ทำความรู้จัก BlackRock ยักษ์ใหญ่กองทุนโลก
ทำความรู้จัก BlackRock บริษัทบริหารสินทรัพย์รายใหญ่ที่สุดของโลก ผู้ขับเคลื่อนกระแสการลงทุนผ่านกองทุนดัชนีและ ETF ภายใต้แบรนด์ iShares พร้อมบทบาทต่อระบบการเงินโลกและการลงทุนของนักลงทุนไทยผ่านกองทุนรวมต่างประเทศ
BlackRock เป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ (Asset Management) จากสหรัฐอเมริกา ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1988 โดย Larry Fink ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) และมีสำนักงานใหญ่ในนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกาปัจจุบัน BlackRock ถือเป็นบริษัทจัดการกองทุนที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีมูลค่า สินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (Assets Under Management: AUM) มากกว่า 13 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2025
โดยธุรกิจหลักของBlackRock คือการบริหารเงินลงทุนให้กับนักลงทุนทั่วโลก ทั้งนักลงทุนรายย่อย สถาบันการเงิน กองทุนบำเหน็จบำนาญ บริษัทประกัน รวมถึงรัฐบาล โดยมีผลิตภัณฑ์การลงทุนหลากหลาย เช่น กองทุนรวม (Mutual Funds) หุ้นและตราสารหนี้ สินทรัพย์ทางเลือก (Alternative Assets) และกองทุน ETF (Exchange-Traded Fund)
หนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่สำคัญของบริษัทคือ กองทุน ETF ภายใต้แบรนด์ iShares ซึ่งถือเป็นแพลตฟอร์ม ETF ที่ใหญ่ที่สุดในโลก และได้รับความนิยมจากนักลงทุนจำนวนมาก เนื่องจากมีค่าธรรมเนียมต่ำและสามารถลงทุนตามดัชนีตลาดสำคัญได้อย่างสะดวก นอกจากนี้ BlackRock ยังพัฒนาเทคโนโลยีการลงทุน เช่น Aladdin investment platform ซึ่งเป็นระบบวิเคราะห์ความเสี่ยงและบริหารพอร์ตการลงทุนที่สถาบันการเงินจำนวนมากทั่วโลกใช้งาน
โดยขนาดธุรกิจ ETF ของBlackRock ของ iShares ถือเป็นแพลตฟอร์ม ETF ที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมี ETF มากกว่า 1,600 กองทุน และบริหารสินทรัพย์มากกว่า 5 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่ง ETF ถูกมองว่าเป็นเครื่องมือสำคัญที่ทำให้การลงทุนทั่วโลกเข้าถึงได้ง่ายขึ้น และเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่ทำให้ BlackRock เติบโตอย่างรวดเร็ว
ปัจจุบัน BlackRockเดินหน้าขยายธุรกิจ Private Markets หรือการลงทุนในสินทรัพย์ที่ไม่ได้ซื้อขายผ่านตลาดหลักทรัพย์ เพื่อรองรับแนวโน้มการเติบโตของสินทรัพย์ทางเลือกในตลาดการเงินโลก
Private Markets ครอบคลุมการลงทุนหลายประเภท ได้แก่ Private Equity หรือการลงทุนในหุ้นของบริษัทที่ยังไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์, Private Credit ซึ่งเป็นการปล่อยกู้โดยกองทุนลงทุนแทนธนาคาร, การลงทุนใน โครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) เช่น ท่าเรือ ถนน และพลังงาน รวมถึงการลงทุนใน อสังหาริมทรัพย์ (Real Estate)
สินทรัพย์เหล่านี้จัดอยู่ในกลุ่ม Alternative Assets หรือสินทรัพย์ทางเลือก ซึ่งได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นจากนักลงทุนสถาบันทั่วโลก เนื่องจากสามารถช่วยเพิ่มผลตอบแทนและกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนได้ดีกว่าสินทรัพย์แบบดั้งเดิม
แม้ว่า BlackRockจะเป็นผู้นำระดับโลกในธุรกิจกองทุน ETF แต่ลักษณะของธุรกิจ ETF มีค่าธรรมเนียมการบริหารค่อนข้างต่ำ ขณะที่การลงทุนใน Private Markets สามารถสร้างรายได้จากค่าธรรมเนียมที่สูงกว่าในระยะยาว ส่งผลให้บริษัทเร่งขยายธุรกิจดังกล่าวเพื่อเพิ่มแหล่งรายได้และกระจายโครงสร้างธุรกิจ การขยายตัวดังกล่าวยังทำให้ BlackRockต้องแข่งขันกับบริษัทบริหารสินทรัพย์ทางเลือกขนาดใหญ่ เช่น Blackstone, Apollo Global Management และ KKR ซึ่งล้วนเป็นผู้เล่นสำคัญในตลาด Private Markets ระดับโลก
อีกหนึ่งในดีลสำคัญของบริษัทคือการเข้าซื้อกิจการ HPS Investment Partners บริษัทด้าน Private Credit มูลค่าประมาณ 12,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งมีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารราว 148,000 ล้านดอลลาร์ การเข้าซื้อกิจการครั้งนี้จะทำให้ BlackRockมีแพลตฟอร์มธุรกิจ Private Credit ขนาดมากกว่า 200,000 ล้านดอลลาร์ และสามารถให้บริการทางการเงินแก่บริษัทเอกชนในรูปแบบต่าง ๆ เช่น direct lending และ structured finance
นอกจากนี้ บริษัทยังได้เข้าซื้อ Preqin บริษัทผู้ให้บริการข้อมูลด้าน Private Markets มูลค่าประมาณ 3.2 พันล้านดอลลาร์ โดย Preqin มีผู้ใช้งานมากกว่า 220,000 รายทั่วโลก และมีฐานข้อมูลครอบคลุมกองทุนมากกว่า 210,000 กองทุน
ขณะเดียวกัน บริษัทได้เพิ่มการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานระดับโลก โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี เช่น Data Center, ระบบพลังงาน และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่สามารถสร้างกระแสเงินสดระยะยาวและมีความต้องการเพิ่มขึ้นจากการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัล
หลังจากการเข้าซื้อกิจการหลายรายการ BlackRockได้จัดตั้งแพลตฟอร์มใหม่ชื่อ Private Financing Solutions (PFS) เพื่อรวมธุรกิจด้าน Private Credit, Direct Lending, Asset-based Finance, CLO และ Real Estate Financing เข้าไว้ในโครงสร้างเดียว โดยแพลตฟอร์มดังกล่าวช่วยให้บริษัทสามารถให้บริการทางการเงินแก่ภาคธุรกิจตั้งแต่บริษัทขนาดกลางไปจนถึงบริษัทขนาดใหญ่
ทั้งนี้ BlackRockตั้งเป้าระดมทุนในธุรกิจ Private Markets ให้ได้ประมาณ 400,000 ล้านดอลลาร์ภายในปี 2030 และเพิ่มสัดส่วนรายได้จากธุรกิจ Private Markets และธุรกิจเทคโนโลยี จากปัจจุบันราว 15% ของรายได้บริษัท ให้เพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 30% ในอนาคต
สำหรับแนวโน้มการเติบโตของ Private Markets ยังสะท้อนการเปลี่ยนแปลงสำคัญของระบบการเงินโลก เนื่องจากบริษัทจำนวนมากเริ่มหันมาระดมทุนผ่านตลาดทุนเอกชนแทนการกู้เงินจากธนาคาร โดยเฉพาะธุรกิจที่ต้องใช้เงินลงทุนระยะยาว เช่น เทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐาน พลังงานสะอาด และ Data Center
บทบาทของ BlackRock ในตลาดการลงทุนโลก
ด้วยขนาดสินทรัพย์ภายใต้การบริหารที่มากกว่า 13 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ BlackRockเป็นหนึ่งในผู้เล่นสำคัญของระบบการเงินโลก โดยบริหารเงินลงทุนให้กับสถาบันการเงินขนาดใหญ่จำนวนมาก และยังเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ในบริษัทจดทะเบียนทั่วโลกผ่านกองทุนดัชนีและ ETF โดยหุ้นขนาดใหญ่ที่มีสัดส่วนสูงในพอร์ตของBlackRock เช่น NVIDIA Microsoft Apple Amazon และ Meta Platforms
การถือครองหุ้นในบริษัทขนาดใหญ่จำนวนมากทำให้ BlackRockเป็นผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิออกเสียงในบริษัทระดับโลกหลายอุตสาหกรรม และมีอิทธิพลต่อแนวโน้มการกำกับดูแลกิจการ (Corporate Governance)
นอกจากนี้ BlackRockยังมีบทบาทในการกำหนดทิศทางการลงทุนระดับโลก เช่น การผลักดันแนวคิด การลงทุนอย่างยั่งยืน (ESG) การเติบโตของ กองทุนดัชนีต้นทุนต่ำ รวมทั้งการขยายการลงทุนใน สินทรัพย์ทางเลือกและโครงสร้างพื้นฐาน
บทบาทของ BlackRock ในตลาดทุนไทย
ในปัจจุบันแม้ BlackRockจะไม่ได้มีบทบาทโดยตรงในตลาดทุนไทยเท่ากับบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนในประเทศ แต่บริษัทมีบทบาท ทางอ้อมผ่านกองทุนต่างประเทศ ที่บริษัทจัดการกองทุนไทยนำไปลงทุน โดยกองทุนรวมไทยจำนวนมากใช้กองทุนหรือ ETF ของ BlackRock เป็น กองทุนหลักในการลงทุนต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดหุ้นสหรัฐ ญี่ปุ่น และตลาดหุ้นโลก
สาเหตุที่บริษัทจัดการกองทุนในไทยนิยมใช้กองทุนของBlackRock ได้แก่ เป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก มี ETF ภายใต้แบรนด์ iShares มีสภาพคล่องสูง รวมทั้งค่าธรรมเนียมต่ำเมื่อเทียบกับกองทุนแบบ Active และสามารถเข้าถึงตลาดการลงทุนทั่วโลกได้หลากหลาย จึงทำให้ BlackRock มีบทบาทสำคัญต่อการลงทุนของนักลงทุนไทย แม้จะไม่ได้ลงทุนผ่านบริษัทโดยตรง
ข้อพิพาทและคดีความที่เกี่ยวข้องกับ BlackRock
ถึงแม้ BlackRockจะเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา บริษัทก็เคยเผชิญข้อพิพาททางกฎหมายและการกำกับดูแลหลายกรณี ซึ่งส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับประเด็นค่าธรรมเนียมกองทุน ความโปร่งใสในการเปิดเผยข้อมูล และนโยบายการลงทุน มากกว่าการไม่จ่ายเงินให้ผู้ลงทุนโดยตรง
หนึ่งในคดีสำคัญเกิดขึ้นในช่วงปี 2014 เมื่อกลุ่มนักลงทุนยื่นฟ้องบริษัทต่อศาลรัฐบาลกลางสหรัฐ โดยกล่าวหาว่ากองทุนบางกอง เช่น BlackRock Global Allocation Fund และ BlackRock Equity Dividend Fund เรียกเก็บค่าธรรมเนียมบริหารสูงเกินสมควรเมื่อเทียบกับกองทุนลักษณะเดียวกัน อย่างไรก็ตาม ในปี 2019 ศาลสหรัฐมีคำสั่งยกฟ้องคดีดังกล่าว โดยระบุว่าผู้ฟ้องไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าค่าธรรมเนียมของกองทุนไม่สมเหตุสมผลตามกฎหมาย
อีกกรณีหนึ่งเกิดขึ้นในปี 2015 เมื่อ U.S. Securities and Exchange Commission (SEC) กล่าวหาว่า BlackRockไม่ได้เปิดเผยความขัดแย้งทางผลประโยชน์ของผู้จัดการกองทุนรายหนึ่งอย่างเพียงพอ หลังพบว่าผู้จัดการกองทุนดังกล่าวมีผลประโยชน์ในธุรกิจพลังงานที่เกี่ยวข้องกับบริษัทถ่านหินซึ่งเป็นการลงทุนในกองทุนของบริษัท ภายหลัง BlackRock ตกลงยอมจ่ายค่าปรับประมาณ 12 ล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อยุติคดี โดยไม่ได้ยอมรับหรือปฏิเสธข้อกล่าวหาของหน่วยงานกำกับดูแล
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา BlackRockยังเผชิญแรงกดดันทางกฎหมายจากหลายรัฐในสหรัฐที่เกี่ยวข้องกับนโยบายการลงทุนด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล หรือ ESG โดยรัฐเท็กซัสและรัฐอื่น ๆ ได้ยื่นฟ้องบริษัท รวมถึงผู้จัดการสินทรัพย์รายใหญ่อีกสองรายคือ Vanguard และ State Street Global Advisors โดยกล่าวหาว่าการใช้สิทธิผู้ถือหุ้นและนโยบาย ESG ของบริษัทอาจมีผลกดดันต่ออุตสาหกรรมพลังงาน โดยเฉพาะธุรกิจถ่านหินและเชื้อเพลิงฟอสซิล
นอกจากนี้ ในปี 2025 รัฐเทนเนสซียังได้ยื่นฟ้องBlackRock โดยกล่าวหาว่าบริษัทอาจสื่อสารข้อมูลเกี่ยวกับกลยุทธ์ ESG ต่อผู้ลงทุนไม่ชัดเจนเพียงพอ อย่างไรก็ตาม ทั้งสองฝ่ายได้บรรลุข้อตกลงยุติคดีในภายหลัง โดยบริษัทตกลงปรับปรุงการเปิดเผยข้อมูลและเพิ่มความโปร่งใสในการสื่อสารกับนักลงทุน
โดยภาพรวม แม้ BlackRock จะเคยเผชิญข้อพิพาททางกฎหมายหลายกรณี แต่ส่วนใหญ่เป็นประเด็นด้านการกำกับดูแลและความโปร่งใสในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งพบได้ทั่วไปในอุตสาหกรรมการบริหารสินทรัพย์ระดับโลก และยังไม่เคยมีคดีสำคัญที่พิสูจน์ว่าบริษัทไม่สามารถจ่ายเงินคืนให้ผู้ลงทุนในกองทุนที่บริหารได้
อย่างไรก็ตาม แม้ BlackRock จะเดินหน้าขยายธุรกิจ Private Markets อย่างต่อเนื่อง แต่การรุกเข้าสู่ตลาด Private Credit ซึ่งถูกวางให้เป็นหนึ่งในเครื่องยนต์รายได้ใหม่ของบริษัท ก็เริ่มเผชิญแรงกดดันจากความผันผวนในตลาดการเงินโลกมากขึ้น ล่าสุดเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2569 BlackRock ได้จำกัดการไถ่ถอนเงินลงทุนจากกองทุน Private Credit ขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง หลังจากนักลงทุนยื่นคำขอถอนเงินเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว สะท้อนความกังวลที่เพิ่มขึ้นต่ออุตสาหกรรม Private Credit ซึ่งมีมูลค่ารวมราว 1.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
กองทุนดังกล่าวคือ HPS Corporate Lending Fund มูลค่าราว 26,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในกองทุนประเภท non-traded business development company (BDC) ที่มีขนาดใหญ่ที่สุด โดยบริษัทเปิดเผยเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2569 ว่าผู้ถือหน่วยลงทุนยื่นขอไถ่ถอนคิดเป็น 9.3% ของจำนวนหน่วยทั้งหมด แต่ฝ่ายบริหารตัดสินใจอนุมัติการซื้อคืนเพียง 5% เท่านั้น ซึ่งจากการคำนวณของ Bloomberg คำขอไถ่ถอนทั้งหมดมีมูลค่าประมาณ 1,200 ล้านดอลลาร์ แต่จำนวนเงินที่นักลงทุนจะได้รับคืนจริงอยู่ที่ราว 620 ล้านดอลลาร์ สอดคล้องกับสภาพคล่องที่กองทุนมีอยู่ ณ สิ้นปีที่ผ่านมา
เหตุการณ์นี้ถือเป็นหนึ่งในสัญญาณที่ชัดเจนที่สุดของการใช้มาตรการจำกัดการไถ่ถอน หรือ gating withdrawals ในหมู่กองทุน Private Credit รายใหญ่ นับตั้งแต่ปลายปีก่อน ซึ่งเป็นช่วงที่นักลงทุนเริ่มวิตกมากขึ้นต่อสินทรัพย์ประเภทนี้ หลังเกิดกรณีล้มเหลวของผู้เล่นบางรายที่ทำให้ตลาดตั้งคำถามถึงมาตรฐานการปล่อยกู้และคุณภาพของสินทรัพย์
โดย BlackRock ระบุว่าการจำกัดการไถ่ถอนดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารสภาพคล่องตามโครงสร้างเดิมของผลิตภัณฑ์ลงทุนหลักในธุรกิจ direct lending สำหรับนักลงทุนรายย่อย หรือกองทุนที่รู้จักกันในชื่อ HLEND ซึ่งถือเป็นคุณลักษณะพื้นฐานของผลิตภัณฑ์ประเภทนี้
บริษัทอธิบายเพิ่มเติมว่า หากไม่มีการจำกัดการไถ่ถอน อาจเกิดความไม่สอดคล้องกันเชิงโครงสร้างระหว่างเงินทุนของนักลงทุนกับอายุเฉลี่ยของสินเชื่อ Private Credit ที่กองทุนเข้าไปลงทุนอยู่ก่อนหน้านี้ในเดือนกุมภาพันธ์ กองทุน non-traded BDC ดังกล่าวได้เสนอซื้อคืนหน่วยลงทุนไม่เกิน 5% ซึ่งถือเป็นระดับปกติของกองทุนลักษณะนี้ โดยในรอบนั้นกองทุนเผชิญคำขอไถ่ถอนอยู่ที่ประมาณ 4.1% เท่านั้น แสดงให้เห็นว่าความต้องการถอนเงินของนักลงทุนเร่งตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
กระแสความกังวลนี้ยังส่งผลต่อตลาดหุ้นด้วย โดยหุ้นของ BlackRock ร่วงลงมากถึง 8.3% ในวันที่ 6 มีนาคม 2569 ขณะที่หุ้นของผู้จัดการสินทรัพย์ทางเลือกรายอื่น เช่น KKR และ Ares Management ก็ปรับตัวลดลงเช่นกัน ท่ามกลางแรงกดดันที่ทำให้กลุ่มหุ้นดังกล่าวเผชิญการเริ่มต้นปีที่ย่ำแย่ที่สุดในรอบกว่าทศวรรษ
ในภาพรวม กองทุน Private Credit หลายแห่งกำลังเตรียมรับมือกับคำขอไถ่ถอนที่อาจเพิ่มขึ้นอีกระลอก ขณะที่นักลงทุนเริ่มกังวลมากขึ้นต่อแนวทางการปล่อยกู้ของอุตสาหกรรม รวมถึงความเสี่ยงจากการที่ธุรกิจบางประเภทอาจได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะกระแสปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI
ทั้งนี้ HPS Investment Partners ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้จัดการสินทรัพย์ทางเลือกด้านสินเชื่อรายใหญ่ของโลก ถูก BlackRock เข้าซื้อกิจการเมื่อปีที่แล้ว เพื่อเร่งขยายธุรกิจในกลุ่มสินทรัพย์ทางเลือกและ Private Assets ให้มากขึ้น โดยผู้บริหารของ HPS ระบุว่า การจำกัดการไถ่ถอนในครั้งนี้จะช่วยให้กองทุนยังคงมีความยืดหยุ่นเพียงพอในการเข้าลงทุนในโอกาสที่น่าสนใจ ท่ามกลางภาวะตลาดที่มีความไม่แน่นอนและความผันผวนสูง
ด้าน Glenn Schorr นักวิเคราะห์จาก Evercore ISI มองว่า การที่ HPS ตัดสินใจคงเพดานไถ่ถอนไว้ที่ 5% เป็นแนวทางที่เหมาะสม เพราะช่วยรักษาโครงสร้างของกองทุน non-traded ไม่ให้ต้องเร่งขายสินทรัพย์ในช่วงที่ตลาดตึงตัว และหลีกเลี่ยงการเพิ่มภาระหนี้หรือเลเวอเรจเพิ่มเติม โดยระบุว่ากองทุนกึ่งสภาพคล่อง หรือ semi-liquid funds ถูกออกแบบมาให้มีสภาพคล่องจำกัดอยู่แล้ว โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ตลาดเผชิญความตึงเครียด
ขณะเดียวกัน กองทุน Private Credit อีกกองหนึ่งของ BlackRock ซึ่งมีสินทรัพย์ประมาณ 2,200 ล้านดอลลาร์ ณ สิ้นปีที่ผ่านมา ก็เปิดเผยเช่นกันว่า นักลงทุนยื่นขอไถ่ถอนคิดเป็น 4.5% ของจำนวนหน่วยลงทุนทั้งหมด แต่กองทุนดังกล่าวจะสามารถรองรับคำขอได้ครบทั้งหมด
ขณะที่ผู้จัดการสินทรัพย์รายอื่นในตลาดเองก็พยายามหลีกเลี่ยงการใช้มาตรการจำกัดการไถ่ถอนแบบเดียวกับ HLEND เช่นกัน ตัวอย่างเช่น เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา กองทุน Private Credit หลักของ Blackstone ได้รองรับคำขอซื้อคืนหน่วยลงทุนในระดับสูงเป็นประวัติการณ์ที่ 7.9% ส่วนหนึ่งโดยให้บริษัทและพนักงานเข้ามาช่วยรับหน่วยลงทุนบางส่วนเพื่อลดแรงกดดันจากการไถ่ถอน ก่อนหน้านั้นในเดือนมกราคม Blue Owl Capital ก็อนุญาตให้นักลงทุนในกองทุนที่เน้นลงทุนในธุรกิจเทคโนโลยีสามารถขายคืนหน่วยลงทุนได้ประมาณ 527 ล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นราว 15% ของสินทรัพย์สุทธิของกองทุน
ทั้งนี้ เหตุการณ์ล่าสุดจึงสะท้อนให้เห็นว่า แม้ BlackRock จะเป็นยักษ์ใหญ่ของโลกการลงทุน และกำลังเร่งขยายธุรกิจ Private Markets อย่างจริงจัง แต่ธุรกิจ Private Credit ซึ่งถูกมองว่าเป็นแหล่งรายได้สำคัญในอนาคต ก็ยังเผชิญความเสี่ยงด้านสภาพคล่องและความเชื่อมั่นของนักลงทุนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดการเงินมีความผันผวนสูงและนักลงทุนต้องการถือสินทรัพย์ที่เปลี่ยนเป็นเงินสดได้ง่ายกว่าเดิม
ที่มา :