โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

รายงานพิเศษ:ดีเดย์15มี.ค.เปิดสภาเลือก"ประธานฯ"ก้าวแรกจัดตั้งรัฐบาลใหม่

PostToday

อัพเดต 14 มี.ค. เวลา 02.36 น. • เผยแพร่ 14 มี.ค. เวลา 23.00 น.

การเมืองไทยเดินหน้าเข้าสู่หมุดหมายสำคัญภายหลังเสร็จสิ้นรัฐพิธีฯ โดยในวันนี้ (15 มีนาคม 2569) เวลา 09.00 น. มีวาระการประชุมสภาผู้แทนราษฎรที่สำคัญเพื่อเลือก “ประธานสภาผู้แทนราษฎร” และ “รองประธานสภาผู้แทนราษฎร” ซึ่งถือเป็นกลไกนิติบัญญัติขั้นแรกที่จะส่งผลโดยตรงต่อเสถียรภาพในการจัดตั้งรัฐบาลและการควบคุมเกมในสภาฯ ตลอดวาระ 4 ปีข้างหน้า

ขั้นตอนเริ่มต้นด้วยการที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ทั้ง 499 คน ที่ได้รับการรับรองจาก กกต. (คิดเป็นจำนวนเกินร้อยละ 95 ตามเกณฑ์เปิดสภา) ต้องกล่าวคำปฏิญาณตนตามรัฐธรรมนูญมาตรา 115 เพื่อยืนยันการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต โดยคาดหมายว่า นายไพโรจน์ โล่ห์สุนทร สส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย ในวัย 89 ปี ทำหน้าที่เป็นประธานชั่วคราวในที่ประชุม เนื่องจากเป็นสมาชิกที่มีอาวุโสสูงสุดตามธรรมเนียมปฏิบัติ

เปิดกระบวนการ "ลงคะแนนลับ" วัดพลังขั้วการเมือง

ประเด็นที่เป็นหัวใจสำคัญของการประชุมครั้งนี้คือ กระบวนการเลือกที่กำหนดให้ “กระทำเป็นการลับ” ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 120 โดยที่ประชุมจะต้องมีมติร่วมกันก่อนว่าจะให้มีรองประธานสภากี่คน (1 หรือ 2 คน) ก่อนจะเข้าสู่ขั้นตอนการเสนอชื่อและลงคะแนน ซึ่งหนึ่งสมาชิกมีสิทธิออกเสียงได้เพียงหนึ่งเสียง

การลงคะแนนลับถือเป็น "จุดเปลี่ยน" สำคัญที่มักสร้างเซอร์ไพรส์ทางการเมือง เนื่องจากเป็นการยากที่จะควบคุมทิศทางคะแนนเสียงให้เป็นไปตามมติพรรค (Whip) ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ อย่างไรก็ตาม หากเกิดกรณีที่คะแนนเสียงเท่ากัน รัฐธรรมนูญกำหนดให้ประธานในที่ประชุม (ประธานชั่วคราว) เป็นผู้ออกเสียงชี้ขาดเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งเสียง ซึ่งถือเป็นกลไกป้องกันทางตันทางการเมืองที่อาจเกิดขึ้นได้ในกรณีที่เสียงของทั้งสองขั้วก้ำกึ่งกัน

เงื่อนไข "ความเป็นกลาง" และบทบาทเชิงนโยบาย

คุณสมบัติของผู้ที่จะก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่งนี้มีข้อจำกัดชัดเจนว่า ต้องไม่ดำรงตำแหน่งใดๆ หรือเป็นกรรมการบริหารในพรรคการเมือง เพื่อรักษาความเป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งสะท้อนถึงความพยายามของรัฐธรรมนูญในการแยกฝ่ายนิติบัญญัติออกจากอิทธิพลของฝ่ายบริหารและพรรคการเมืองอย่างเด็ดขาด

ในเชิงลึก การได้ตัวประธานสภาฯ ที่มาจากฝั่งเสียงข้างมากที่มีความพร้อม จะช่วยให้กระบวนการทางกฎหมายและนโยบายของรัฐบาลในอนาคตขับเคลื่อนไปได้อย่างราบรื่น เนื่องจากประธานสภาฯ มีอำนาจในการบรรจุวาระการประชุม และควบคุมการอภิปราย ซึ่งหากการเลือกครั้งนี้ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี ย่อมเป็นสัญญาณบวกที่แสดงถึงความพร้อมของขั้วอำนาจใหม่ในการบริหารประเทศ

ทั้งนี้ ผู้ที่ได้รับการคาดหมายว่าจะได้รับการเสนอให้เป็นประธานสภาฯ เพื่อขอคะแนนสนับสนุนจากสส. คือนายโสภณ ซารัมย์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย อดีตรองนายกรัฐมนตรีในสมัยรัฐบาลอนุทิน1 ซึ่งในการเลือกตั้ง69 พรรคภูมิใจไทยถือครองสส.ในสภาผู้แทนราษฎรชุดที่27 จำนวน191เสียง

สัญญาณบวกต่อความเชื่อมั่นและตลาดทุน

ผลกระทบจากการเลือกตำแหน่งสำคัญนี้ จะเป็นตัวชี้วัดความเชื่อมั่นของนักลงทุนและภาคธุรกิจ (Business Sentiment) หากขั้นตอนเป็นไปอย่างเรียบร้อยและรวดเร็ว จะสะท้อนถึงเอกภาพของพรรคร่วมรัฐบาลที่รวบรวมเสียงข้างมากไว้ได้จริง ลดความเสี่ยงทางการเมือง (Political Risk) ที่เป็นตัวฉุดรั้งการตัดสินใจลงทุนในช่วงเปลี่ยนผ่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งอยู่ในช่วงสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง

ขั้นตอนสุดท้ายหลังจากได้มติคือ การนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง โดยประธานสภาผู้แทนราษฎรคนใหม่จะมีภารกิจสำคัญที่สุดลำดับถัดไป คือการนัดประชุมรัฐสภาเพื่อ “โหวตเลือกนายกรัฐมนตรี” ซึ่งถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายในการจัดตั้งอำนาจบริหารเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างเป็นทางการ.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...