โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

IMF เตือนวิกฤตพลังงานยืดเยื้อเสี่ยงดันเงินเฟ้อพุ่ง-ทุบจีดีพีโลก หลังราคาน้ำมันดิบเบรนท์ยืนเหนือ 100 ดอลลาร์

การเงินธนาคาร

อัพเดต 20 มี.ค. เวลา 11.11 น. • เผยแพร่ 20 มี.ค. เวลา 04.11 น.

กองทุนการเงินระหว่างประเทศเกาะติดสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ชี้กระทบห่วงโซ่อุปทานพลังงานและปุ๋ยอย่างรุนแรง เผยราคาน้ำมันและก๊าซพุ่งสูงขึ้นกว่า 50% ภายในเดือนเดียว กระทบต้นทุนขนส่งและเสี่ยงผลักดันราคาอาหารโลกปรับตัวสูงขึ้น เปิดสูตรคำนวณ Rule of Thumb ทุก 10% ของราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นฉุดผลผลิตเศรษฐกิจโลกลดลง 0.1% - 0.2% หากสถานการณ์ลากยาว

20 มีนาคม 2569—นางจูลี โคแซก โฆษกหญิงของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) แถลงการณ์เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 19 มีนาคม 2569 ระบุว่า IMF กำลังติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะผลกระทบจากการชะงักงันในภาคการผลิตพลังงาน ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันสำคัญที่อาจส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นและฉุดรั้งการเติบโตของเศรษฐกิจโลกให้ชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากความขัดแย้งดังกล่าวได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเส้นทางการขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ จนผลักดันให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ปรับตัวสูงขึ้นทะลุระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

รายงานระบุว่า ในรอบ 1 เดือนที่ผ่านมา ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 50% นอกจากนี้ ภาคการเกษตรยังเผชิญความเสี่ยงจากการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานปุ๋ย ซึ่งเมื่อผนวกกับอุปสรรคด้านการขนส่งโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ ยิ่งเพิ่มโอกาสที่จะเกิดภาวะราคาอาหารปรับตัวสูงขึ้นอย่างรุนแรง โดยระดับความรุนแรงของผลกระทบจะขึ้นอยู่กับระยะเวลาและขอบเขตของความขัดแย้งที่เกิดขึ้น

ในเชิงสถิติทางเศรษฐศาสตร์ IMF ได้เปิดเผยเกณฑ์การประเมินผลกระทบเบื้องต้น (Rule of Thumb) เพื่อชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างต้นทุนพลังงานและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ โดยระบุว่าหากราคาพลังงานปรับตัวเพิ่มขึ้นทุกๆ 10% และทรงตัวอยู่ในระดับดังกล่าวเป็นเวลา 1 ปี จะส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยทั่วโลกดีดตัวสูงขึ้น 0.4% ในขณะที่ผลผลิตทางเศรษฐกิจ (Economic Output) จะหดตัวลงประมาณ 0.1% ถึง 0.2% ดังนั้น หากราคาน้ำมันดิบยังคงยืนเหนือระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลต่อเนื่องเป็นเวลา 1 ปี ย่อมส่งผลกระทบเชิงลบอย่างรุนแรงต่อตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) และการคาดการณ์เงินเฟ้อในระดับมหภาค

"ทุก ๆ 10% ของราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้น หากสภาวะดังกล่าวคงอยู่เป็นเวลาประมาณ 1 ปี จะส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อทั่วโลกเพิ่มขึ้น 0.4% รวมถึงทำให้ผลผลิตทางเศรษฐกิจลดลง 0.1% - 0.2%" — จูลี โคแซก โฆษกกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF)

สำหรับมาตรการสนับสนุนทางการเงิน โฆษก IMF เปิดเผยว่าในขณะนี้ยังไม่ได้รับคำขออย่างเป็นทางการจากประเทศสมาชิกเพื่อขอรับการสนับสนุนเงินทุนฉุกเฉิน อย่างไรก็ตาม สถาบันมีความพร้อมที่จะเข้าช่วยเหลือหากมีความจำเป็น โดยเจ้าหน้าที่ระดับสูงของ IMF กำลังอยู่ระหว่างการหารือร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผู้ว่าการธนาคารกลางของประเทศสมาชิก รวมถึงสถาบันการเงินระดับภูมิภาค เพื่อประเมินสถานการณ์และวางแนวทางรองรับความผันผวนทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้น

"ธนาคารกลางต่าง ๆ ควรเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดว่า นอกเหนือจากราคาพลังงานแล้ว มีปัจจัยอื่นที่ทำให้เงินเฟ้อปรับตัวเพิ่มขึ้นอีกหรือไม่ และการคาดการณ์เงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับที่ควบคุมได้หรือไม่" — ประเด็นย้ำเตือนจากโฆษก IMF ถึงหน่วยงานกำกับดูแลนโยบายการเงินทั่วโลก

ทั้งนี้ IMF เตรียมนำข้อมูลผลกระทบเชิงลึกจากสถานการณ์สงครามดังกล่าว บรรจุลงในรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (World Economic Outlook) ฉบับปรับปรุงใหม่ ซึ่งมีกำหนดการเผยแพร่ในช่วงกลางเดือนเมษายน 2569 นี้ ระหว่างการประชุมฤดูใบไม้ผลิ (Spring Meetings) ร่วมกับธนาคารโลก (World Bank) เพื่อให้ประเทศสมาชิกใช้เป็นแนวทางในการปรับปรุงนโยบายเศรษฐกิจให้สอดคล้องกับสภาวะวิกฤตพลังงานและแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่กำลังทวีความรุนแรง

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์รอบโลก ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...