DeeMoney กางโรดแมปปี 2026 เตรียมรุก Stable Coin และ Cross Border QR
DeeMoney กางโรดแมปปี 2026 ยกระดับนวัตกรรมชำระเงินข้ามพรมแดนแบบเรียลไทม์ ชูเทคโนโลยี Stable Coin และ Cross Border QR เชื่อมโยงเครือข่ายทั่วโลก
วันที่ 27 เมษายน 2569 - นายอัศวิน พละพงศ์พานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง DeeMoney เปิดเผยถึงทิศทางการดำเนินธุรกิจและวิสัยทัศน์ในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมฟินเทคของไทย ในฐานะผู้ให้บริการที่ไม่ใช่ธนาคาร (Non-bank) รายแรกและรายเดียวในประเทศไทยที่สามารถยกระดับระบบปฏิบัติการขึ้นสู่มาตรฐาน ISO เพื่อรองรับธุรกรรมการโอนเงินระหว่างประเทศ (Cross Border Transaction) ได้เทียบเท่าธนาคารพาณิชย์ชั้นนำ
นายอัศวินระบุว่า ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา DeeMoney มีการเติบโตในอัตราที่สูงมาก โดยบริษัทฯ ได้รับโอกาสสำคัญในการเป็นตัวแทนฟินเทคจากประเทศไทยเข้าร่วมงาน Money 20/20 ซึ่งเป็นงานระดับโลก โดย DeeMoney ถือเป็นฟินเทคด้านการโอนเงินข้ามพรมแดนเพียงรายเดียวในนิทรรศการที่มีการสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรในระดับ Global ต่างจากฟินเทคทั่วไปในไทยที่ยังเน้นทำธุรกิจภายในประเทศเป็นหลัก
ปัจจุบัน DeeMoney มีส่วนแบ่งการตลาดที่แข็งแกร่ง โดยพบว่าธุรกรรมการโอนเงินเข้าสู่ประเทศไทย 1 ใน 3 รายการ จะต้องผ่านระบบของ DeeMoney ซึ่งมียอดธุรกรรมเฉลี่ยสูงกว่า 400,000 ถึง 500,000 รายการต่อเดือน หรือคาดการณ์ที่ 4 ล้านรายการต่อปี คิดเป็นมูลค่าเงินหมุนเวียนในระบบกว่า 8,000 ล้านบาทต่อเดือน
หัวใจสำคัญที่ทำให้ DeeMoney เติบโตอย่างก้าวกระโดด คือ การลงทุนในระบบตรวจสอบประวัติลูกค้า (Screening) และ การเช็ครายชื่อบุคคลที่ถูกคว่ำบาตร (Sanction) แบบเรียลไทม์ ซึ่งต้องใช้เงินลงทุนสูงและมีความซับซ้อนในเชิงเทคนิค ระบบดังกล่าวช่วยให้ธุรกรรมกว่า 99% จากทั้งหมด 4 ล้านรายการ สามารถดำเนินการได้เสร็จสิ้นภายในระยะเวลาน้อยกว่า 1 นาที
นอกจากความเร็วแล้ว DeeMoneyยังมุ่งเน้นการลดต้นทุนการโอนเงินให้กับกลุ่มแรงงานไทยในต่างประเทศ เช่น อิสราเอล เกาหลี และไต้หวัน ซึ่งเดิมมีต้นทุนการโอนเงินผ่านธนาคารสูงถึง 1,500-2,000 บาทต่อครั้ง หรือคิดเป็น 10% ของยอดโอน แต่เมื่อเปลี่ยนมาใช้ระบบของ DeeMoney ผ่านพันธมิตรในต่างประเทศ ต้นทุนจะลดลงเหลือเพียง 2-5 เหรียญสหรัฐ หรือไม่เกิน 200 บาทต่อครั้ง อีกทั้งยังสามารถโอนได้ตลอด 24 ชั่วโมงโดยไม่ติดวันหยุดธนาคาร
ในส่วนของสัดส่วนมูลค่าธุรกรรม 8,000 ล้านบาทต่อเดือน นายอัศวินเปิดเผยว่าเกือบ 50% มาจากกลุ่มชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในไทย โดยกลุ่มนี้มักมีมูลค่าการโอนต่อครั้งสูงกว่ากลุ่มแรงงานถึง 3-4 เท่า เนื่องจากมีความจำเป็นในการโอนเงินเพื่อดูแลที่พักอาศัยหรือทำธุรกิจในประเทศไทย ขณะที่กลุ่มแรงงานจะมีพฤติกรรมโอนจำนวนเงินน้อยแต่มีความถี่สูงตามรอบการออกของเงินเดือน
แผนยุทธศาสตร์ปี 2026
Cross Border QR และ Stable Coin
สำหรับแผนการพัฒนาในปีนี้ DeeMoneyเตรียมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ คือ “Cross Border QR” ในช่วงไตรมาสที่ 3 เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่นักท่องเที่ยวต่างชาติสามารถใช้ E-wallet จากประเทศต้นทางสแกนชำระเงินผ่าน QR Code พร้อมเพย์ (PromptPay) ของร้านค้าในไทยได้ทันที โดยไม่ต้องเปิดบัญชีธนาคารในไทย ซึ่งจะช่วยลดค่าธรรมเนียมจากเดิมที่ต้องเสียผ่านบัตรเครดิต 3-5% ให้เหลือต่ำกว่า 2% และยังช่วยให้ร้านค้าได้รับเงินบาทโดยไม่เสียค่าธรรมเนียมการรับบัตร โดยตั้งเป้ายอดธุรกรรมจากผลิตภัณฑ์นี้ไว้ที่ 1,000 ล้านบาทในปีแรก
นอกจากนี้ บริษัทฯ กำลังศึกษาและทดลองใช้เทคโนโลยี Stable Coin (โดยเฉพาะ USDC) ในกระบวนการหลังบ้านเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการโอนเงินข้ามพรมแดน แม้ปัจจุบันระบบจะมีความเร็วในระดับนาทีอยู่แล้ว แต่ Stable Coin จะเข้ามาช่วยลดต้นทุนและช่วยบริหารความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนในช่วงเวลาที่ตลาดปิดหรือวันหยุดยาวได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างการนำเสนอเป็น Use Case ต่อธนาคารแห่งประเทศไทย
ข้อเสนอแนะต่อหน่วยงานกำกับดูแล
นายอัศวินได้ฝากประเด็นสำคัญถึงธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เกี่ยวกับการปรับปรุงข้อกำหนดด้านวงเงินการโอนเงินสำหรับนิติบุคคล โดยปัจจุบันผู้ได้รับใบอนุญาตยังติดข้อจำกัดในการทำธุรกรรมได้ไม่เกิน 800,000 บาทต่อวัน ซึ่งไม่สอดคล้องกับความต้องการของกลุ่ม Micro SME ที่นำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ หากมีการปลดล็อกเรื่องวงเงิน จะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถลดต้นทุนแฝงและป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน (FX Risk) ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
นายอัศวินเน้นย้ำว่า DeeMoneyจะยังคงมุ่งมั่นพัฒนาแพลตฟอร์มเพื่อให้เป็นตัวกลางในการเชื่อมต่อทางการเงินระหว่างประเทศไทยกับทั่วโลก โดยอาศัยความแข็งแกร่งของระบบที่ใช้เวลาสร้างมากว่า 7-8 ปี จนได้รับความไว้วางใจจากพันธมิตรกว่า 70 รายในกว่า 100 ประเทศทั่วโลก