โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

PTTEP ทริสฯ คงอันดับเครดิตองค์กร-หุ้นกู้ AAA/Stable

ทันหุ้น

อัพเดต 17 เม.ย. เวลา 07.01 น. • เผยแพร่ 17 เม.ย. เวลา 07.01 น.

#ทันหุ้น – ทริสเรทติ้งคงอันดับเครดิตองค์กรของ บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP (ปตท.สผ.) ที่ระดับ “AAA” และคงอันดับเครดิตหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันของบริษัทที่ระดับ “AAA” ด้วยแนวโน้มอันดับเครดิต “Stable” หรือ “คงที่”

อันดับเครดิตองค์กรของบริษัทยังคงสะท้อนถึงสถานะของบริษัทในการเป็นบริษัทย่อยหลัก (Core Subsidiary) ของ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท., อันดับเครดิต “AAA/Stable”*) ในขณะที่อันดับเครดิตเฉพาะองค์กร (Stand-alone Credit Profile – SACP) ของบริษัทยังคงอยู่ที่ระดับ “aaa” อันดับเครดิตเฉพาะองค์กรได้รับการสนับสนุนจากสถานะผู้นำของบริษัทในอุตสาหกรรมสำรวจและผลิตปิโตรเลียมของประเทศไทย ความเสี่ยงด้านการตลาดที่ต่ำภายใต้สัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติระยะยาว (GSA) กับ ปตท. ต้นทุนการผลิตที่สามารถแข่งขันได้ และสถานะความเสี่ยงด้านการเงินที่แข็งแกร่งมากซึ่งได้รับการสนับสนุนจากนโยบายทางการเงินที่ระมัดระวัง

ประเด็นสำคัญที่กำหนดอันดับเครดิต

เป็นแกนหลักของ ปตท. ในการสร้างความมั่นคงทางพลังงานของไทย

บทบาทของบริษัทในฐานะผู้ผลิตก๊าซธรรมชาติจากแหล่งก๊าซในประเทศรายหลักของประเทศไทยมีความชัดเจนมากขึ้น ท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยังคงดำเนินอยู่ซึ่งส่งผลกระทบต่ออุปทานพลังงานโลก รวมถึงความเสี่ยงในการขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซอีกด้วย ทั้งนี้ บริษัทเป็นผู้จัดหาก๊าซธรรมชาติประมาณ 50%-55% ของความต้องการก๊าซธรรมชาติของ ปตท. ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงของประเทศไทยจากอุปทานพลังงานโลกที่หยุดชะงัก โดยปัจจัยดังกล่าวสนับสนุนมุมมองของทริสเรทติ้งที่ว่า ปตท. ยังคงให้ความสำคัญและสนับสนุนบริษัทอย่างต่อเนื่อง ด้วยเหตุนี้ ทริสเรทติ้งจึงยังคงประเมินให้บริษัทเป็น “บริษัทย่อยหลัก” ของ ปตท. และส่งผลให้อันดับเครดิตของบริษัทอยู่ในระดับเดียวกับอันดับเครดิตของ ปตท.

ทริสเรทติ้งเชื่อว่าความมุ่งมั่นของ ปตท. ในการให้การสนับสนุนทางการเงินแก่บริษัทยังคงแข็งแกร่ง ด้วยการบูรณาการอย่างใกล้ชิดระหว่างธุรกิจต้นน้ำของบริษัทกับธุรกิจก๊าซธรรมชาติและปิโตรเคมีของ ปตท. นอกจากนี้ ปตท. ยังเป็นลูกค้ารายใหญ่ที่สุดของบริษัทที่สร้างสัดส่วนยอดขายรายปีประมาณสองในสามให้แก่บริษัท นอกจากนี้ บริษัททั้งสองต่างเป็นรัฐวิสาหกิจซึ่งช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์เชิงกลยุทธ์ระหว่างกันให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

การหยุดชะงักของการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซช่วยหนุนราคาขายเฉลี่ยขึ้นชั่วคราว

การหยุดชะงักของการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ผลักดันให้ราคาน้ำมันโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทริสเรทติ้งคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยจะอยู่ที่ 90 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรลในปี 2569 เพิ่มขึ้นจาก 68.9 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรลในปี 2568 ซึ่งจะส่งผลให้ราคาขายเฉลี่ยของบริษัทเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 51.2 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ (BOE) ในปี 2569 เมื่อประกอบกับต้นทุนเงินสดที่ยังคงอยู่ในระดับประมาณ 16-17 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อ BOE แล้ว ทริสเรทติ้งคาดว่า EBITDA จะเพิ่มขึ้นเป็น 8.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2569 จาก 6.0 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2568

ทริสเรทติ้งคาดว่าผลกระทบโดยตรงต่อปริมาณการขายในระยะใกล้จะมีจำกัด โดยภูมิภาคตะวันออกกลางมีสัดส่วนประมาณ 11% ของปริมาณการขายรวมของบริษัทในปี 2568 และส่วนใหญ่ไม่ได้พึ่งพาการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ผลกระทบทางอ้อมจากสภาวะการขนส่งในภูมิภาคที่ตึงตัวมากขึ้น ต้นทุนค่าระวางเรือและค่าประกันภัยที่สูงขึ้น รวมถึงความล่าช้าที่อาจเกิดขึ้นในการพัฒนาโครงการยังคงอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ โดยได้รับการสนับสนุนจากฐานสินทรัพย์ที่หลากหลายของบริษัท

การเพิ่มขึ้นของกำไรคาดว่าจะเป็นเพียงชั่วคราว ภายใต้สมมติฐานกรณีพื้นฐานที่ราคาน้ำมันดิบดูไบจะกลับสู่ระดับปกติที่ 65 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรลในช่วงปี 2570-2571 ทริสเรทติ้งคาดว่า EBITDA ต่อปีจะปรับลดลงมาอยู่ที่ระดับประมาณ 6.5-7.0 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งสะท้อนมุมมองระยะยาวของทริสเรทติ้งต่อการทยอยลดลงของอุปสงค์เชื้อเพลิงฟอสซิลท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานทั่วโลก ซึ่งยังคงเป็นปัจจัยสำคัญในการพิจารณาแนวโน้มธุรกิจของบริษัท

เป็นผู้นำในอุตสาหกรรมสำรวจและผลิตปิโตรเลียมของประเทศไทย

บริษัทยังคงรักษาสถานะผู้นำในอุตสาหกรรมสำรวจและผลิตปิโตรเลียมของประเทศไทย โดยมีส่วนแบ่งตลาดประมาณ 80% ในการผลิตก๊าซธรรมชาติของประเทศไทยในช่วงปี 2567-2568 อีกทั้ง บริษัทดำเนินโครงการมากกว่า 50 โครงการใน 10 ประเทศ โดยประเทศไทยยังคงเป็นฐานการผลิตหลักซึ่งคิดเป็น 69% ของปริมาณการขายรวม ทั้งนี้ ฐานการผลิตของบริษัทยังคงได้รับการสนับสนุนจากสินทรัพย์หลักในประเทศ ได้แก่ แหล่ง G1/61 (เอราวัณ) และ G2/61 (บงกช) โดยแหล่ง G1/61 มีการดำเนินงานเต็มกำลังการผลิตที่ระดับ 800 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน (MMSCFD) อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี

ก๊าซธรรมชาติส่วนใหญ่ของบริษัทอยู่ภายใต้สัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติระยะยาวกับ ปตท. ในรูปแบบที่จะต้องชำระค่าก๊าซในส่วนที่ไม่ได้รับ (Take-or-pay) ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงด้านการตลาดโดยการรับประกันการรับซื้อก๊าซโดยไม่ขึ้นอยู่กับสภาวะตลาด ทั้งนี้ สูตรราคาก๊าซธรรมชาติภายใต้สัญญา GSA อ้างอิงกับราคาน้ำมันเตาหรือราคาน้ำมันดิบดูไบ โดยมีระยะเวลาปรับย้อนหลัง 3-21 เดือน กลไกดังกล่าวยังคงสร้างความชัดเจนของรายได้และช่วยรักษาเสถียรภาพของราคาขายเฉลี่ยของบริษัทแม้ในช่วงที่ราคาน้ำมันมีความผันผวน ซึ่งสนับสนุนความสามารถในการคาดการณ์กระแสเงินสดและเอื้อต่ออันดับเครดิตที่แข็งแกร่ง

การขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศสนับสนุนสถานะความเสี่ยงทางด้านธุรกิจในระยะยาว

ทริสเรทติ้งคาดการณ์ว่าปริมาณการขายรวมของบริษัทจะเพิ่มขึ้นจาก 510 พันบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน (KBOED) ในปี 2568 เป็น 550-560 KBOED ในปี 2569 และเฉลี่ย 580 KBOED ต่อปีในช่วงปี 2570-2571 ซึ่งรวมถึงโครงการที่ลงทุนผ่านบริษัทร่วม โดยการเติบโตดังกล่าวมีแรงสนับสนุนหลักจากสินทรัพย์ในต่างประเทศ การเพิ่มขึ้นของปริมาณการขายนี้เป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนมุมมองของทริสเรทติ้งว่าฐานกำไรของบริษัทจะยังคงมีความยืดหยุ่น แม้จะผ่านพ้นจากกำไรที่ได้รับแรงหนุนชั่วคราวจากราคาน้ำมันในปี 2569 ทั้งนี้ การเพิ่มขึ้นดังกล่าวส่วนใหญ่สะท้อนถึงการรับรู้ผลการดำเนินงานเต็มปีจากสินทรัพย์ที่เริ่มผลิตแล้วจำนวน 3 แห่ง ซึ่งบริษัทเข้าซื้อในปี 2568 ได้แก่ MTJDA A18, Algeria Touat และ Malaysia SK408 ซึ่งเมื่อรวมกันแล้วจะเพิ่มปริมาณการขายได้ประมาณ 40-50 KBOED ให้แก่ฐานปริมาณการขายสำหรับปี 2569-2571

นอกจากนี้ อัตราส่วนการทดแทนปริมาณสำรองปิโตรเลียมเฉลี่ย 5 ปีที่ระดับ 1.7 เท่า และอายุปริมาณสำรองปิโตรเลียมที่ 6.9 ปี ยังเป็นปัจจัยสนับสนุนแผนการผลิตระยะยาวของบริษัท โดยปริมาณสำรองปิโตรเลียมที่พิสูจน์แล้วของบริษัทเพิ่มขึ้น 12% เป็น 1,838 ล้านบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ (MMBOE) ในปี 2568 จากการเข้าซื้อกิจการและความสำเร็จในการสำรวจ โดยเฉพาะในประเทศมาเลเซีย ทั้งนี้ ปริมาณสำรองในต่างประเทศที่คิดเป็น 54% ของปริมาณสำรองรวม ณ สิ้นปี 2568 สะท้อนถึงบทบาทที่เพิ่มขึ้นของสินทรัพย์ในต่างประเทศ

โครงการ Ghasha Concession ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) จะเป็นโครงการที่สร้างการเติบโตที่สำคัญในตะวันออกกลางของบริษัทโดยมีแหล่งก๊าซธรรมชาติจำนวน 3 แห่งที่อยู่ระหว่างการพัฒนา ทั้งนี้ หากโครงการสามารถดำเนินการได้ตามกำหนดเวลา จะเป็นปัจจัยสนับสนุนเพิ่มเติมต่อประมาณการกรณีพื้นฐานของทริสเรทติ้ง และสนับสนุนการกระจายธุรกิจตลอดจนการเติบโตของบริษัทเพิ่มเติม

การลงทุนส่งผลให้ภาระหนี้สูงขึ้น ขณะที่ระดับภาระหนี้ยังคงอยู่ในระดับเหมาะสม

ทริสเรทติ้งคาดว่าค่าใช้จ่ายลงทุนของบริษัทจะอยู่ที่ประมาณ 1.4-1.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงปี 2569-2571 ซึ่งมีปัจจัยหลักจากค่าใช้จ่ายในการพัฒนาโครงการ Ghasha Concession ใน UAE โครงการที่กำลังพัฒนาในประเทศมาเลเซีย และค่าใช้จ่ายเพื่อการซ่อมบำรุงที่มีอยู่อย่างต่อเนื่อง แผนการลงทุนดังกล่าวสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบริษัทในการสร้างความมั่นคงให้กับการเติบโตของการผลิตในระยะยาว และคาดว่าจะใช้เงินทุนจากกระแสเงินสดจากการดำเนินงานเป็นหลัก จากความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง

อย่างไรก็ตาม คาดว่าการใช้จ่ายลงทุนดังกล่าวจะส่งผลให้หนี้สินทยอยเพิ่มขึ้น จากประมาณ 5.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2568 เป็นมากกว่าระดับ 7.0 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เล็กน้อยในช่วงปี 2570-2571 ทริสเรทติ้งมองว่าการเพิ่มขึ้นของภาระหนี้ดังกล่าวสะท้อนถึงวัฏจักรของการลงทุนมากกว่าการผ่อนคลายวินัยทางการเงิน ทั้งนี้ ทริสเรทติ้งยังคาดว่าอัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อ EBITDA จะเพิ่มขึ้นชั่วคราวเป็นประมาณ 1.1 เท่าในช่วงปี 2570-2571 จาก 0.7 เท่าในปี 2569 ซึ่งเป็นช่วงที่ EBITDA ได้รับประโยชน์จากราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูง อีกทั้งอัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อเงินทุนคาดว่าจะยังคงอยู่ต่ำกว่าระดับ 28% ตลอดช่วงประมาณการ

มีสภาพคล่องที่แข็งแกร่ง

ทริสเรทติ้งมองว่าสถานะสภาพคล่องของบริษัทอยู่ในระดับแข็งแกร่ง โดย ณ สิ้นปี 2568 บริษัทมีเงินสดในมือจำนวน 2.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และคาดว่าจะสร้างเงินทุนจากการดำเนินงานได้ประมาณ 5.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2569 เมื่อรวมกับวงเงินกู้ที่ธนาคารมีภาระผูกพันในการจัดหาให้ (Committed Credit Facilities) ที่ยังไม่ได้เบิกใช้อีกจำนวน 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แหล่งสภาพคล่องรวมจะอยู่ที่ประมาณ 8.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเพียงพอรองรับการใช้เงินที่คาดการณ์ไว้ประมาณ 7.0 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วง 12 เดือนข้างหน้า ซึ่งประกอบด้วยค่าใช้จ่ายลงทุนจำนวน 5.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ การชำระคืนหนี้จำนวน 700 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และการจ่ายเงินปันผลที่คาดว่าจะอยู่ที่ 0.9-1.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

โครงสร้างหนี้

กลุ่ม ปตท.สผ. ระดมเงินกู้ด้วยการออกหุ้นกู้โดยบริษัทเองและโดย บริษัท ปตท.สผ. ศูนย์บริหารเงิน จำกัด เป็นหลัก โดย ณ สิ้นปี 2568 ภาระหนี้รวมในงบการเงินรวมอยู่ที่จำนวนประมาณ 2.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยที่บริษัทไม่มีหนี้ที่มีลำดับในการได้รับชำระคืนก่อน

สมมติฐานกรณีพื้นฐาน

สมมติฐานหลักในประมาณการกรณีพื้นฐานของทริสเรทติ้งสำหรับปี 2569-2571 มีดังนี้:

  • ราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยอยู่ที่ 90 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรลในปี 2569 และ 65 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรลในปี 2570-2571
  • ต้นทุนที่เป็นเงินสดรวมอยู่ที่ระดับ 16.0-16.5 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อ BOE
  • ค่าใช้จ่ายฝ่ายทุนรวมถึงเงินลงทุนเพื่อขยายกิจการรวมทั้งสิ้น 1.4-1.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

แนวโน้มอันดับเครดิต

แนวโน้มอันดับเครดิต “Stable” หรือ “คงที่” ของบริษัทสะท้อนแนวโน้มเดียวกันกับอันดับเครดิตของ ปตท. ซึ่งสะท้อนมุมมองว่าบริษัทจะยังคงดำเนินธุรกิจในฐานะบริษัทย่อยหลักของ ปตท. ต่อไป แนวโน้มอันดับเครดิตดังกล่าวยังรวมถึงความคาดหวังว่าบริษัทจะยังคงรักษาผลการดำเนินงานและฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่งได้ ท่ามกลางความผันผวนของอุตสาหกรรม ทริสเรทติ้งเชื่อว่าความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุน สภาพคล่องที่เพียงพอ และความยืดหยุ่นในการใช้จ่ายลงทุนจะช่วยสนับสนุนความยืดหยุ่นในการปรับตัวของบริษัท นอกจากนี้ แม้การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานในตะวันออกกลางอาจส่งผลกระทบชั่วคราวต่อต้นทุนโลจิสติกส์และปริมาณการขายในภูมิภาค อย่างไรก็ดี ทริสเรทติ้งคาดว่าผลกระทบด้านเครดิตโดยรวมจะยังอยู่ในวงจำกัด

ปัจจัยที่อาจทำให้อันดับเครดิตเปลี่ยนแปลง

ปัจจัยด้านลบที่จะมีผลต่ออันดับเครดิตเฉพาะองค์กรของบริษัทอาจเกิดขึ้นได้หากกระแสเงินสดจากการดำเนินงานของบริษัทแตกต่างจากประมาณการกรณีพื้นฐานของทริสเรทติ้งอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งอาจเกิดจากราคาน้ำมันดิบดูไบปรับลดลงต่ำกว่า 40 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรลเป็นเวลานาน หรือจากปริมาณการขายที่ต่ำกว่าคาดอย่างมาก นอกจากนี้ หากบริษัทมีภาระหนี้ทางการเงินเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากการซื้อกิจการที่ใช้เงินกู้จำนวนมากก็อาจเพิ่มแรงกดดันทางลบได้เช่นกัน

ทั้งนี้ เนื่องจากทริสเรทติ้งประเมินว่าบริษัทเป็น “บริษัทย่อยหลัก” ของ ปตท. ดังนั้น อันดับเครดิตของบริษัทจะเปลี่ยนแปลงไปตามอันดับเครดิตของ ปตท. ด้วยเช่นกัน

ข้อมูลงบการเงินและอัตราส่วนทางการเงินที่สำคัญ*

หน่วย: ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

—————————ณ วันที่ 31 ธันวาคม ———————— 2568 2567 2566 2565 2564 รายได้จากการดำเนินงานรวม 8,724 9,017 8,784 9,617 6,956 กำไรก่อนดอกเบี้ยจ่ายและภาษี 3,568 4,192 4,388 4,600 2,548 กำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย 6,479 7,006 6,809 7,049 5,001 เงินทุนจากการดำเนินงาน 4,704 4,936 5,036 5,184 3,518 ดอกเบี้ยจ่ายที่ปรับปรุงแล้ว 407 343 302 244 218 เงินลงทุน 3,774 3,551 2,392 1,892 1,661 สินทรัพย์รวม 29,571 28,401 26,380 25,168 23,445 หนี้สินทางการเงินที่ปรับปรุงแล้ว 5,313 3,403 2,917 3,148 4,187 ส่วนของผู้ถือหุ้นที่ปรับปรุงแล้ว 16,451 15,767 14,594 13,515 12,272 อัตราส่วนทางการเงินที่ปรับปรุงแล้ว อัตรากำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (%) 74.3 77.7 77.5 73.3 71.9 อัตราส่วนผลตอบแทนต่อเงินทุนถาวร (%) 15.0 18.6 20.9 23.5 13.5 อัตราส่วนกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายต่อดอกเบี้ยจ่าย (เท่า) 15.9 20.4 22.5 28.9 22.9 อัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย (เท่า) 0.8 0.5 0.4 0.4 0.8 อัตราส่วนเงินทุนจากการดำเนินงานต่อหนี้สินทางการเงิน (%) 88.5 145.0 172.6 164.7 84.0 อัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อเงินทุน (%) 24.4 17.8 16.7 18.9 25.4

* งบการเงินรวม

เกณฑ์การจัดอันดับเครดิตที่เกี่ยวข้อง

– เกณฑ์การจัดอันดับเครดิตธุรกิจทั่วไป, 29 ธันวาคม 2568

– อัตราส่วนทางการเงินที่สำคัญและการปรับปรุงตัวเลขทางการเงินสำหรับธุรกิจทั่วไป, 7 พฤศจิกายน 2568

– เกณฑ์การจัดอันดับเครดิตกลุ่มธุรกิจ, 25 สิงหาคม 2568

– เกณฑ์การจัดอันดับเครดิตตราสารหนี้, 26 ธันวาคม 2567

– เกณฑ์การจัดอันดับเครดิตองค์กรที่เกี่ยวข้องกับภาครัฐ, 27 ตุลาคม 2566

บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) (PTTEP)

อันดับเครดิตองค์กร: AAA อันดับเครดิตตราสารหนี้: PTTEP26NA: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 6,000 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2569 AAA PTTEP296A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 11,400 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2572 AAA หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน ในวงเงินไม่เกิน 13,000 ล้านบาท ไถ่ถอนภายใน 12 ปี AAA หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน ในวงเงินไม่เกิน 125 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ไถ่ถอนภายใน 5 ปี AAA แนวโน้มอันดับเครดิต: Stable

อันดับเครดิตในอดีต

วันที่ทบทวนล่าสุด: 16 มีนาคม 2569

วันที่ อันดับเครดิต แนวโน้มอันดับเครดิต / เครดิตพินิจ 16 มี.ค. 49 AAA Stable 12 ก.ค. 47 AA+ Positive 28 พ.ย. 44 AA+ – 21 พ.ย. 43 AA –

* อันดับเครดิตองค์กรของ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) อ้างอิงจากข้อมูลที่เปิดเผยต่อสาธารณะซึ่งทริสเรทติ้งเชื่อว่าเพียงพอสำหรับการประเมินสถานะเครดิตของบริษัท ทั้งนี้ ปตท. ไม่มีส่วนร่วมในการจัดอันดับเครดิตดังกล่าวแต่อย่างใด

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...