ไขปริศนา "น้ำมันหาย?" รัฐบาลดันมาตรการแก้ไข โรงกลั่นเดินเครื่องเต็มกำลัง แต่หน้าปั๊มรถต่อคิวยาวเหยียด ใครกักตุน?
ท่ามกลางวิกฤตพลังงานที่ดูเหมือนจะคลี่คลายในเชิงนโยบายแต่ในทางปฏิบัติ “หยดน้ำมัน" กลับไปไม่ถึงรถของประชาชนอย่างที่ควรจะเป็น ซึ่งเรื่องนี้จึงเกิดคำถามว่าเกิดอะไรขึ้น “น้ำมันที่ผลิตออกมามหาศาลหายไปอยู่ที่ไหน” ล่าสุดจากการประชุมศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ระบุว่าในสถานการณ์ปัจจุบันคนไทยทั้งประเทศมีความต้องการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง พุ่งสูงขึ้นถึง 82-84 ล้านลิตร/วัน ทั้งนี้เมื่อตัวเลขการใช้น้ำมันของประชาชนชัดเจน ทำให้รัฐบาลโดยกระทรวงพลังงาน และ ศบก. งัดมาตรการด่วนออกมาใช้ โดยสั่งให้กลุ่มโรงกลั่น และผู้ค้ามาตรา 7 เร่งกำลังการผลิตเต็มสูบ 100% เพื่ออัดฉีดน้ำมันเข้าสู่หัวจ่ายเกือบ 10,000 แห่งทั่วประเทศ พร้อมทั้งนำน้ำมันจากคลังสำรองยุทธศาสตร์ออกมาเติมในระบบด้วยการสั่งระงับการสมทบน้ำมันสำรองเพิ่ม 3% (เดิมมีกำหนดเพิ่มในวันที่ 31 มี.ค. และ 10 เม.ย.) และสั่งให้คงระดับสำรองไว้เพียง 1% เพื่อดึงน้ำมันส่วนเกินกลับเข้าสู่ระบบตลาดทันที และที่สำคัญนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มีข้อสังการออกไปว่า ภายในสัปดาห์นี้ต้องไม่มีภาพสถานีบริการน้ำมันแห่งใดปฏิเสธการขายเนื่องจากน้ำมันหมด แม้รัฐจะประกาศว่าน้ำมันมีเพียงพอ แต่ภาพที่ปรากฏกลับสวนทาง "แถวรถที่ต่อคิวยาวเหยียด" ยังคงเป็นภาพจำเจตามปั๊มน้ำมันต่างๆ โดยเฉพาะเสียงสะท้อนจาก นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คมนาคม ออกมาระบุชัดว่า สถานการณ์ในพื้นที่ 29 จังหวัดภาคอีสานยังประสบปัญหาปริมาณน้ำมันในปั๊มไม่เพียงพอ คำถามคือน้ำมันหายไปไหน ? เมื่อต้นทางโรงกลั่นปล่อยน้ำมันออกมาสู่ปลายทางคือปั๊มน้ำมันที่มีอยู่ทั่วประเทศแล้ว ดังนั้นน้ำมันควรจะถึงมือประชาชนอย่างทั่วถึง แต่หากน้ำมันยังขาดแคลน ข้อสันนิษฐานจึงพุ่งเป้าไปที่ "การขนส่ง และจุดหมายปลายทาง"ที่อาจซ่อนความไม่ชอบมาพากลอะไรบางอย่าง โดยเฉพาะความเป็นไปได้ที่รถน้ำมันไม่ได้มุ่งหน้าไปยังปั๊มน้ำมันตามตารางงานปกติ แต่มีการ "กักตุน" ไว้ในที่ใดที่หนึ่ง เพื่อเก็งกำไร หรืออาจมีการลักลอบนำไปจำหน่ายในช่องทางที่ไม่ถูกต้องส่งผลทำให้ระบบซัพพลายเชน ( Supply Chain) หรือห่วงโซ่อุปทานบิดเบี้ยว นอกจากนี้ยังมีการตั้งข้อสังเกตุเรื่องการลักลอบส่งออกประเทศเพื่อนบ้านหลังจากมีการจับกุมรถบรรทุกลักลอบขนน้ำมันไปยังประเทศเพื่อนบ้านจำนวน 20,000 ลิตร บริเวณบ้านหมู่ 3 บ้านท่าอาจ ต.ท่าสายลวด อ.แม่สอด จ.ตาก นี่คือแรงจูงใจการลักลอบขนน้ำมันไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เพราะในขณะที่รัฐบาลไทยพยายามตรึงราคาน้ำมันเพื่อช่วยประชาชน แต่น้ำมันในประเทศเพื่อนบ้านกลับมีราคาสูงกว่าและขาดแคลนหนักกว่า ทำให้ "น้ำมันไทย" กลายเป็นสินค้าเก็งกำไรชั้นดีของขบวนการนอกกฎหมาย ขณะเดียวกันแหล่งข่าวจากวงการน้ำมันตั้งข้อสังเกตว่าอีกประเด็นที่ น้ำมันหายน่าจะมาจากโรงกลั่นหรือไม่ เพราะในช่วงภาวะวิกฤติสงครามตะวันออกกลาง โรงกลั่นจะมีกำไรจากค่าการกลั่นสูงมากขึ้น จึงมีการตั้งข้อสังเกตว่า โรงกลั่นมีการกักตุนหรือไม่ ทั้งนี้หากจะแก้ปริศนา "น้ำมันล่องหน" รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องทำมากกว่าแค่สั่งเพิ่มผลิตด้วยการมาตรการเช็คบิล และป้องปราม อาทิ 1.ขีดเส้นตายใน 1 สัปดาห์ตามที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ประกาศว่า ทุกสถานีบิการน้ำมันต้องมีน้ำมันขาย ห้ามอ้างว่าน้ำมันหมดเด็ดขาดและหากมีการปฏิเสธการจ่ายน้ำมันจริง รัฐต้องสืบสวนตั้งแต่ต้นน้ำไปถึงปลายน้ำ และหากพบว่ามีความผิดปกติต้องลงโทษด้วยมาตรการกฎหมายอย่างเข้มข้น 2.ใช้กระบวนการเก็บรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล (Digital Tracking) โดยใช้ระบบจีพีเอส และการรายงานแบบเรียลไทม์ด้วยการติดตามรถน้ำมันทุกคันที่ออกจากคลังจนถึงหัวจ่าย เพื่อตรวจสอบว่า รถน้ำมันจากหน้าโรงกลั่นเลี้ยวผิดทางลงไปคลังเถื่อน หรือมุ่งหน้าสู่ชายแดนหรือไม่ 3.Strict Audit (สทริค ออดิท ) หรือการตรวจสอบสต็อกน้ำมันของปั๊มและคลังน้ำมันเอกชนอย่างเข้มงวด หากพบการกักตุนต้องลงโทษสถานหนัก 4.Logistics Re-management (โลจิสติกส์ รี แมเนจเม้นท์) หรือการแก้ไขปัญหาคอขวดการกระจายน้ำมัน โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลอย่างภาคอีสาน ให้ได้รับการจัดสรรโควตาที่เหมาะสมกับจำนวนประชากร สิ่งเหล่านี้จะเป็นการคลี่คลายปริศนา น้ำมันหายไปไหนและที่สำคัญเราจะได้ประชากหน้ากากไอ้โม่งที่หากินบนความเดือนร้อนของคนไทยทั้งประเทศ