โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘เอกนิติ’ แจงน้ำมันขาดหน้าปั๊ม เพราะความต้องการพุ่ง ยันน้ำมันสำรองเพียงพอ

The Bangkok Insight

อัพเดต 25 มี.ค. เวลา 02.14 น. • เผยแพร่ 24 มี.ค. เวลา 10.26 น. • The Bangkok Insight

วิกฤตพลังงานซ้ำซ้อน! "เอกนิติ" เผย น้ำมันขาดหน้าปั๊ม เหตุความต้องการพุ่งเกินกำลังผลิต เร่งสั่งลดสัดส่วนสำรองน้ำมัน ระบายสู่หน้าปั๊ม ป้องกันน้ำมันขาด ยืนยันมีน้ำมันดิบสำรองเพียงพอ

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลัง กล่าวถึงวิกฤตพลังงานว่า สงครามในตะวันออกกลางทำให้เกิดวิกฤตน้ำมันที่หนักและคาดเดาไม่ได้ สถานการณ์ยืดเยื้อและรุนแรงกว่าที่คิด เป็นวิกฤตซ้ำซ้อนทั้งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และวัตถุดิบอื่นๆ ซึ่งส่งผลกระทบไปทั่วโลก นโยบายรับมือวิกฤตช่วงแรกและการตรึงราคา

รัฐบาลได้พยายามดูแลประชาชนไม่ให้ได้รับผลกระทบด้วย การใช้กองทุนน้ำมันตรึงราคาน้ำมันดีเซลไม่ให้เกิน 30 บาท/ลิตร เป็นเวลา 15 วัน เพื่อลดผลกระทบต่อค่าครองชีพ และจากการประเมินสถานการณ์พบว่าวิกฤตจะยาวนานและใหญ่กว่าที่คิด การตรึงราคา ทำให้เกิดปัญหาการกักตุนน้ำมัน เพราะประชาชนไปเติมก่อนราคาขึ้น รวมถึงความต้องการน้ำมันดีเซลที่เพิ่มขึ้นจาก 67 เป็น 80-100 ล้านลิตร/วัน เกินกำลังการกลั่นสูงสุดที่ 76 ล้านลิตร/วัน และระบบขนส่งลำเลียงไม่ทัน

เอกนิติ

รัฐบาลต้องบริหารจัดการปัญหาอย่างใกล้ชิด โดยมีการติดตามและตรวจสอบข้อมูลการผลิตน้ำมันจากบริษัทต่าง ๆ แบบวันต่อวัน เพื่อยืนยันว่าไม่มีการบิดเบือนข้อมูล และขอให้ประชาชนมั่นใจว่าน้ำมันดิบมีพอ ไม่ใช่แค่เชื่อข้อมูลที่ได้รับ โดยนายกรัฐมนตรี ได้จัดตั้งศูนย์เฉพาะกิจเพื่อปราบปรามการกักตุนและเอาเปรียบประชาชน ปัญหาการขาดแคลนและแย่งน้ำมันเกิดจากหลายปัจจัยคือ

  • พฤติกรรมการกักตุนของประชาชนเมื่อคาดว่าราคาจะขึ้น
  • ปัญหาช่องทางการขนส่ง ทั้งรถบรรทุก รถไฟ เรือและท่อ ถูกจำกัดเวลาวิ่ง ไม่สามารถเร่งรอบส่งน้ำมันให้ทันกับความต้องการที่เพิ่มขึ้นแบบกะทันหันได้
  • ปั๊มที่มียี่ห้อรอง (Jobber) ไม่ได้รับน้ำมัน ทำให้ผู้บริโภคแห่ไปปั๊มใหญ่
  • เรือประมงใช้น้ำมันเขียว หรือบางกลุ่มใช้น้ำมันลักลอบจากมาเลเซีย แต่ปัจจุบันราคาน้ำมันต่างประเทศแพงกว่าน้ำมันในไทย ที่รัฐอุดหนุน ทุกกลุ่มจึงเปลี่ยนมาแย่งเติมน้ำมันที่หน้าปั๊มปกติ
เอกนิติ

สำหรับแนวทางแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำมัน รัฐบาลได้สั่งการให้

  • สั่งปรับลดสัดส่วนการสำรองน้ำมันตามกฎหมาย จากที่เคยประกาศเพิ่มขึ้นให้กลับมาอยู่ที่ 1% เท่าเดิม เพื่อระบายน้ำมันที่เก็บไว้ในคลังออกมาสู่หน้าปั๊มให้ประชาชนทันที
  • ยกเลิกข้อกำหนดการเพิ่มสำรองน้ำมันที่ทำให้ผู้ค้าเก็บน้ำมันไว้
  • ปลดล็อกให้รถขนส่งน้ำมันวิ่งได้ทั้งวัน
  • กำกับให้เรือประมงได้รับน้ำมันจากผู้ค้า เพื่อแก้ปัญหาการแย่งซื้อที่ปั๊ม

"วันนี้เราต้องยอมรับว่ามันคือ วิกฤตพลังงานโลกที่หนักมาก การฝืนกลไกตลาดด้วยการตรึงราคาไม่ได้ผล เราต้องบอกความจริงกับประชาชน ทุกคนต้องช่วยกันปรับตัวตามความผันผวนของตลาดโลก เพราะการยันราคาจะทำให้เกิดปัญหาน้ำมันขาดแคลน และลักลอบนำน้ำมันไทยไปขายต่างประเทศ ดังนั้นจึงต้องบริหารจัดการให้เป็นไปตามกลไกตลาด ค่อยๆ ปรับ และมุ่งช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง กลุ่มขนส่ง ภาคอุตสาหกรรม และภาคเกษตร โดยมีนางศุภจี สุธรรมพันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ช่วยดูแลด้านราคาสินค้าอยู่" นายเอกนิติ กล่าว

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ

นายเอกนิติ กล่าวอีกว่า รัฐบาลเตรียมมาตรการรองรับผลกระทบไว้แล้วโดยระยะสั้น มุ่งเน้นการจัดระเบียบระบบจำหน่ายน้ำมันให้กลับสู่ภาวะปกติ เช่น การปรับลดปริมาณน้ำมันสำรองที่กำหนดไว้ เพื่อให้มีการกระจายน้ำมันไปยังปั๊มขนาดเล็กอย่างเพียงพอ และการปล่อยให้ราคาน้ำมันดีเซลลอยตัวในระดับหนึ่ง โดยเทียบเคียงราคาตลาดโลกและราคาในภูมิภาค เช่น มาเลเซีย พร้อมทั้งใช้กองทุนน้ำมันและพิจารณาภาษีสรรพสามิตเพื่อลดผลกระทบ และปราบปรามการฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้า

ส่วนระยะยาว เตรียมผลักดันพลังงานทางเลือก อาทิ ไบโอดีเซล เอทานอล น้ำมันปาล์ม การประหยัดพลังงาน รวมถึงก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่ใช้ผลิตไฟฟ้า มองว่าเป็นโอกาสเร่งพัฒนาพลังงานสะอาด ขณะเดียวกัน โครงการ"เศรษฐกิจสีเขียว พลัส" โดยใช้ประโยชน์จากแสงแดดในการผลิตไฟฟ้า หรือ Solar Farm, Solar ลอยน้ำ และสนับสนุนให้ประชาชนติดตั้ง Solar Rooftop โดยมีการลดหย่อนภาษีและระบบซื้อคืนไฟฟ้า จะช่วยลดต้นทุนพลังงานของประเทศและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...