โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

สื่อนอกตีข่าวทุนต่างชาติหนีไทย เหตุสงครามดันพลังงานซ้ำเติมเศรษฐกิจ

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 12 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา

วันที่ 16 เมษายน 2569 สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานว่า นักลงทุนต่างชาติกำลังเทขายสินทรัพย์ไทย เนื่องจากแรงกระแทกด้านพลังงานจากสงครามสหรัฐ-อิสราเอลกับอิหร่าน คุกคามความหวังการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล และสะท้อนถึงภาวะชะงักงันเชิงนโยบายที่กำลังกดดันกรุงเทพฯ

ความขัดแย้งดังกล่าวได้ผลักดันราคาน้ำมันโลกขึ้นใกล้ระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทำให้ความพึ่งพาพลังงานจากตะวันออกกลางของเอเชียถูกจับตามองมากขึ้น โดยประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความเปราะบางสูง เนื่องจากนำเข้าน้ำมันและก๊าซเกือบครึ่งหนึ่งจากตะวันออกกลาง ตามข้อมูลของ Krungsri Research

ท่ามกลางหนี้สาธารณะที่ใกล้แตะเพดาน 70% ที่รัฐบาลกำหนดไว้เอง และเศรษฐกิจที่อยู่ในภาวะเงินฝืดตั้งแต่ก่อนสงคราม ความท้าทายของประเทศไทยจึงรุนแรงกว่าประเทศเพื่อนบ้านส่วนใหญ่

รายงานระบุว่า แรงกระแทกดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับสองของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัว โดยนักลงทุนกลับเข้ามาลงทุนในไทยอีกครั้งเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี

ข้อมูลจาก LSEG ระบุว่า นักลงทุนต่างชาติซื้อหุ้นไทยมูลค่า 1.7 พันล้านดอลลาร์ในเดือนกุมภาพันธ์ ชัยชนะอย่างถล่มทลายของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ในเดือนเดียวกัน ได้สร้างความหวังต่อเสถียรภาพทางการเมืองและการปฏิรูปเศรษฐกิจที่รอคอยมานาน ในประเทศที่เผชิญความผันผวนและความไม่แน่นอนมาหลายปี

อย่างไรก็ตาม เมื่อสงครามอิหร่านปะทุขึ้นปลายเดือนกุมภาพันธ์ นักลงทุนต่างชาติได้ถอนเงินอย่างรวดเร็ว โดยมีการขายสุทธิในตลาดหุ้นมูลค่า 823 ล้านดอลลาร์ในเดือนมีนาคม ขณะที่เงินทุนไหลออกจากตลาดพันธบัตรอยู่ที่ 705 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2024

การหยุดยิงเป็นเวลา 2 สัปดาห์ในเดือนนี้ช่วยกระตุ้นความหวังต่อการคลี่คลายสถานการณ์ และส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยและค่าเงินบาทปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ นักลงทุนยังคงระมัดระวังต่อความเปราะบางของประเทศ หากราคาน้ำมันยังคงอยู่ในระดับสูง

ส่วนหนึ่งของรายงานมาจากมุมมองของ แดเนียล ตัน ผู้จัดการพอร์ตโฟลิโอจาก Grasshopper Asset Management กล่าวว่า ความเสี่ยงยังคงอยู่ที่ตลาดอาจประเมินผลกระทบระยะยาวของแรงกระแทกด้านพลังงานต่ำเกินไป และต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้นอาจกระทบการบริโภค รวมถึงรบกวนภาคการส่งออกและการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจไทย

คอย วู นักกลยุทธ์หุ้นอาเซียนจาก JPMorgan กล่าวว่า ธนาคารยังคงระมัดระวังต่อหุ้นไทย โดยแม้เสถียรภาพทางการเมืองจะช่วยปรับมุมมองเชิงบวกก่อนความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แต่แรงกระแทกด้านพลังงานยังคงเป็นปัจจัยกดดันในระยะสั้น

เนื่องจากแรงกระแทกด้านพลังงานยังไม่สะท้อนผลอย่างเต็มที่ เราเชื่อว่าตลาดยังไม่ได้ประเมินผลกระทบต่อการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ

ท่ามกลางการหยุดยิงที่เปราะบาง นักวิเคราะห์และนักลงทุนเตือนว่าประเทศไทยอาจต้องเผชิญอีกหนึ่งปีที่ยากลำบาก
แตกต่างจากหลายประเทศในภูมิภาค ความเปราะบางของไทยไม่ได้จำกัดเพียงต้นทุนเชื้อเพลิง เนื่องจากกว่าครึ่งของการผลิตไฟฟ้าประจำปีมาจากก๊าซ และการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ปัญหาของไทยคือเศรษฐกิจขาดแรงขับเคลื่อน โดยเติบโตเพียง 2.4% ในปีที่ผ่านมา ต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ขณะที่อัตราเงินเฟ้อลดลงต่อเนื่อง 12 เดือน ส่งผลให้ธนาคารกลางต้องปรับลดอัตราดอกเบี้ยในเดือนกุมภาพันธ์ก่อนเกิดสงคราม

แกรี ตัน ผู้จัดการพอร์ตจาก Allspring Global Investments ระบุว่า นักลงทุนส่วนใหญ่เห็นพ้องกันว่าไทยกำลังติดอยู่ในกับดักเชิงนโยบาย ธนาคารกลางมีพื้นที่จำกัดในการขึ้นดอกเบี้ยโดยไม่กระทบการฟื้นตัว ขณะเดียวกันก็ไม่มีแรงกดดันหรือช่องว่างมากพอในการผ่อนคลาย ส่งผลให้นโยบายยังคงตึงตัวโดยปริยาย

การเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันทุก 1 บาท จะทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจลดลง 2 จุดฐาน (basis points) ตามการประเมินของหน่วยงานวางแผนของรัฐ ซึ่งสะท้อนเหตุผลที่รัฐบาลไม่ต้องการเพิ่มเงินอุดหนุน

ค่าเงินบาทอ่อนค่ารับแรงกดดัน

ค่าเงินบาทกลายเป็นตัวรับแรงกดดัน โดยอ่อนค่าลงประมาณ 2.8% นับตั้งแต่สงครามเริ่มต้น แม้จะฟื้นตัวบางส่วนหลังมีการประกาศหยุดยิงเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

แม้ค่าเงินเปโซฟิลิปปินส์และรูเปียห์อินโดนีเซียจะอยู่ในระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ แต่นักวิเคราะห์มองว่าผลงานที่แข็งแกร่งของเงินบาทในปี 2025 ที่แข็งค่าขึ้น 9% จะช่วยสร้างกันชนและเปิดช่องให้เงินบาทอ่อนค่าได้มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ไทยกำลังเดินอยู่บนเส้นทางที่เปราะบาง ต้องเลือกใช้มาตรการอย่างระมัดระวัง โดยยังไม่ใช้มาตรการอุดหนุนเชื้อเพลิงในขณะนี้ แต่จะรับภาระต้นทุนที่สูงขึ้นเพื่อคงค่าไฟฟ้าให้ใกล้เคียงเดิมก่อนฤดูร้อน

ความกังวลด้านการคลังเพิ่มแรงกดดัน โดยหนี้สาธารณะอยู่ที่ 66% ของ GDP ใกล้เพดาน 70% นักลงทุนกังวลว่ารัฐบาลอาจต้องปรับเพิ่มเพดานดังกล่าว อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยืนยันว่าไม่มีแผนจะปรับขึ้น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...