โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หายนะที่รอวันระเบิด

สยามรัฐ

อัพเดต 20 มี.ค. เวลา 01.28 น. • เผยแพร่ 20 มี.ค. เวลา 01.00 น.

ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ / ทหารประชาธิปไตย

ผลกระทบต่อระบบนิเวศอ่าวเปอร์เซียหากสหรัฐโจมตีอุตสาหกรรมน้ำมันบนเกาะคาร์ก

เกาะคาร์ก (Kharg Island) คือแนวปะการังปะทะซึมขนาด 22 ตารางกิโลเมตรที่ตั้งอยู่ห่างจากชายฝั่งอิหร่านเพียง 25 กิโลเมตรในอ่าวเปอร์เซีย บนพื้นที่เล็กกะทัดรัดนี้มีถังเก็บน้ำมันดิบความจุประมาณ 30 ล้านบาร์เรล ท่อส่งน้ำมันจากแหล่งผลิตหลักทั่วอิหร่านมาบรรจบกัน และท่าเทียบเรือที่สามารถรองรับเรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่ได้พร้อมกันถึง 10 ลำ ทั้งหมดนี้คือหัวใจของการส่งออกน้ำมันกว่าร้อยละ 90 ของอิหร่าน

หากสหรัฐตัดสินใจโจมตีโครงสร้างพื้นฐานน้ำมันบนเกาะแห่งนี้ ผลที่ตามมาจะไม่จำกัดอยู่แค่มิติเศรษฐกิจหรือการทหาร แต่จะก่อให้เกิดหายนะทางสิ่งแวดล้อมที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ

1. น้ำมันไหลลงทะเล: จุดเริ่มต้นของหายนะ

ถังเก็บน้ำมันดิบบนเกาะคาร์ก มีน้ำมันสำรองอยู่ประมาณ 18–30 ล้านบาร์เรลตามการประเมินของ Kpler และ Reuters ณ ปัจจุบัน หากโครงสร้างถูกทำลายพร้อมกัน น้ำมันจำนวนมหาศาลนี้จะไหลลงสู่อ่าวเปอร์เซียในทันที เพื่อให้เห็นภาพ เหตุการณ์ Deepwater Horizon ในอ่าวเม็กซิโกปี 2553 ซึ่งถือเป็นหายนะน้ำมันรั่วครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์อเมริกา มีน้ำมันรั่วไหลประมาณ 4.9 ล้านบาร์เรล — น้อยกว่าที่คาร์กเก็บไว้ถึงสี่ถึงหกเท่า

ความแตกต่างที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือลักษณะทางภูมิศาสตร์ อ่าวเปอร์เซียเป็นทะเลกึ่งปิดที่มีความลึกเฉลี่ยเพียง 50 เมตร การหมุนเวียนของน้ำช้ามาก น้ำมันที่ไหลลงจะไม่กระจายออกสู่มหาสมุทรเปิดอย่างรวดเร็วเหมือนในทะเลเปิด แต่จะวนเวียนสะสมอยู่ในอ่าวที่มีชายฝั่งหนาแน่นและระบบนิเวศเปราะบางเป็นเวลานานหลายปี

2. เมื่อน้ำมันพบไฟ: หายนะที่ดับไม่ได้ประเด็นที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองข้ามคือความเป็นไปได้ที่น้ำมันดิบบนผิวน้ำจะติดไฟ ไม่ว่าจะจากการโจมตีต่อเนื่อง เศษกระสุนร้อน หรือแม้แต่ไฟฟ้าสถิต เมื่อน้ำมันดิบลอยเป็นชั้นหนาบนผิวอ่าวแล้วลุกไหม้ จะเกิดสถานการณ์ที่ไม่มีเทคโนโลยีใดในโลกสามารถควบคุมได้

กรณีเปรียบเทียบที่ใกล้เคียงที่สุดคือการที่ซัดดัม ฮุสเซนเผาบ่อน้ำมันในคูเวต 700 แห่งระหว่างสงครามอ่าวเปอร์เซียปี 2534 ต้องใช้ทีมดับเพลิงจากกว่า 10 ประเทศ อุปกรณ์หนักหลายพันชิ้น และเวลากว่า 9 เดือนจึงดับได้ — และนั่นเป็นไฟบนบก มีถนนเข้าถึง ไม่มีการสู้รบ ไฟบนผิวน้ำในอ่าวเปอร์เซียกลางสงครามจะเข้าถึงไม่ได้เลย ทั้งทางเรือ ทางอากาศ และทางบก และจะลามตามกระแสน้ำและลมมรสุมเข้าหาชายฝั่งของทุกประเทศที่อยู่รอบอ่าวซึ่งควันพิษเหล่านี้จะก่อตัวเป็นเมฆลอยตามกระแสลม กลายเป็นฝนพิษตกในพื้นที่ห่างไกลอย่างเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย Cascade ไปสู่โครงสร้างพื้นฐานบนบก ชายฝั่งซาอุดิอาระเบียซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเกาะคห์ากในระยะเพียงไม่กี่ร้อยกิโลเมตร มี Ras Tanura ท่าส่งออกน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดในโลก และ Abqaiq โรงงานแปรรูปน้ำมันที่ผลิตน้ำมันกว่าร้อยละ 7 ของโลก ไฟที่ลามตามผิวน้ำเข้าสู่ชายฝั่งเหล่านี้จะสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่มีใครสั่งโจมตีแต่จะพังพินาศเองโดยอัตโนมัติ

3. ผลกระทบต่อระบบนิเวศอ่าวเปอร์เซีย

แนวปะการังและสัตว์ทะเล อ่าวเปอร์เซียมีแนวปะการังที่ปรับตัวให้อยู่รอดในน้ำอุณหภูมิสูงและความเค็มสูงได้ ซึ่งเป็นระบบนิเวศที่หายากและมีคุณค่าทางวิทยาศาสตร์อย่างยิ่ง น้ำมันดิบที่เคลือบผิวน้ำจะตัดออกซิเจนและแสงแดด ทำลายแนวปะการังภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ สัตว์น้ำรวมถึงปลา เต่าทะเล และโลมา ซึ่งหลายชนิดใกล้สูญพันธุ์อยู่แล้ว จะไม่มีทางรอด นักวิทยาศาสตร์ประเมินว่าระบบนิเวศใต้น้ำของอ่าวเปอร์เซียอาจต้องใช้เวลาฟื้นตัวนานกว่า 20–30 ปี หากสามารถฟื้นตัวได้

น้ำดื่ม: วิกฤตที่เร่งด่วนที่สุด

ผลกระทบที่เร่งด่วนที่สุดต่อมนุษย์ไม่ใช่น้ำมันหรือไฟ แต่คือน้ำดื่ม ประเทศอ่าวเปอร์เซียทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นซาอุดิอาระเบีย UAE คูเวต กาตาร์ และบาห์เรน พึ่งพาระบบกลั่นน้ำทะเล (Desalination) เป็นแหล่งน้ำดื่มหลัก ระบบเหล่านี้สูบน้ำทะเลเข้ามากลั่น หากน้ำทะเลปนเปื้อนน้ำมันดิบ ระบบจะหยุดทำงานทันทีเพราะจะทำลายเมมเบรนกรองน้ำ ประชากรหลายสิบล้านคนในภูมิภาคจะเผชิญวิกฤตน้ำดื่มภายในเวลาไม่กี่วัน

คุณภาพอากาศและสุขภาพประชาชน

ควันจากน้ำมันดิบที่ลุกไหม้ประกอบด้วยคาร์บอนมอนอกไซด์ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ สารอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) และอนุภาคขนาดเล็ก PM2.5 ที่เป็นอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจอย่างรุนแรง ควันจะแผ่ขยายตามทิศลมครอบคลุมคูเวต บาห์เรน กาตาร์ UAE และชายฝั่งซาอุดิอาระเบียภายในชั่วโมง กลุ่มเสี่ยงอย่างเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจจะได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด

4. ผลกระทบระลอกที่สาม: ภูมิภาคและโลก

ความเสียหายจะไม่หยุดอยู่แค่อ่าวเปอร์เซีย ทะเลอาหรับซึ่งเชื่อมต่อกับอ่าวผ่านช่องแคบฮอร์มุซจะได้รับมลพิษแพร่กระจายออกไปด้วย ประเทศชายฝั่งมหาสมุทรอินเดียอย่างโอมาน ปากีสถาน และอินเดียจะเริ่มรับผลกระทบในระยะกลาง ส่วนผลกระทบต่อการประมงเชิงพาณิชย์ในระดับภูมิภาคจะส่งผลต่อความมั่นคงทางอาหารของประชากรหลายร้อยล้านคนที่พึ่งพาโปรตีนจากทะเลเป็นหลัก

ในระดับโลก การสูญเสียกำลังการส่งออกน้ำมัน 1.5–2 ล้านบาร์เรลต่อวันจากเกาะคาร์ก บวกกับความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานน้ำมันของซาอุดิอาระเบียที่อาจตามมา จะดันราคาน้ำมันให้สูงเกิน 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลตามการประเมินของ BCA Research ซึ่งจะซ้ำเติมเศรษฐกิจโลกที่กำลังชะลอตัวอยู่แล้ว

บทสรุป: ต้นทุนที่ไม่มีใครจ่ายได้

การโจมตีอุตสาหกรรมน้ำมันบนเกาะคาร์ก จะไม่ใช่แค่ปฏิบัติการทางทหาร แต่คือการจุดชนวนหายนะสิ่งแวดล้อมที่ทุกฝ่ายจะตกเป็นเหยื่อ รวมถึงผู้ที่สั่งโจมตีเอง ระบบนิเวศอ่าวเปอร์เซียที่ใช้เวลาสะสมมาหลายพันปีอาจพังพินาศภายในไม่กี่วัน และไม่มีงบประมาณหรือเทคโนโลยีใดที่จะฟื้นคืนได้ในชั่วอายุคน

นี่คือเหตุผลที่ทรัมป์ประกาศชัดเจนว่า "เลือกไม่ทำลายโครงสร้างพื้นฐานน้ำมัน" แม้ถ้อยคำของเขาจะอ้างเหตุผลด้านมนุษยธรรม แต่ความจริงที่ซ่อนอยู่คือไฟในอ่าวเปอร์เซียไม่ใช่อาวุธที่ใครควบคุมได้ เป็นแค่หายนะที่รอวันระเบิด และเมื่อระเบิดแล้ว จะไม่มีใครได้ชนะ

อย่างไรก็ตามยังไม่อาจมั่นใจได้ว่าทรัมป์จะได้รับข้อมูลเหล่านี้หรือไม่ เพราะเขาถูกแวดล้อมไปด้วยพวกที่มีความคิดผิวเผินบวกกับการตัดสินใจที่รวดเร็วแต่ตื้นเขินของทรัมป์ ดังที่เขาให้สัมภาษณ์ว่าก่อนยุติสงครามเขาอาจจะโจมตีอิหร่านเพื่อความสนุกอีกสองสามครั้ง นี่คือความคิดของผู้นำหรือคนบ้า

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...