โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

CK ทริสฯ คงอันดับเครดิต องค์กร-หุ้นกู้ A-/Stable

ทันหุ้น

อัพเดต 30 มี.ค. เวลา 11.02 น. • เผยแพร่ 30 มี.ค. เวลา 11.02 น.

#ทันหุ้น – ทริสเรทติ้งคงอันดับเครดิตองค์กรและหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันของ บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) ที่ระดับ “A-” ด้วยแนวโน้มอันดับเครดิต “Stable” หรือ “คงที่”

อันดับเครดิตสะท้อนถึงสถานะของบริษัทในการเป็นผู้รับเหมาก่อสร้างชั้นนำในประเทศไทยซึ่งมีความสามารถในการรับงานโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่และมีความซับซ้อน รวมถึงมูลค่างานในมือจำนวนมาก นอกจากนี้ อันดับเครดิตยังสะท้อนถึงความยืดหยุ่นทางการเงินที่เกิดจากการลงทุนเชิงกลยุทธ์ของบริษัท อย่างไรก็ตาม จุดแข็งดังกล่าวถูกลดทอนลงบางส่วนจากภาระหนี้ที่อยู่ในระดับปานกลางและอัตรากำไรที่ค่อนข้างน้อยและผันผวนในธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง

ประเด็นสำคัญที่กำหนดอันดับเครดิต

มีสถานะเป็นผู้รับเหมาก่อสร้างชั้นนำของประเทศ

บริษัทเป็นหนึ่งในผู้รับเหมาก่อสร้างรายใหญ่ที่สุด 3 อันดับแรกที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเมื่อพิจารณาจากรายได้และขนาดสินทรัพย์ บริษัทมีความเชี่ยวชาญในงานก่อสร้างที่หลากหลายครอบคลุมงานก่อสร้างทั่วไป ไปจนถึงงานก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ที่มีความซับซ้อนสูง เช่น งานโครงการระบบขนส่งมวลชนใต้ดินและโรงไฟฟ้าพลังน้ำ นอกจากนี้ บริษัทยังลงทุนในโครงการขนาดใหญ่หลายโครงการ ซึ่งช่วยให้บริษัทได้รับสัญญาก่อสร้างและสร้างรายได้ประจำในระยะยาวในฐานะผู้ถือหุ้นหรือผู้รับสัมปทานในโครงการ

จากผลงานที่ผ่านมาและฐานทุนขนาดใหญ่ของบริษัทช่วยให้บริษัทสามารถดำเนินโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ในประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้านได้ จุดแข็งดังกล่าวสะท้อนจากงานในมือจำนวนมากและความสำเร็จในการได้รับงานโครงการโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐอย่างต่อเนื่อง ด้วยความเชี่ยวชาญด้านการบริหารงานก่อสร้าง โครงการส่วนใหญ่จึงแล้วเสร็จตามกำหนดเวลา และสามารถควบคุมต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพตามแผนที่วางไว้

งานรับเหมาก่อสร้างในมือจำนวนมากจะช่วยสนับสนุนการเติบโตของรายได้ในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า

ณ สิ้นปี 2568 บริษัทมีมูลค่างานในมือสูงถึง 1.7 แสนล้านบาท โดยโครงการหลัก ได้แก่ โครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีส้มฝั่งตะวันตก มูลค่า 8.9 หมื่นล้านบาท โครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำหลวงพระบาง มูลค่า 5.1 หมื่นล้านบาท โครงการก่อสร้างทางรถไฟสายเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ สัญญาที่ 2 และ 3 มูลค่า 1.1 หมื่นล้านบาท และโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วง (ส่วนต่อขยายฝั่งใต้) สัญญาที่ 1 และ 2 มูลค่า 8 พันล้านบาท ซึ่งทั้ง 4 โครงการนี้คาดว่าจะสร้างรายได้รับเหมาก่อสร้างประมาณ 2.9-3.2 หมื่นล้านบาทต่อปีในช่วง 3 ปีข้างหน้า

เมื่อมองไปข้างหน้า โครงการที่บริษัทคาดว่าจะได้รับการเซ็นสัญญางานก่อสร้างในปี 2569 ประกอบด้วย โครงการทางด่วนยกระดับชั้นที่ 2 มูลค่า 3.5 หมื่นล้านบาท โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง (ส่วนต่อขยายฝั่งใต้) สำหรับงานระบบและซ่อมบำรุง มูลค่า 3.0 หมื่นล้านบาท นอกจากนี้ บริษัทยังคาดว่าจะได้รับงานก่อสร้างใหม่อีกอย่างน้อยปีละ 1.5 หมื่นล้านบาท โดยได้แรงหนุนจากการเร่งรัดการประมูลงานและการเซ็นสัญญางานก่อสร้างในโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของภาครัฐ เช่น งานก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง งานรถไฟทางคู่ งานทางด่วน และงานขยายสนามบิน เป็นต้น รายได้จากโครงการที่คาดว่าจะเกิดขึ้นดังกล่าว เมื่อรวมกับมูลค่างานก่อสร้างในมือในปัจจุบัน คาดว่าจะช่วยสนับสนุนการเติบโตของรายได้ 7%-8% ในอีก 3 ปีข้างหน้า

ภายใต้ประมาณการพื้นฐานของทริสเรทติ้ง รายได้ของบริษัทคาดว่าจะอยู่ที่ 4.5 หมื่นล้านบาทในปี 2569 และจะเพิ่มขึ้นเป็น 4.9 หมื่นล้านบาทในปี 2570 และ 5.2 หมื่นล้านบาทในปี 2571 โดยมูลค่างานในมือของบริษัทจะช่วยรักษาระดับรายได้ที่ประมาณ 85% ของประมาณการรายได้ในปี 2569 65% ในปี 2570 และ 55% ในปี 2571 นอกจากนี้ จากสมมติฐานกรณีพื้นฐาน คาดว่าบริษัทจะได้งานโครงการทางด่วนยกระดับชั้นที่ 2 ในปี 2569 งานโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง (ส่วนต่อขยายฝั่งใต้) สำหรับงานระบบและซ่อมบำรุงในปี 2570 และได้งานรับเหมาก่อสร้างใหม่มูลค่า 1.5 หมื่นล้านบาทต่อปีในช่วง 3 ปีข้างหน้าอีกด้วย เนื่องจากความไม่แน่นอนเกี่ยวกับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ทริสเรทติ้งยังคาดว่าอัตรากำไรขั้นต้นของบริษัทจะยังคงอยู่ในช่วง 7.5%-8.0% ขณะที่ EBITDA Margin คาดว่าจะอยู่ในช่วง 8%-10% ดังนั้น EBITDA ต่อปีของบริษัทคาดว่าจะอยู่ในช่วง 4.0-4.5 พันล้านบาทในช่วงปี 2569-2571

การลงทุนเชิงกลยุทธ์ในธุรกิจสาธารณูปโภคช่วยเพิ่มเสถียรภาพของรายได้และความยืดหยุ่นทางการเงิน

การลงทุนเชิงกลยุทธ์ของบริษัทในธุรกิจสาธารณูปโภคต่าง ๆ ช่วยสร้างโอกาสให้บริษัททั้งงานก่อสร้างและแหล่งรายได้ประจำ ณ สิ้นปี 2568 บริษัทถือหุ้นใน บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BEM) ที่สัดส่วน 43% บริษัท ซีเคพาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) (CKP) 30% และ บริษัท ทีทีดับบลิว จำกัด (มหาชน) (TTW) 19% โดย BEM ประกอบกิจการทางด่วนและรถไฟฟ้าภายใต้สัญญาสัมปทานระยะยาว ในขณะที่ TTW และ CKP มีรายได้ที่ค่อนข้างสม่ำเสมอจากการดำเนินงานโครงการสาธารณูปโภคพื้นฐานซึ่งอยู่ภายใต้สัญญาซื้อขายระยะยาว รายได้จากงานรับเหมาก่อสร้างส่วนใหญ่ของบริษัทมาจากโครงการที่เกี่ยวข้องกับบริษัทในเครือ ซึ่งช่วยลดผลกระทบจากความผันผวนของธุรกิจรับเหมาก่อสร้างได้บางส่วน อีกทั้งยังช่วยสร้างรายได้ประจำและเพิ่มความยืดหยุ่นทางการเงินให้แก่บริษัทด้วย

ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ส่วนแบ่งกำไรและเงินปันผลจากการลงทุนเหล่านี้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2568 ส่วนแบ่งกำไรอยู่ที่ 2.2 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 1.9 พันล้านบาทในปี 2567 ในขณะที่รายได้จากเงินปันผลเพิ่มขึ้นเป็น 1.5 พันล้านบาทในปี 2568 จาก 1.4 พันล้านบาทในปีก่อนหน้า เมื่อมองไปข้างหน้า ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทในเครือคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 1.8-1.9 พันล้านบาท ในขณะที่เงินปันผลคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 1.6-1.8 พันล้านบาทต่อปีในช่วง 3 ปีข้างหน้า นอกจากนี้ การลงทุนดังกล่าวยังช่วยให้บริษัทมีความยืดหยุ่นทางการเงินจากการอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ โดย ณ สิ้นปี 2568 เงินลงทุนเหล่านี้มีมูลค่าตลาดอยู่ที่ 4.8 หมื่นล้านบาท

ภาระหนี้ปรับตัวดีขึ้น แต่ยังคงอยู่ในระดับสูง

ภาระหนี้ของบริษัทปรับตัวดีขึ้น แม้ว่าจะยังคงสูงกว่าบริษัทรับเหมาก่อสร้างทั่วไป เนื่องจากโครงสร้างทางธุรกิจของบริษัทที่เป็นทั้งผู้รับเหมาก่อสร้างและผู้ประกอบธุรกิจลงทุน ณ สิ้นปี 2568 ภาระหนี้ทั้งหมดของบริษัทอยู่ที่ 4.8 หมื่นล้านบาท ลดลงจาก 5.4 หมื่นล้านบาทในปี 2567 การลดลงของภาระหนี้เกิดจากรายได้ค่าก่อสร้างรับล่วงหน้าจากเจ้าของโครงการซึ่งเพิ่มขึ้น 5.8 พันล้านบาทเมื่อเทียบกับปี 2567 และได้รับเงินประมาณ 2.8 พันล้านบาทจากการขายหุ้น 10% ในโครงการเขื่อนหลวงพระบางให้กับ TTW ทำให้อัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อเงินทุนของบริษัทลดลงเหลือ 58% ในปี 2568 จาก 63% ในปี 2567 ขณะที่อัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อ EBITDA ปรับตัวดีขึ้นเป็น 8.5 เท่า จาก 12.5 เท่าในปีก่อนหน้า

เมื่อมองไปข้างหน้า อัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อเงินทุนของบริษัทคาดว่าจะทรงตัวอยู่ที่ประมาณ 55%-60% และอัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อ EBITDA จะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 9-10 เท่าในช่วง 3 ปีข้างหน้า แม้ว่าบริษัทจะได้รับเงินต้นคืนจำนวน 4.2 พันล้านบาทจาก บริษัท ไซยะบุรี พาวเวอร์ จำกัด ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 แล้วก็ตาม แต่คาดว่าระดับหนี้โดยรวมของบริษัทจะยังคงอยู่ในระดับสูง เนื่องจากบริษัทจะยังคงมีความต้องการเงินทุนหมุนเวียนจำนวนมากสำหรับโครงการขนาดใหญ่ที่กำลังดำเนินการอยู่ ซึ่งอาจส่งผลให้ภาระหนี้ของบริษัทเพิ่มสูงขึ้น นอกจากนี้ บริษัทยังมีความจำเป็นต้องลงทุนเพิ่มอีก 2.5 พันล้านบาทในโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำหลวงพระบางในช่วง 3-4 ปีข้างหน้า (รวมส่วนเงินลงทุนของ TTW ที่ต้องเพิ่มในโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำหลวงพระบางที่บริษัทได้รับล่วงหน้าจาก TTW แล้ว)

ข้อกำหนดทางการเงินที่สำคัญตามเงื่อนไขทางการเงินของหุ้นกู้ กำหนดให้บริษัทจะต้องดำรงอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้นไม่ให้เกินกว่า 3 เท่า ทั้งนี้ บริษัทมีอัตราส่วนดังกล่าว ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2568 อยู่ที่ระดับ 1.3 เท่า จากช่วงห่างจากข้อกำหนดทางการเงินที่เพียงพอ ทริสเรทติ้งเชื่อว่าบริษัทจะยังคงปฏิบัติตามเงื่อนไขทางการเงินได้ในช่วง 12-18 เดือนข้างหน้า

มีสภาพคล่องที่เพียงพอ

สภาพคล่องของบริษัทถือว่าอยู่ในระดับที่เพียงพอในช่วง 12 เดือนข้างหน้า ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 บริษัทมีภาระหนี้ที่จะครบกำหนดชำระในอีก 12 เดือนข้างหน้าจำนวน 1.24 หมื่นล้านบาท ซึ่งประกอบด้วยหุ้นกู้จำนวน 7.3 พันล้านบาท และเงินกู้จากสถาบันการเงินจำนวน 5.1 พันล้านบาท อีกทั้งคาดว่าบริษัทจะมีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ประมาณ 2.3-2.5 พันล้านบาทเพื่อใช้เป็นค่าใช้จ่ายการลงทุน เงินปันผลจ่ายและเงินลงทุนในบริษัทในเครือ ขณะที่แหล่งเงินทุนของบริษัทมีอยู่ประมาณ 1.9 หมื่นล้านบาท ประกอบด้วยเงินสดจำนวน 9.8 พันล้านบาทและวงเงินสินเชื่อที่ยังไม่ได้เบิกใช้อีกจำนวน 9.2 พันล้านบาท ทริสเรทติ้งประมาณการว่าบริษัทจะมีเงินทุนจากการดำเนินงานในช่วง 12 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ประมาณ 2.0 พันล้านบาท ในขณะที่หนี้หุ้นกู้ที่จะครบกำหนดไถ่ถอนส่วนใหญ่นั้นบริษัทมักชำระคืนด้วยการออกหุ้นกู้ชุดใหม่ นอกจากนี้ บริษัทยังมีความยืดหยุ่นทางการเงินในการขายหุ้นบางส่วนใน BEM CKP หรือ TTW หากจำเป็น อย่างไรก็ตาม บริษัทจะยังคงการถือหุ้นในสัดส่วนที่มีนัยสำคัญในบริษัททั้ง 3 แห่งนี้ต่อไป

โครงสร้างหนี้

ณ เดือนธันวาคม 2568 หนี้สินรวมของบริษัทซึ่งไม่นับรวมหนี้สินตามสัญญาเช่ามีจำนวน 4.8 หมื่นล้านบาท โดยในจำนวนนี้เป็นหนี้ที่มีลำดับในการได้รับชำระคืนก่อนจำนวน 3.9 พันล้านบาท ซึ่งประกอบด้วยหนี้เงินกู้ที่มีหลักประกันของบริษัทและหนี้เงินกู้ทั้งหมดที่ดำเนินการโดยบริษัทย่อยต่าง ๆ ทำให้อัตราส่วนหนี้ที่มีลำดับในการได้รับชำระคืนก่อนต่อหนี้สินรวมของบริษัทอยู่ที่ระดับ 8%

สมมติฐานกรณีพื้นฐาน

  • รายได้ของบริษัทจะอยู่ที่ประมาณ 4.5 หมื่นล้านบาทในปี 2569 4.9 หมื่นล้านบาทในปี 2570 และ 5.2 หมื่นล้านบาทในปี 2571
  • EBITDA Margin จะคงอยู่ที่ประมาณ 8%-10%
  • ดอกเบี้ยจากเงินสนับสนุนให้กู้ยืมประมาณ 4.3 พันล้านบาทในโครงการไซยะบุรีจะได้รับชำระคืนในช่วงปี 2569-2572
  • เงินลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำหลวงพระบางจะอยู่ที่ประมาณ 2.5 พันล้านบาทในช่วง 3 ปีข้างหน้า
  • จะไม่มีการลงทุนขนาดใหญ่หรือการสนับสนุนทางการเงินจำนวนมากแก่บริษัทที่เกี่ยวข้อง

แนวโน้มอันดับเครดิต

แนวโน้มอันดับเครดิต “Stable” หรือ “คงที่” สะท้อนถึงความคาดหมายของทริสเรทติ้งว่าบริษัทจะยังคงรักษาความสามารถในการแข่งขันที่อยู่ในระดับสูงในธุรกิจรับเหมาก่อสร้างเอาไว้ได้ต่อไปและจะสามารถรักษาผลการดำเนินได้ตามที่ทริสเรทติ้งประมาณการไว้ ในขณะเดียวกัน ทริสเรทติ้งยังคาดว่าบริษัทจะรักษา EBITDA Margin ให้อยู่ในช่วง 8%-10% และอัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อ EBITDA โดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 10 เท่าในช่วง 3 ปีข้างหน้า

ปัจจัยที่อาจทำให้อันดับเครดิตเปลี่ยนแปลง

การปรับเพิ่มอันดับเครดิตจะขึ้นอยู่กับการที่บริษัทสามารถสร้างผลกำไรได้อย่างแข็งแกร่งกว่าที่ทริสเรทติ้งประมาณการไว้ และลดระดับภาระหนี้ของบริษัทลงจนทำให้อัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อ EBITDA อยู่ที่ระดับต่ำกว่า 8 เท่าเป็นระยะเวลาที่ต่อเนื่อง

ในขณะที่ปัจจัยที่จะส่งผลกดดันต่ออันดับเครดิตอาจเกิดจากการที่บริษัทมีต้นทุนก่อสร้างที่สูงกว่าประมาณการอย่างมีนัยสำคัญในโครงการหลัก หรือการให้การสนับสนุนทางการเงินแก่บริษัทในเครือในระดับสูงและไม่คาดคิด ซึ่งส่งผลให้อัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อ EBITDA เพิ่มขึ้นเกินกว่า 13 เท่าเป็นระยะเวลาที่ต่อเนื่อง

ข้อมูลงบการเงินและอัตราส่วนทางการเงินที่สำคัญ*

หน่วย: ล้านบาท

———————— ณ วันที่ 31 ธันวาคม ———————– 2568 2567 2566 2565 2564 รายได้จากการดำเนินงานรวม 44,680 37,866 36,883 18,447 12,938 กำไรก่อนดอกเบี้ยจ่ายและภาษี 4,754 3,690 3,475 2,337 1,942 กำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย 4,639 3,649 3,925 2,039 2,129 เงินทุนจากการดำเนินงาน 2,403 1,496 1,995 599 695 ดอกเบี้ยจ่ายที่ปรับปรุงแล้ว 2,117 2,036 1,846 1,418 1,394 เงินลงทุน 407 443 897 388 814 สินทรัพย์รวม 117,075 113,102 96,745 85,151 83,421 หนี้สินทางการเงินที่ปรับปรุงแล้ว 39,414 45,574 49,056 40,323 37,502 ส่วนของผู้ถือหุ้นที่ปรับปรุงแล้ว 28,691 26,479 26,008 24,466 26,108 อัตราส่วนทางการเงินที่ปรับปรุงแล้ว อัตรากำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (%) 10.4 9.6 10.6 11.1 16.5 อัตราส่วนผลตอบแทนต่อเงินทุนถาวร (%) 5.9 4.5 4.5 3.3 2.8 อัตราส่วนกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายต่อดอกเบี้ยจ่าย (เท่า) 2.2 1.8 2.1 1.4 1.5 อัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย (เท่า) 8.5 12.5 12.5 19.8 17.6 อัตราส่วนเงินทุนจากการดำเนินงานต่อหนี้สินทางการเงิน (%) 6.1 3.3 4.1 1.5 1.9 อัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อเงินทุน (%) 57.9 63.3 65.4 62.2 59.0

*งบการเงินรวม

เกณฑ์การจัดอันดับเครดิตที่เกี่ยวข้อง

– เกณฑ์การจัดอันดับเครดิตธุรกิจทั่วไป, 29 ธันวาคม 2568

– อัตราส่วนทางการเงินที่สำคัญและการปรับปรุงตัวเลขทางการเงินสำหรับธุรกิจทั่วไป, 7 พฤศจิกายน 2568

– เกณฑ์การจัดอันดับเครดิตตราสารหนี้, 26 ธันวาคม 2567

บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) (CK)

อันดับเครดิตองค์กร: A- อันดับเครดิตตราสารหนี้: CK265A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 800 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2569 A- CK265B: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 3,800 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2569 A- CK267A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 2,700 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2569 A- CK274A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 2,376 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2570 A- CK275B: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 500 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2570 A- CK283A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 800 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2571 A- CK284A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 2,500 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2571 A- CK285A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 1,700 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2571 A- CK285B: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 1,000 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2571 A- CK294A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 557 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2572 A- CK295B: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 900 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2572 A- CK304A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 1,550 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2573 A- CK305A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 1,000 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2573 A- CK308A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 1,500 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2573 A- CK314A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 204 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2574 A- CK315A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 2,500 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2574 A- CK324A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 450 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2575 A- CK325A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 1,500 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2575 A- CK335A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 3,200 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2576 A- CK344A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 2,345 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2577 A- CK354A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 1,000 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2578 A- แนวโน้มอันดับเครดิต: Stable

อันดับเครดิตในอดีต

วันที่ทบทวนล่าสุด: 01 เมษายน 2568

วันที่ อันดับเครดิต แนวโน้มอันดับเครดิต / เครดิตพินิจ 09 เม.ย. 64 A- Stable 04 เม.ย. 62 A Stable 30 ม.ค. 58 A- Stable 24 ม.ค. 57 BBB+ Positive 26 ก.พ. 56 BBB+ Stable 21 ม.ค. 54 BBB Stable 09 มิ.ย. 52 BBB+ Negative 23 ก.ค. 50 BBB+ Stable 16 ก.พ. 50 A- Alert Negative 07 ก.ย. 47 A- Stable

คงอันดับเครดิตองค์กรและหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันของ บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) หรือ (CK) ที่ระดับ “A-” ด้วยแนวโน้มอันดับเครดิต “Stable” หรือ “คงที่”

อันดับเครดิตสะท้อนถึงสถานะของบริษัทในการเป็นผู้รับเหมาก่อสร้างชั้นนำในประเทศไทยซึ่งมีความสามารถในการรับงานโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่และมีความซับซ้อน รวมถึงมูลค่างานในมือจำนวนมาก นอกจากนี้ อันดับเครดิตยังสะท้อนถึงความยืดหยุ่นทางการเงินที่เกิดจากการลงทุนเชิงกลยุทธ์ของบริษัท อย่างไรก็ตาม จุดแข็งดังกล่าวถูกลดทอนลงบางส่วนจากภาระหนี้ที่อยู่ในระดับปานกลางและอัตรากำไรที่ค่อนข้างน้อยและผันผวนในธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง

ประเด็นสำคัญที่กำหนดอันดับเครดิต

มีสถานะเป็นผู้รับเหมาก่อสร้างชั้นนำของประเทศ

บริษัทเป็นหนึ่งในผู้รับเหมาก่อสร้างรายใหญ่ที่สุด 3 อันดับแรกที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเมื่อพิจารณาจากรายได้และขนาดสินทรัพย์ บริษัทมีความเชี่ยวชาญในงานก่อสร้างที่หลากหลายครอบคลุมงานก่อสร้างทั่วไป ไปจนถึงงานก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ที่มีความซับซ้อนสูง เช่น งานโครงการระบบขนส่งมวลชนใต้ดินและโรงไฟฟ้าพลังน้ำ นอกจากนี้ บริษัทยังลงทุนในโครงการขนาดใหญ่หลายโครงการ ซึ่งช่วยให้บริษัทได้รับสัญญาก่อสร้างและสร้างรายได้ประจำในระยะยาวในฐานะผู้ถือหุ้นหรือผู้รับสัมปทานในโครงการ

จากผลงานที่ผ่านมาและฐานทุนขนาดใหญ่ของบริษัทช่วยให้บริษัทสามารถดำเนินโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ในประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้านได้ จุดแข็งดังกล่าวสะท้อนจากงานในมือจำนวนมากและความสำเร็จในการได้รับงานโครงการโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐอย่างต่อเนื่อง ด้วยความเชี่ยวชาญด้านการบริหารงานก่อสร้าง โครงการส่วนใหญ่จึงแล้วเสร็จตามกำหนดเวลา และสามารถควบคุมต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพตามแผนที่วางไว้

งานรับเหมาก่อสร้างในมือจำนวนมากจะช่วยสนับสนุนการเติบโตของรายได้ในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า

ณ สิ้นปี 2568 บริษัทมีมูลค่างานในมือสูงถึง 1.7 แสนล้านบาท โดยโครงการหลัก ได้แก่ โครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีส้มฝั่งตะวันตก มูลค่า 8.9 หมื่นล้านบาท โครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำหลวงพระบาง มูลค่า 5.1 หมื่นล้านบาท โครงการก่อสร้างทางรถไฟสายเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ สัญญาที่ 2 และ 3 มูลค่า 1.1 หมื่นล้านบาท และโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วง (ส่วนต่อขยายฝั่งใต้) สัญญาที่ 1 และ 2 มูลค่า 8 พันล้านบาท ซึ่งทั้ง 4 โครงการนี้คาดว่าจะสร้างรายได้รับเหมาก่อสร้างประมาณ 2.9-3.2 หมื่นล้านบาทต่อปีในช่วง 3 ปีข้างหน้า

เมื่อมองไปข้างหน้า โครงการที่บริษัทคาดว่าจะได้รับการเซ็นสัญญางานก่อสร้างในปี 2569 ประกอบด้วย โครงการทางด่วนยกระดับชั้นที่ 2 มูลค่า 3.5 หมื่นล้านบาท โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง (ส่วนต่อขยายฝั่งใต้) สำหรับงานระบบและซ่อมบำรุง มูลค่า 3.0 หมื่นล้านบาท นอกจากนี้ บริษัทยังคาดว่าจะได้รับงานก่อสร้างใหม่อีกอย่างน้อยปีละ 1.5 หมื่นล้านบาท โดยได้แรงหนุนจากการเร่งรัดการประมูลงานและการเซ็นสัญญางานก่อสร้างในโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของภาครัฐ เช่น งานก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง งานรถไฟทางคู่ งานทางด่วน และงานขยายสนามบิน เป็นต้น รายได้จากโครงการที่คาดว่าจะเกิดขึ้นดังกล่าว เมื่อรวมกับมูลค่างานก่อสร้างในมือในปัจจุบัน คาดว่าจะช่วยสนับสนุนการเติบโตของรายได้ 7%-8% ในอีก 3 ปีข้างหน้า

ภายใต้ประมาณการพื้นฐานของทริสเรทติ้ง รายได้ของบริษัทคาดว่าจะอยู่ที่ 4.5 หมื่นล้านบาทในปี 2569 และจะเพิ่มขึ้นเป็น 4.9 หมื่นล้านบาทในปี 2570 และ 5.2 หมื่นล้านบาทในปี 2571 โดยมูลค่างานในมือของบริษัทจะช่วยรักษาระดับรายได้ที่ประมาณ 85% ของประมาณการรายได้ในปี 2569 65% ในปี 2570 และ 55% ในปี 2571 นอกจากนี้ จากสมมติฐานกรณีพื้นฐาน คาดว่าบริษัทจะได้งานโครงการทางด่วนยกระดับชั้นที่ 2 ในปี 2569 งานโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง (ส่วนต่อขยายฝั่งใต้) สำหรับงานระบบและซ่อมบำรุงในปี 2570 และได้งานรับเหมาก่อสร้างใหม่มูลค่า 1.5 หมื่นล้านบาทต่อปีในช่วง 3 ปีข้างหน้าอีกด้วย เนื่องจากความไม่แน่นอนเกี่ยวกับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ทริสเรทติ้งยังคาดว่าอัตรากำไรขั้นต้นของบริษัทจะยังคงอยู่ในช่วง 7.5%-8.0% ขณะที่ EBITDA Margin คาดว่าจะอยู่ในช่วง 8%-10% ดังนั้น EBITDA ต่อปีของบริษัทคาดว่าจะอยู่ในช่วง 4.0-4.5 พันล้านบาทในช่วงปี 2569-2571

การลงทุนเชิงกลยุทธ์ในธุรกิจสาธารณูปโภคช่วยเพิ่มเสถียรภาพของรายได้และความยืดหยุ่นทางการเงิน

การลงทุนเชิงกลยุทธ์ของบริษัทในธุรกิจสาธารณูปโภคต่าง ๆ ช่วยสร้างโอกาสให้บริษัททั้งงานก่อสร้างและแหล่งรายได้ประจำ ณ สิ้นปี 2568 บริษัทถือหุ้นใน บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BEM) ที่สัดส่วน 43% บริษัท ซีเคพาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) (CKP) 30% และ บริษัท ทีทีดับบลิว จำกัด (มหาชน) (TTW) 19% โดย BEM ประกอบกิจการทางด่วนและรถไฟฟ้าภายใต้สัญญาสัมปทานระยะยาว ในขณะที่ TTW และ CKP มีรายได้ที่ค่อนข้างสม่ำเสมอจากการดำเนินงานโครงการสาธารณูปโภคพื้นฐานซึ่งอยู่ภายใต้สัญญาซื้อขายระยะยาว รายได้จากงานรับเหมาก่อสร้างส่วนใหญ่ของบริษัทมาจากโครงการที่เกี่ยวข้องกับบริษัทในเครือ ซึ่งช่วยลดผลกระทบจากความผันผวนของธุรกิจรับเหมาก่อสร้างได้บางส่วน อีกทั้งยังช่วยสร้างรายได้ประจำและเพิ่มความยืดหยุ่นทางการเงินให้แก่บริษัทด้วย

ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ส่วนแบ่งกำไรและเงินปันผลจากการลงทุนเหล่านี้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2568 ส่วนแบ่งกำไรอยู่ที่ 2.2 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 1.9 พันล้านบาทในปี 2567 ในขณะที่รายได้จากเงินปันผลเพิ่มขึ้นเป็น 1.5 พันล้านบาทในปี 2568 จาก 1.4 พันล้านบาทในปีก่อนหน้า เมื่อมองไปข้างหน้า ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทในเครือคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 1.8-1.9 พันล้านบาท ในขณะที่เงินปันผลคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 1.6-1.8 พันล้านบาทต่อปีในช่วง 3 ปีข้างหน้า นอกจากนี้ การลงทุนดังกล่าวยังช่วยให้บริษัทมีความยืดหยุ่นทางการเงินจากการอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ โดย ณ สิ้นปี 2568 เงินลงทุนเหล่านี้มีมูลค่าตลาดอยู่ที่ 4.8 หมื่นล้านบาท

ภาระหนี้ปรับตัวดีขึ้น แต่ยังคงอยู่ในระดับสูง

ภาระหนี้ของบริษัทปรับตัวดีขึ้น แม้ว่าจะยังคงสูงกว่าบริษัทรับเหมาก่อสร้างทั่วไป เนื่องจากโครงสร้างทางธุรกิจของบริษัทที่เป็นทั้งผู้รับเหมาก่อสร้างและผู้ประกอบธุรกิจลงทุน ณ สิ้นปี 2568 ภาระหนี้ทั้งหมดของบริษัทอยู่ที่ 4.8 หมื่นล้านบาท ลดลงจาก 5.4 หมื่นล้านบาทในปี 2567 การลดลงของภาระหนี้เกิดจากรายได้ค่าก่อสร้างรับล่วงหน้าจากเจ้าของโครงการซึ่งเพิ่มขึ้น 5.8 พันล้านบาทเมื่อเทียบกับปี 2567 และได้รับเงินประมาณ 2.8 พันล้านบาทจากการขายหุ้น 10% ในโครงการเขื่อนหลวงพระบางให้กับ TTW ทำให้อัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อเงินทุนของบริษัทลดลงเหลือ 58% ในปี 2568 จาก 63% ในปี 2567 ขณะที่อัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อ EBITDA ปรับตัวดีขึ้นเป็น 8.5 เท่า จาก 12.5 เท่าในปีก่อนหน้า

เมื่อมองไปข้างหน้า อัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อเงินทุนของบริษัทคาดว่าจะทรงตัวอยู่ที่ประมาณ 55%-60% และอัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อ EBITDA จะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 9-10 เท่าในช่วง 3 ปีข้างหน้า แม้ว่าบริษัทจะได้รับเงินต้นคืนจำนวน 4.2 พันล้านบาทจาก บริษัท ไซยะบุรี พาวเวอร์ จำกัด ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 แล้วก็ตาม แต่คาดว่าระดับหนี้โดยรวมของบริษัทจะยังคงอยู่ในระดับสูง เนื่องจากบริษัทจะยังคงมีความต้องการเงินทุนหมุนเวียนจำนวนมากสำหรับโครงการขนาดใหญ่ที่กำลังดำเนินการอยู่ ซึ่งอาจส่งผลให้ภาระหนี้ของบริษัทเพิ่มสูงขึ้น นอกจากนี้ บริษัทยังมีความจำเป็นต้องลงทุนเพิ่มอีก 2.5 พันล้านบาทในโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำหลวงพระบางในช่วง 3-4 ปีข้างหน้า (รวมส่วนเงินลงทุนของ TTW ที่ต้องเพิ่มในโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำหลวงพระบางที่บริษัทได้รับล่วงหน้าจาก TTW แล้ว)

ข้อกำหนดทางการเงินที่สำคัญตามเงื่อนไขทางการเงินของหุ้นกู้ กำหนดให้บริษัทจะต้องดำรงอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้นไม่ให้เกินกว่า 3 เท่า ทั้งนี้ บริษัทมีอัตราส่วนดังกล่าว ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2568 อยู่ที่ระดับ 1.3 เท่า จากช่วงห่างจากข้อกำหนดทางการเงินที่เพียงพอ ทริสเรทติ้งเชื่อว่าบริษัทจะยังคงปฏิบัติตามเงื่อนไขทางการเงินได้ในช่วง 12-18 เดือนข้างหน้า

มีสภาพคล่องที่เพียงพอ

สภาพคล่องของบริษัทถือว่าอยู่ในระดับที่เพียงพอในช่วง 12 เดือนข้างหน้า ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 บริษัทมีภาระหนี้ที่จะครบกำหนดชำระในอีก 12 เดือนข้างหน้าจำนวน 1.24 หมื่นล้านบาท ซึ่งประกอบด้วยหุ้นกู้จำนวน 7.3 พันล้านบาท และเงินกู้จากสถาบันการเงินจำนวน 5.1 พันล้านบาท อีกทั้งคาดว่าบริษัทจะมีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ประมาณ 2.3-2.5 พันล้านบาทเพื่อใช้เป็นค่าใช้จ่ายการลงทุน เงินปันผลจ่ายและเงินลงทุนในบริษัทในเครือ ขณะที่แหล่งเงินทุนของบริษัทมีอยู่ประมาณ 1.9 หมื่นล้านบาท ประกอบด้วยเงินสดจำนวน 9.8 พันล้านบาทและวงเงินสินเชื่อที่ยังไม่ได้เบิกใช้อีกจำนวน 9.2 พันล้านบาท ทริสเรทติ้งประมาณการว่าบริษัทจะมีเงินทุนจากการดำเนินงานในช่วง 12 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ประมาณ 2.0 พันล้านบาท ในขณะที่หนี้หุ้นกู้ที่จะครบกำหนดไถ่ถอนส่วนใหญ่นั้นบริษัทมักชำระคืนด้วยการออกหุ้นกู้ชุดใหม่ นอกจากนี้ บริษัทยังมีความยืดหยุ่นทางการเงินในการขายหุ้นบางส่วนใน BEM CKP หรือ TTW หากจำเป็น อย่างไรก็ตาม บริษัทจะยังคงการถือหุ้นในสัดส่วนที่มีนัยสำคัญในบริษัททั้ง 3 แห่งนี้ต่อไป

โครงสร้างหนี้

ณ เดือนธันวาคม 2568 หนี้สินรวมของบริษัทซึ่งไม่นับรวมหนี้สินตามสัญญาเช่ามีจำนวน 4.8 หมื่นล้านบาท โดยในจำนวนนี้เป็นหนี้ที่มีลำดับในการได้รับชำระคืนก่อนจำนวน 3.9 พันล้านบาท ซึ่งประกอบด้วยหนี้เงินกู้ที่มีหลักประกันของบริษัทและหนี้เงินกู้ทั้งหมดที่ดำเนินการโดยบริษัทย่อยต่าง ๆ ทำให้อัตราส่วนหนี้ที่มีลำดับในการได้รับชำระคืนก่อนต่อหนี้สินรวมของบริษัทอยู่ที่ระดับ 8%

สมมติฐานกรณีพื้นฐาน

  • รายได้ของบริษัทจะอยู่ที่ประมาณ 4.5 หมื่นล้านบาทในปี 2569 4.9 หมื่นล้านบาทในปี 2570 และ 5.2 หมื่นล้านบาทในปี 2571
  • EBITDA Margin จะคงอยู่ที่ประมาณ 8%-10%
  • ดอกเบี้ยจากเงินสนับสนุนให้กู้ยืมประมาณ 4.3 พันล้านบาทในโครงการไซยะบุรีจะได้รับชำระคืนในช่วงปี 2569-2572
  • เงินลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำหลวงพระบางจะอยู่ที่ประมาณ 2.5 พันล้านบาทในช่วง 3 ปีข้างหน้า
  • จะไม่มีการลงทุนขนาดใหญ่หรือการสนับสนุนทางการเงินจำนวนมากแก่บริษัทที่เกี่ยวข้อง

แนวโน้มอันดับเครดิต

แนวโน้มอันดับเครดิต “Stable” หรือ “คงที่” สะท้อนถึงความคาดหมายของทริสเรทติ้งว่าบริษัทจะยังคงรักษาความสามารถในการแข่งขันที่อยู่ในระดับสูงในธุรกิจรับเหมาก่อสร้างเอาไว้ได้ต่อไปและจะสามารถรักษาผลการดำเนินได้ตามที่ทริสเรทติ้งประมาณการไว้ ในขณะเดียวกัน ทริสเรทติ้งยังคาดว่าบริษัทจะรักษา EBITDA Margin ให้อยู่ในช่วง 8%-10% และอัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อ EBITDA โดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 10 เท่าในช่วง 3 ปีข้างหน้า

ปัจจัยที่อาจทำให้อันดับเครดิตเปลี่ยนแปลง

การปรับเพิ่มอันดับเครดิตจะขึ้นอยู่กับการที่บริษัทสามารถสร้างผลกำไรได้อย่างแข็งแกร่งกว่าที่ทริสเรทติ้งประมาณการไว้ และลดระดับภาระหนี้ของบริษัทลงจนทำให้อัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อ EBITDA อยู่ที่ระดับต่ำกว่า 8 เท่าเป็นระยะเวลาที่ต่อเนื่อง

ในขณะที่ปัจจัยที่จะส่งผลกดดันต่ออันดับเครดิตอาจเกิดจากการที่บริษัทมีต้นทุนก่อสร้างที่สูงกว่าประมาณการอย่างมีนัยสำคัญในโครงการหลัก หรือการให้การสนับสนุนทางการเงินแก่บริษัทในเครือในระดับสูงและไม่คาดคิด ซึ่งส่งผลให้อัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อ EBITDA เพิ่มขึ้นเกินกว่า 13 เท่าเป็นระยะเวลาที่ต่อเนื่อง

ข้อมูลงบการเงินและอัตราส่วนทางการเงินที่สำคัญ*

หน่วย: ล้านบาท

———————— ณ วันที่ 31 ธันวาคม ———————– 2568 2567 2566 2565 2564 รายได้จากการดำเนินงานรวม 44,680 37,866 36,883 18,447 12,938 กำไรก่อนดอกเบี้ยจ่ายและภาษี 4,754 3,690 3,475 2,337 1,942 กำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย 4,639 3,649 3,925 2,039 2,129 เงินทุนจากการดำเนินงาน 2,403 1,496 1,995 599 695 ดอกเบี้ยจ่ายที่ปรับปรุงแล้ว 2,117 2,036 1,846 1,418 1,394 เงินลงทุน 407 443 897 388 814 สินทรัพย์รวม 117,075 113,102 96,745 85,151 83,421 หนี้สินทางการเงินที่ปรับปรุงแล้ว 39,414 45,574 49,056 40,323 37,502 ส่วนของผู้ถือหุ้นที่ปรับปรุงแล้ว 28,691 26,479 26,008 24,466 26,108 อัตราส่วนทางการเงินที่ปรับปรุงแล้ว อัตรากำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (%) 10.4 9.6 10.6 11.1 16.5 อัตราส่วนผลตอบแทนต่อเงินทุนถาวร (%) 5.9 4.5 4.5 3.3 2.8 อัตราส่วนกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายต่อดอกเบี้ยจ่าย (เท่า) 2.2 1.8 2.1 1.4 1.5 อัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย (เท่า) 8.5 12.5 12.5 19.8 17.6 อัตราส่วนเงินทุนจากการดำเนินงานต่อหนี้สินทางการเงิน (%) 6.1 3.3 4.1 1.5 1.9 อัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อเงินทุน (%) 57.9 63.3 65.4 62.2 59.0

*งบการเงินรวม

เกณฑ์การจัดอันดับเครดิตที่เกี่ยวข้อง

– เกณฑ์การจัดอันดับเครดิตธุรกิจทั่วไป, 29 ธันวาคม 2568

– อัตราส่วนทางการเงินที่สำคัญและการปรับปรุงตัวเลขทางการเงินสำหรับธุรกิจทั่วไป, 7 พฤศจิกายน 2568

– เกณฑ์การจัดอันดับเครดิตตราสารหนี้, 26 ธันวาคม 2567

บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) (CK)

อันดับเครดิตองค์กร: A- อันดับเครดิตตราสารหนี้: CK265A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 800 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2569 A- CK265B: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 3,800 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2569 A- CK267A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 2,700 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2569 A- CK274A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 2,376 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2570 A- CK275B: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 500 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2570 A- CK283A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 800 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2571 A- CK284A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 2,500 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2571 A- CK285A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 1,700 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2571 A- CK285B: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 1,000 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2571 A- CK294A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 557 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2572 A- CK295B: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 900 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2572 A- CK304A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 1,550 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2573 A- CK305A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 1,000 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2573 A- CK308A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 1,500 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2573 A- CK314A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 204 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2574 A- CK315A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 2,500 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2574 A- CK324A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 450 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2575 A- CK325A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 1,500 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2575 A- CK335A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 3,200 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2576 A- CK344A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 2,345 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2577 A- CK354A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 1,000 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2578 A- แนวโน้มอันดับเครดิต: Stable

อันดับเครดิตในอดีต

วันที่ทบทวนล่าสุด: 01 เมษายน 2568

วันที่ อันดับเครดิต แนวโน้มอันดับเครดิต / เครดิตพินิจ 09 เม.ย. 64 A- Stable 04 เม.ย. 62 A Stable 30 ม.ค. 58 A- Stable 24 ม.ค. 57 BBB+ Positive 26 ก.พ. 56 BBB+ Stable 21 ม.ค. 54 BBB Stable 09 มิ.ย. 52 BBB+ Negative 23 ก.ค. 50 BBB+ Stable 16 ก.พ. 50 A- Alert Negative 07 ก.ย. 47 A- Stable

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...