RCL กำไรไตรมาสแรก 1,671 ล้านบาท เดินหน้าคุมต้นทุน รุกตลาดใหม่อินเดีย ลาตินอเมริกา แอฟริกา
RCL ไตรมาส 1/69 รายได้จากการเดินเรือ 8,410 ล้านบาท กำไรสุทธิ 1,671 ล้านบาท เดินหน้าคุมต้นทุน รุกตลาดใหม่อินเดีย ลาตินอเมริกา และแอฟริกา หวังรักษาความสามารถแข่งขันระยะยาว
วันที่ 13 พ.ค.2569 ดร.ทวินโชค ตันธุวนิตย์ กรรมการผู้จัดการ บมจ.อาร์ ซี แอล (RCL) เปิดเผยผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2569 ว่า บริษัทมีรายได้จากการเดินเรือ 8,410 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 1,671 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน 9.6% และ 18.8% ตามลำดับ จากแรงกดดันของภาวะอุปทานกองเรือส่วนเกินที่สะสมมาตั้งแต่ปี 2568 ส่งผลให้ปริมาณการขนส่งและอัตราค่าระวางเฉลี่ยปรับตัวลดลง
อัตราค่าระวางเฉลี่ยในไตรมาส 1/69 อยู่ที่ 406 เหรียญสหรัฐต่อตู้ ลดลงจาก 415 เหรียญสหรัฐต่อตู้ในช่วงเดียวกันปีก่อน ขณะที่ปริมาณการขนส่งลดลง 1% ส่วนหนึ่งมาจากผลกระทบของภาวะกองเรือส่วนเกินในตลาดโลกที่เริ่มส่งผลชัดเจนมากขึ้นในช่วงต้นปี
นอกจากนี้ สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงเดือนมีนาคม 2569 แม้ช่วยพยุงอัตราค่าระวางไว้ได้บางส่วน แต่ยังไม่เพียงพอให้ค่าระวางปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม บริษัทสามารถบริหารต้นทุนการเดินเรือได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยลดต้นทุนลงได้ 7.6% รวมถึงลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง ส่งผลให้ยังรักษาระดับความสามารถในการทำกำไรไว้ได้ ท่ามกลางภาวะตลาดที่มีความผันผวนสูง
เมื่อเทียบกับไตรมาส 4 ปี 2568 ที่มีกำไรสุทธิ 1,803 ล้านบาท กำไรสุทธิในไตรมาสแรกปีนี้ลดลง 132 ล้านบาท หรือ 7.3% โดยมีสาเหตุหลักจากรายได้จากการเดินเรือที่ลดลง 9.2% ตามอัตราค่าระวางเฉลี่ยที่ลดลงจาก 421 เหรียญสหรัฐต่อตู้ เหลือ 406 เหรียญสหรัฐต่อตู้ ขณะที่ปริมาณการขนส่งลดลง 4.6% จากการชะลอตัวของการขนส่งสินค้าในช่วงเทศกาลตรุษจีน
RCL ระบุว่า แม้กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกปี 2569 จะขยายตัวชะลอลงเหลือ 3.1% ซึ่งอาจจำกัดการเติบโตของปริมาณการขนส่งสินค้า แต่บริษัทมองว่าอัตราค่าระวางที่ยังทรงตัวในระดับที่เหมาะสม จะช่วยชดเชยผลกระทบได้บางส่วน
“บริษัทเดินหน้ากลยุทธ์ขยายเส้นทางและตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะอินเดีย ลาตินอเมริกา และแอฟริกา ควบคู่กับการบริหารต้นทุนอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนในระยะยาว”
สำหรับภาพรวมอุตสาหกรรมขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ทางทะเลในไตรมาสแรกปีนี้ ยังคงเผชิญแรงกดดันจากหลายปัจจัย ทั้งเรือใหม่ที่ทยอยเข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง ความตึงเครียดบริเวณช่องแคบฮอร์มุซที่ส่งผลให้ต้นทุนเชื้อเพลิงปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงผลกระทบจากนโยบายภาษีการค้าที่ทำให้ผู้ประกอบการชะลอการขนส่งสินค้า
ขณะเดียวกัน กฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้นภายใต้กรอบองค์การทางทะเลระหว่างประเทศ (IMO) ยังเพิ่มภาระต้นทุนให้ผู้ประกอบการทั่วอุตสาหกรรม บริษัทจึงเดินหน้าปรับปรุงกองเรือผ่านการลงทุนในเรือประหยัดพลังงานและรองรับพลังงานทางเลือก พร้อมทยอยขายเรือเก่าเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านต้นทุนและรองรับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมในอนาคต
นอกจากนี้ บริษัทยังบริหารเส้นทางเดินเรืออย่างยืดหยุ่น ขยายบริการสู่ตลาดใหม่ รวมถึงนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและยกระดับการให้บริการ เพื่อเสริมความพร้อมรองรับความท้าทายของอุตสาหกรรมในระยะต่อไป