IMF เตือนวิกฤตพลังงานยืดเยื้อเสี่ยงดันเงินเฟ้อพุ่ง-ทุบจีดีพีโลก หลังราคาน้ำมันดิบเบรนท์ยืนเหนือ 100 ดอลลาร์
กองทุนการเงินระหว่างประเทศเกาะติดสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ชี้กระทบห่วงโซ่อุปทานพลังงานและปุ๋ยอย่างรุนแรง เผยราคาน้ำมันและก๊าซพุ่งสูงขึ้นกว่า 50% ภายในเดือนเดียว กระทบต้นทุนขนส่งและเสี่ยงผลักดันราคาอาหารโลกปรับตัวสูงขึ้น เปิดสูตรคำนวณ Rule of Thumb ทุก 10% ของราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นฉุดผลผลิตเศรษฐกิจโลกลดลง 0.1% - 0.2% หากสถานการณ์ลากยาว
20 มีนาคม 2569—นางจูลี โคแซก โฆษกหญิงของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) แถลงการณ์เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 19 มีนาคม 2569 ระบุว่า IMF กำลังติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะผลกระทบจากการชะงักงันในภาคการผลิตพลังงาน ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันสำคัญที่อาจส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นและฉุดรั้งการเติบโตของเศรษฐกิจโลกให้ชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากความขัดแย้งดังกล่าวได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเส้นทางการขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ จนผลักดันให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ปรับตัวสูงขึ้นทะลุระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
รายงานระบุว่า ในรอบ 1 เดือนที่ผ่านมา ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 50% นอกจากนี้ ภาคการเกษตรยังเผชิญความเสี่ยงจากการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานปุ๋ย ซึ่งเมื่อผนวกกับอุปสรรคด้านการขนส่งโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ ยิ่งเพิ่มโอกาสที่จะเกิดภาวะราคาอาหารปรับตัวสูงขึ้นอย่างรุนแรง โดยระดับความรุนแรงของผลกระทบจะขึ้นอยู่กับระยะเวลาและขอบเขตของความขัดแย้งที่เกิดขึ้น
ในเชิงสถิติทางเศรษฐศาสตร์ IMF ได้เปิดเผยเกณฑ์การประเมินผลกระทบเบื้องต้น (Rule of Thumb) เพื่อชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างต้นทุนพลังงานและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ โดยระบุว่าหากราคาพลังงานปรับตัวเพิ่มขึ้นทุกๆ 10% และทรงตัวอยู่ในระดับดังกล่าวเป็นเวลา 1 ปี จะส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยทั่วโลกดีดตัวสูงขึ้น 0.4% ในขณะที่ผลผลิตทางเศรษฐกิจ (Economic Output) จะหดตัวลงประมาณ 0.1% ถึง 0.2% ดังนั้น หากราคาน้ำมันดิบยังคงยืนเหนือระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลต่อเนื่องเป็นเวลา 1 ปี ย่อมส่งผลกระทบเชิงลบอย่างรุนแรงต่อตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) และการคาดการณ์เงินเฟ้อในระดับมหภาค
"ทุก ๆ 10% ของราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้น หากสภาวะดังกล่าวคงอยู่เป็นเวลาประมาณ 1 ปี จะส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อทั่วโลกเพิ่มขึ้น 0.4% รวมถึงทำให้ผลผลิตทางเศรษฐกิจลดลง 0.1% - 0.2%" — จูลี โคแซก โฆษกกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF)
สำหรับมาตรการสนับสนุนทางการเงิน โฆษก IMF เปิดเผยว่าในขณะนี้ยังไม่ได้รับคำขออย่างเป็นทางการจากประเทศสมาชิกเพื่อขอรับการสนับสนุนเงินทุนฉุกเฉิน อย่างไรก็ตาม สถาบันมีความพร้อมที่จะเข้าช่วยเหลือหากมีความจำเป็น โดยเจ้าหน้าที่ระดับสูงของ IMF กำลังอยู่ระหว่างการหารือร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผู้ว่าการธนาคารกลางของประเทศสมาชิก รวมถึงสถาบันการเงินระดับภูมิภาค เพื่อประเมินสถานการณ์และวางแนวทางรองรับความผันผวนทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้น
"ธนาคารกลางต่าง ๆ ควรเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดว่า นอกเหนือจากราคาพลังงานแล้ว มีปัจจัยอื่นที่ทำให้เงินเฟ้อปรับตัวเพิ่มขึ้นอีกหรือไม่ และการคาดการณ์เงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับที่ควบคุมได้หรือไม่" — ประเด็นย้ำเตือนจากโฆษก IMF ถึงหน่วยงานกำกับดูแลนโยบายการเงินทั่วโลก
ทั้งนี้ IMF เตรียมนำข้อมูลผลกระทบเชิงลึกจากสถานการณ์สงครามดังกล่าว บรรจุลงในรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (World Economic Outlook) ฉบับปรับปรุงใหม่ ซึ่งมีกำหนดการเผยแพร่ในช่วงกลางเดือนเมษายน 2569 นี้ ระหว่างการประชุมฤดูใบไม้ผลิ (Spring Meetings) ร่วมกับธนาคารโลก (World Bank) เพื่อให้ประเทศสมาชิกใช้เป็นแนวทางในการปรับปรุงนโยบายเศรษฐกิจให้สอดคล้องกับสภาวะวิกฤตพลังงานและแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่กำลังทวีความรุนแรง