โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

รายได้ไม่พอรายจ่าย ยิ่งทำงาน ยิ่งจน

Thairath Money

อัพเดต 27 มี.ค. เวลา 11.18 น. • เผยแพร่ 27 มี.ค. เวลา 11.16 น.
ภาพไฮไลต์

หากนับตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันแรกที่สหรัฐฯ ร่วมมือกับอิสราเอลเปิดปฏิบัติการทางทหาร “Epic Fury” และ “Lion's Roar” โจมตีอิหร่าน จนล่าสุดในช่วงเช้าของวันที่ 27 มี.ค.2569 ซึ่งกำลังจะครบ 1 เดือนของสงคราม และความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

ราคาน้ำมันสำเร็จรูปตลาดสิงคโปร์ ได้ปรับขึ้นไปแล้วมากกว่า 100% ขณะที่ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลในบ้านเราเพิ่มขึ้นมาแล้ว 9 บาทต่อลิตร ราคาแก๊สโซฮอล์ปรับขึ้นไปมากกว่าที่ 11.50 บาทต่อลิตร และมีแนวโน้มที่ราคาขายปลีกน้ำมันในบ้านเราจะปรับสูงขึ้นอีกจากราคาในขณะนี้

ทำให้สินค้าทั้งอุปโภคและบริโภค รวมทั้ง ค่าขนส่ง ทั้งขนส่งสาธารณะ และขนส่งสินค้า เตรียมตัวขอปรับขึ้นราคา หากสถานการณ์ราคาพลังงานในเดือน เม.ย.นี้ยังไม่ผ่อนคลายลง ขณะที่สินค้าบางรายการก็ได้ปรับขึ้นราคาไปบ้างแล้ว เช่น เนื้อหมู เนื้อไก่ ไข่ไก่ ค่าโดยสารเรือคลองแสนแสบ รวมไปถึงข้าวแกง ก๋วยเตี๋ยวบางร้านที่แบกรับต้นทุนไม่ไหว

ซ้ำเติมฐานะการเงินของชนชั้นกลาง ไปจนถึงผู้มีรายได้น้อยที่ย่ำแย่อยู่แล้วให้ยากลำบากมากขึ้น !!

เพราะจริงๆ แล้วสภาวะเงินช็อต เงินไม่พอใช้จ่าย ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในช่วงสงครามอิหร่านครั้งนี้ แต่เกิดขึ้นมาตั้งแต่ก่อนสถานการณ์โควิดในปี 2563 ซึ่งแรงงานไทยส่วนใหญ่ก็อยู่ในภาวะชักหน้าไม่ถึงหลัง รายได้แต่ละเดือนแทบไม่พอรายจ่ายอยู่แล้ว โดยเฉพาะกลุ่มคนที่มีรายได้ต่ำกว่าหรือเท่ากับ 30,000 บาทต่อเดือน และยิ่งเมื่อเกิดสถานการณ์โควิด ฐานะการเงินยิ่งวิกฤติมากขึ้น เพราะแรงงานในบางภาคถูกปรับลดรายได้ หรือเงินเดือนลง

ทั้งนี้ ข้อมูลค่าจ้างแรงงานเฉลี่ยจำแนกตามอุตสาหกรรม ของแบงก์ชาติ ระบุว่า ณ ไตรมาสที่ 4 ของปี 2561 ที่ผ่านมา ค่าจ้างแรงงานเฉลี่ยรวมของแรงงานไทยอยู่ที่ 14,048.41 บาทต่อคนต่อเดือน ขณะที่ผ่านไป 6 ปี ข้อมูลล่าสุดที่มีในไตรมาส 4 ของปี 2567 พบว่าค่าจ้างแรงงานเฉลี่ยของแรงงานไทยถูกปรับขึ้นมาอยู่ที่ 15,737.61 บาทต่อคนต่อเดือน เทียบสิ้นปี 2567 กับ 6 ปีก่อน ค่าจ้างแรงงานเฉลี่ยของแรงงานไทยเพิ่มขึ้นน้อยมากเพียง 12% เท่านั้น

และที่น่าสนใจคือ หากเทียบระหว่างค่าจ้างแรงงานเฉลี่ยของแรงงานในภาคเกษตร และแรงงานนอกภาคเกษตร แรงงานในภาคเกษตรมีอัตราการเพิ่มขึ้นของค่าแรงมากกว่า อาจเป็นเพราะค่าจ้างแรงงานเฉลี่ยในภาคเกษตรต่ำกว่าค่าจ้างแรงงานเฉลี่ยของกลุ่มนอกภาคเกษตร หรือภาคอุตสาหกรรมและบริการค่อนข้างมาก

โดยค่าจ้างแรงงานเฉลี่ยของภาคการเกษตร ไตรมาสที่ 4 ปี 2561 อยู่ที่ 5,740.81 บาทต่อคนต่อเดือน เทียบกับไตรมาสที่ 4 ปี 2567 ที่เพิ่มขึ้นมาเป็น 8,293.78 บาทต่อคนต่อเดือน คิดเป็นอัตราเพิ่มขึ้นประมาณ 44.5% ในช่วง 6 ปี

ส่วนค่าจ้างแรงงานเฉลี่ยนอกภาคการเกษตรในไตรมาสที่ 4 ปี 2561 อยู่ที่ 14,942.41 บาทต่อคนต่อเดือน เทียบกับค่าจ้างแรงงานเฉลี่ยของนอกภาคเกษตร ไตรมาสที่ 4 ปี 2567 ซึ่งอยู่ที่ 16,093.75 บาทต่อคนต่อเดือน จะเพิ่มขึ้น 7.7% ในช่วง 6 ปี

ขณะที่ข้อมูลในด้านรายจ่ายในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา เทียบรายจ่ายต่อเดือนเฉลี่ย ในปี 2561 และ 2567 จากหลายๆ หน่วยงานที่มีการเก็บรวบรวมตัวเลขดังกล่าวพบว่า ฝั่งรายจ่ายเฉลี่ยเพิ่มขึ้นมากกว่าฝั่งรายได้เฉลี่ย โดยเพิ่มขึ้นประมาณ 14%

สอดคล้องกับบทวิจัยล่าสุดของศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ หรือ SCB EIC ที่มีการวิจัยรายได้ที่แท้จริง (รวม OT โบนัส) ของแรงงานไทย ซึ่งคิดมาจากรายได้ของแรงงานหักด้วยอัตราเงินเฟ้อในแต่ละปี พบว่าในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 2563-2568 รายได้ที่แท้จริงของแรงงานไทยลดลงต่อเนื่อง และแม้ว่าปี 2568 ที่ผ่านมา รายได้ที่แท้จริงจะฟื้นขึ้นมาได้ใกล้ๆ กับปี 2563 แต่ยังต่ำกว่าเมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดสถานการณ์โควิด

ขณะที่สิ่งที่ SCB EIC เป็นห่วงคือ สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง อาจจะทำให้เงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำมากในปีที่ผ่านมา จะพุ่งขึ้นทะลุไปที่ 3.2% แต่หากสงครามจบช้า ลากยาวจาก 2 เดือนเป็น 4 เดือน เงินเฟ้อปีนี้อาจจะพุ่งไปที่ 4-5% ซึ่งเงินเฟ้อที่สูง และจะสวนทางกลายเป็นแรงกดดันให้รายได้ที่แท้จริงของแรงงานไทยในปี 2569 นี้ให้ลดต่ำลงอีก

กลายเป็นยิ่งทำงาน ยิ่งจนลง เพราะรายได้ที่ได้ไม่ได้ขึ้นตามค่าครองชีพที่จ่อพุ่งสูงขึ้น ยิ่งออกไปทำงาน ค่าใช้จ่ายก็ยิ่งเพิ่มขึ้น ทั้งจากผลกระทบของวิกฤตราคาน้ำมันที่แพงขึ้น ค่าไฟฟ้าที่จ่อขึ้นราคา ค่าเดินทางที่สูงขึ้น และอาจจะลามไปถึงราคาสินค้าจำเป็นที่เพิ่มขึ้นด้วย แต่ถ้ายิ่งไม่ทำงานก็จะกลายยิ่งไปกันใหญ่

ทั้งนี้ ถึงแม้ว่า ตัวเลขคนว่างงานในขณะนี้ของประเทศไทยยังไม่ได้อยู่ในระดับสูงจนน่าเป็นห่วง แต่ SCB EIC แสดงความกังวลถึงจำนวนผู้มีงานทำในประเทศไทยโดยรวมที่ลดลง โดยพบว่า ผู้มีงานทำลดลงต่อเนื่องในปี 2568 ที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งจากแรงงานเกษียณและสูงอายุที่ออกจากตลาดแรงงาน รวมถึงมีผู้ว่างงานและไม่อยากหางานปรับเพิ่มขึ้น

คนวัยทำงานมีน้อยลง คนไม่อยากทำงานมีเพิ่มขึ้น คนที่ทำงานอยู่ก็รายได้ก็เพิ่มขึ้นน้อยและช้าเกินไป ทำให้สังคมไทยในช่วงที่ผ่านมาต้องขับเคลื่อนด้วยการก่อหนี้ของครัวเรือน ส่งผลให้หนี้ครัวเรือนของไทยยังคงอยู่ในระดับที่สูง และสุขภาพการเงินของครัวเรือนอ่อนแอลงเรื่อยๆ และหากฝืนไปต่อไม่ไหวก็อาจจะกลายเป็นหนี้เสีย

การจะรับมือกับ “วิกฤติเศรษฐกิจ” ที่มาจ่อรอเราแล้วในปีนี้ จึงเป็นภาระหนักของรัฐบาล ซึ่งแน่นอนว่า ในระยะสั้นมาตรการช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนจากภาครัฐยังมีความจำเป็นมากในช่วงวิกฤตเช่นนี้ แต่ก็ควรจะต้องพยายามทำควบคู่กับการหาวิธียกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยสู่ฐานที่สูงขึ้น เพื่อช่วยให้มีหนทางในการเพิ่มเงินเดือน เพิ่มรายได้ของคนไทยให้เพียงพอเลี้ยงปากท้อง รวมทั้ง มีเงินเก็บออมไว้ใช้ได้ยามฉุกเฉินจำเป็น ซึ่งจะช่วยฟื้นเศรษฐกิจไทยให้กลับมาขยายตัวสูงๆ ได้อีกครั้ง

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ -

https://www.facebook.com/ThairathMoney

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : รายได้ไม่พอรายจ่าย ยิ่งทำงาน ยิ่งจน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...