยังไง

ตาล : สำหรับเราในตอนนี้ เราแค่อยากให้ต่างชาติได้รู้จักอาหารไทยมากขึ้น ได้รู้จักอะไรที่ไม่รู้จัก รู้จักข้าวแช่ รู้จักข้าวต้มปลา รู้จักข้าวขาหมู อะไรอย่างนี้ เพราะอาหารไทยมันยังมีอะไรอีกเยอะมาก

ขอบคุณภาพจาก WELA

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...