โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

สงครามกับสถานการณ์ ‘น้ำมันโลก’ วิกฤตของจริงจะเกิดขึ้นช่วง พ.ค.

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 1 วันที่แล้ว

คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก ผู้เขียน : ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์

นักวิเคราะห์ตลาดน้ำมันระดับกูรูหลายคนเล็งเห็นตรงกันว่า ตลาด “น้ำมันโลก” กำลังเข้าสู่วิกฤตครั้งใหญ่ ราคาน้ำมันไม่เพียงจะพุ่งกระฉูด แต่ปริมาณน้ำมันในตลาดโลกกำลังลดลงจนเกือบถึงระดับไม่เพียงพอต่อความต้องการของหลาย ๆ ประเทศ

ผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้เชื่อว่า ระดับราคาน้ำมันที่ซื้อขายกันอยู่ในตลาดล่วงหน้าในเวลานี้ ซึ่งยังคงอยู่ในระดับต่ำกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล นั้นไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงของตลาด ชี้อีกเพียง 1-2 เดือนข้างหน้าวิกฤตหนักเกิดขึ้นแน่ เมื่อปริมาณซัพพลายน้ำมันในตลาดหมดลงอย่างแท้จริง

พอล แซนคีย์ ประธานบริษัท แซนคีย์ รีเสิร์ช ชี้ให้เห็นข้อเท็จจริงว่า ในเวลานี้น้ำมันที่เคยเคลื่อนที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซก่อนเกิดสงคราม เพิ่งจะไปถึงจุดหมายปลายทาง ดังนั้นหากช่องแคบฮอร์มุซยังคงปิดตายจากการปิดกั้นของทั้งอิหร่านและอิสราเอลต่อไปอีกเกิน 40 วัน สภาพขาดแคลนน้ำมันก็ไม่สามารถเพิกเฉยได้อีกต่อไป

แซนคีย์บอกกับบลูมเบิร์กทีวีว่า สถานการณ์ตลาดน้ำมันจะเลวร้ายลงมากขึ้นไปอีกเรื่อย ๆ เพราะทุกอย่างปิดล็อกอยู่กับที่ทั้งหมด เมื่อน้ำมันจากตะวันออกกลางเหือดหายไป บรรดาประเทศที่งัดเอาน้ำมันในคลังสำรองมาใช้ก็จะเริ่มขาดแคลน ทำให้รับประกันได้ว่า อีกไม่นานข้างหน้าทุกอย่างจะเลวร้ายมากยิ่งขึ้น

“ในกรณีนี้คุณแน่ใจได้เลยว่า สถานการณ์จะเลวร้ายลงในอีกสองเดือนข้างหน้า หายนะจะบังเกิด แม้ว่าช่องแคบฮอร์มุซจะเปิดให้แล่นผ่านได้ในวันพรุ่งนี้ก็ตามที เพราะน้ำมันอยู่กับเรือบรรทุกน้ำมัน ซึ่งในเวลานี้อยู่ผิดที่ผิดทางไปหมด” แซนคีย์อธิบาย

แซนคีย์ระบุว่า ห่วงโซ่อุปทานน้ำมันจะเริ่ม “ปริร้าว” ที่น้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องบิน เขาชี้ว่าในขณะที่ประเทศอย่างญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกามีน้ำมันอยู่ในคลังน้ำมันสำรองมากมาย ซึ่งเริ่มต้นนำออกมาใช้กันแล้ว แต่หากปริมาณน้ำมันที่เหลือสำหรับรองรับความต้องการของตลาดโลกจริง ๆ แล้ว ยังคงอยู่ในระดับต่ำกว่าที่ตัวเลขแสดงเอาไว้มากมายนัก

นักวิเคราะห์ตลาดน้ำมันของเจพีมอร์แกนระบุว่า วาระแห่งความจริงจะมาถึงในเดือนหน้า เมื่อประเทศในกลุ่มโออีซีดีจะมีน้ำมันเหลือในระดับต่ำสุด “เท่าที่จะปฏิบัติการได้” ในช่วงระหว่างวันที่ 9-30 พฤษภาคมนี้ ระดับราคาจะพุ่งกระฉูดในทันที ไม่ใช่ค่อยเป็นค่อยไป

หลังสงครามสิ้นสุดลง ห่วงโซ่อุปทานน้ำมันยังต้องการเวลาระยะหนึ่งเพื่อการ “รีสตาร์ต” ทุกอย่างใหม่ ท่าเรือต่าง ๆ ต้องการเวลา 2 เดือนก่อนที่จะกลับมาเปิดทำการได้เป็นปกติอีกครั้ง บรรดาลูกเรือของเรือบรรทุกน้ำมันทั้งหลายก็ต้องการระยะเวลารอ 2-3 สัปดาห์ ถึงจะรู้สึกว่าปลอดภัยเพียงพอที่จะแล่นเรือผ่านฮอร์มุซอีกครั้ง เจพีมอร์แกนวิเคราะห์ว่า แม้แต่การผลิตน้ำมันเองก็อาจต้องใช้เวลานานถึง 4 เดือนถึงจะฟื้นฟูการผลิตขึ้นมาได้ราว 99% ของกำลังการผลิตที่มี

เฟรเดอริค ลาสเซอร์เร หัวหน้าทีมวิเคราะห์การซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ของกุนเวอร์ กรุ๊ป ยักษ์ใหญ่ในวงการการค้าโลกเปิดเผยว่า ในการประชุมล่าสุดเมื่อ 21 เมษายนที่ผ่านมา แวดวงการค้าเชื่อกันว่า ถ้าหากสงครามอิหร่านลากยาวออกไปอีกเพียงเดือนเดียว ตลาดจะไม่มีน้ำมันหลงเหลืออยู่ให้ขาย ถึงขนาดที่ถังเก็บน้ำมันสำรองจะ “แห้งถึงก้นถัง”

ซาอัด ราฮิม หัวหน้าทีมวิเคราะห์ของทราฟิกูรา กรุ๊ป ชี้ว่า การสู้รบที่ดำเนินอยู่ในเวลานี้ ส่งผลให้อุปทานน้ำมันหายไปจากตลาดแล้ว 1,000 ล้านบาร์เรล และถ้าหากยังคงดำเนินต่อไป ปริมาณน้ำมันที่หายไปจากตลาดก็จะเพิ่มขึ้นเป็น 1,500 ล้านบาร์เรล ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่ตลาดไม่ค่อยใส่ใจมากมายนัก ดังนั้นข้อเท็จจริงกับความคิดเกี่ยวกับตลาดน้ำมันถึงแยกขาดออกจากกันโดยสิ้นเชิง

รายงานของบลูมเบิร์กล่าสุดเมื่อ 24 เมษายนนี้ระบุว่า สถานการณ์ตลาดน้ำมันโลกตอนนี้เป็นประโยชน์ต่อจีนเป็นพิเศษ จนสามารถเรียกได้ว่า “อิหร่านกำลังเปลี่ยนการสู้รบครั้งนี้ให้เป็นสงครามเศรษฐกิจ” ได้อย่างน่าสนใจ ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น ไม่เพียงบีบให้สหรัฐอเมริกาจำเป็นต้องผ่อนคลายการแซงก์ชั่นการส่งออกน้ำมันของรัสเซียและอิหร่านเท่านั้น ยังเป็นการผลักดันให้นานาประเทศหันมาหาแนวทางป้องกันวิกฤตพลังงานในอนาคต ด้วยการหันมาทุ่มเทให้กับการลงทุนในพลังงานทางเลือก ภาคอุตสาหกรรมที่จีนครอบงำตลาดโลกอยู่ในเวลานี้

นี่คือเหตุผลที่ว่า ทำไมจีนถึงยังคงสงบดูดซับสถานการณ์ทุกอย่างอยู่อย่างเงียบ ๆ แถมยังมีเสถียรภาพเสียด้วย ขณะที่สหรัฐอเมริกาเองเผชิญปัญหาใหญ่ทั้งในทางเศรษฐกิจและในทางยุทธศาสตร์ โดยที่หากสงครามอิหร่านไม่ทำให้นัดหมายเปลี่ยนแปลงไปอีกครั้ง ผู้นำของทั้งสองประเทศก็จะพบหน้ากันอย่างเป็นทางการในราวกลางเดือนพฤษภาคมนี้

ในมุมมองของนักวิเคราะห์จากจีนเชื่อว่า“ทรัมป์” กับ “สี จิ้นผิง” จะพบหน้ากันโดยที่ฝ่ายหลังมีสถานะได้เปรียบกว่าอยู่เล็กน้อย สาเหตุเป็นเพราะนี่เป็นครั้งที่สองแล้วที่ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาพยายามใช้ประโยชน์จากความเหนือกว่าของตนเองเอาเปรียบฝ่ายตรงกันข้าม โดยที่ประเมินผลลัพธ์ผิดพลาดโดยสิ้นเชิง

ครั้งแรกคือการใช้นโยบายภาษีศุลกากรลงโทษปักกิ่งด้วยภาษีขาเข้าสูงลิ่ว หวังจะให้กระทบกับโมเดลเศรษฐกิจของจีน แต่ถูกตอบโต้ด้วยการห้ามการส่งออกสินแร่หายาก บีบจนสหรัฐอเมริกาต้องยอมยกธงขาว ระงับสงครามภาษีเป็นการชั่วคราว เมื่อเกิดภาวะขาดแคลนแร่หายากกระทบไปทั่วโลก

ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน การตัดสินใจโจมตีอิหร่านภายใต้การร่วมมือกับอิสราเอล ก่อให้เกิดปัญหาวิกฤตพลังงานไปทั่วโลก ก่อประโยชน์ให้กับประเทศที่ทรัมป์พยายามจะกำราบให้อยู่ใต้อิทธิพลอย่างจีน เพราะนอกจากทำให้จีนได้ประโยชน์ในทางเศรษฐกิจแล้ว ยังส่งผลให้สถานะของจีนในเวทีโลกเพิ่มความสำคัญขึ้นอีกด้วย เมื่อนานาประเทศพยายามวิ่งเข้าหา หวังจะใช้เป็นหลักประกันความมั่นคงทางพลังงานในอนาคต

ทรัมป์ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบอย่างชัดเจน ไม่เพียงประเมินสถานการณ์ผิด ยังไม่อยู่ในสภาพเตรียมพร้อมเท่าที่จีนเตรียมพร้อมมา เพราะข้อเท็จจริงก็คือ “สี จิ้นผิง” เน้นย้ำตั้งแต่ปี 2023 ไม่นานหลังประสบความสำเร็จกลายเป็นผู้นำสูงสุดต่อเป็นสมัยที่สาม โดยการสั่งการเจ้าหน้าที่ระดับสูงของจีนให้เตรียมพร้อมรับมือกับ “ฉากทัศน์ที่สุดโต่ง” เตือนไว้ตั้งแต่ตอนนั้นว่า “พายุใหญ่อันตรายกำลังมา” ซึ่งนักวิเคราะห์จีนเชื่อว่าเป็นการเตือนล่วงหน้าถึงความเสี่ยงที่จะเกิดการเผชิญหน้ากันขึ้นโดยตรงระหว่างจีนกับสหรัฐอเมริกา

ฉากทัศน์สุดโต่งที่ว่านั้น นักวิเคราะห์จีนระบุว่า รวมความไปถึงความขัดแย้งที่อาจทำให้เกิดปัญหาทางด้านพลังงาน การเงิน และอุปทานสินค้าในหมวดอาหาร

นั่นหมายความว่าจีนคิดหมากล่วงหน้าไปหลายตามากแล้วจริง ๆ

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สงครามกับสถานการณ์ ‘น้ำมันโลก’ วิกฤตของจริงจะเกิดขึ้นช่วง พ.ค.

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...