โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

1 ปีแผ่นดินไหว เราเรียนรู้อะไรบ้าง

The Reporters

อัพเดต 28 มี.ค. เวลา 04.16 น. • เผยแพร่ 28 มี.ค. เวลา 04.16 น.

โครงสร้างไทยปลอดภัยขึ้น หรือแค่รอเวลาให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย

ครบ 1 ปี อาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) มูลค่ากว่า 2,136 ล้านบาท ที่กำลังก่อสร้างพังถล่มหลังเกิดเหตุแผ่นดินไหว ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก กลายเป็นโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ที่ยากจะลืมเลือน

ทีมข่าว The Reporters ลงพื้นที่เก็บภาพซากตึก สตง.ที่วันนี้ถูกทิ้งร้างเป็นที่ดินว่างเปล่า ส่วนซากปูนและเหล็กเส้นที่ได้จากการรื้อถอนถูกขนย้ายไปเก็บไว้ในพื้นที่ปิดของการรถไฟฯ ด้านหลังศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่ยืนยันถึงความล้มเหลวของกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างและความโปร่งใสในภาครัฐที่ยังรอการตรวจสอบ

เหตุแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 28 มี.ค.68 เป็นบทเรียนครั้งใหญ่ที่สะท้อนชัดเจนว่า “แผ่นดินไหวไม่ใช่เรื่องไกลตัว” แม้ความสูญเสียที่เกิดขึ้นจะไม่มีทางหวนกลับ แต่เราต้องไม่ปล่อยให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย เพียงเพราะเตรียมพร้อมไม่ทันการณ์เหมือนที่ผ่านมา

2 ปัจจัยทำโครงการรัฐถล่มซ้ำซาก

ศ.ดร.อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย เปิดเผยกับ The Reporters ว่า เราเห็นฤทธิ์เดชของแผ่นดินไหวแล้วว่าแม้จะเกิดขึ้นห่างไกลในประเทศเมียนมา แต่กระทบกับอาคารสูงในกรุงเทพมหานครนับร้อยหลังที่เกิดการแตกร้าว สิบหลังมีความเสียหายด้านโครงสร้าง และทำให้ตึก สตง.ถล่ม สิ่งที่ต้องตระหนักให้ดีคือ รอยเลื่อนสะกายยังคงอยู่กับเราไปอีกนาน

สาเหตุที่ทำให้อาคารสูงจำนวนมากโยกไหวอย่างรุนแรง เพราะกรุงเทพมหานครมีสภาพชั้นดินที่อ่อน สะท้อนให้เห็นว่าเราจะต้องเตรียมความพร้อมให้อาคารแข็งแรง โดยเหตุการณ์แผ่นดินไหวเปลี่ยนมุมมองและทัศนคติของการก่อสร้างในประเทศไทย เจ้าของโครงการให้ความสำคัญเรื่องความปลอดภัยและวิศวกรรมโครงสร้างมากขึ้น เพราะในอดีตที่ผ่านมาการก่อสร้างโครงการต่าง ๆ จะเน้นเรื่องการควบคุมต้นทุนและเร่งเวลา ไม่ได้นำปัจจัยความแข็งแรงของอาคารมาเป็นจุดตั้งต้น

“วันนี้เสียงของวิศวกรรมโครงสร้างดังขึ้น เนื่องจากประชาชนตระหนักว่าแผ่นดินไหวไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่คำถามคือความตระหนักเหล่านี้จะอยู่กับเราอีกนานหรือไม่ หรือจะสลายตัวไปในอนาคต ผมคิดว่าควรใช้ช่วงเวลานี้ในการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายพระราชบัญญัติควบคุมอาคารฯ รวมถึงกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับงานวิศวกรรม”

ศ.ดร.อมร กล่าวต่อว่า เป็นเรื่องดีที่หลังเกิดเหตุ กรุงเทพมหานครสั่งปูพรมตรวจสอบความปลอดภัยของอาคาร เพราะจุดเริ่มต้นของความปลอดภัยอยู่ที่เจ้าหน้าที่ท้องถิ่น ในโครงการก่อสร้างของภาคเอกชนจะต้องส่งแบบมาขออนุญาตกับกรุงเทพมหานครก่อน เพราะฉะนั้นการตรวจสอบแบบและการควบคุมในเบื้องต้นเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น กรุงเทพมหานครมีแนวความคิดและนโยบายที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยก็ควรที่จะเตรียมบุคลากรให้พร้อม เปิดเผยผลการตรวจสอบและข้อเสนอแนะว่าอาคารที่เข้าข่ายเสี่ยงอยู่ตรงไหน และจะแนะนำให้อาคารเหล่านั้นเสริมความปลอดภัยอย่างไร

ศ.ดร.อมร กล่าวต่อว่า จากการศึกษาเหตุโครงการภาครัฐถล่มหลายเหตุการณ์ ได้ผลการศึกษาออกมา 2 กรณี กรณีแรก วิศวกรละเลยในการปฏิบัติหน้าที่ ขณะเดียวกันยังมีปัญหาเชิงโครงสร้างที่ซ่อนอยู่ ยกตัวอย่างการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐที่เน้นเรื่องราคา ใครเสนอราคาถูกสุดก็เป็นผู้ได้งานไป เพราะคนที่เสนอราคาต่ำที่สุดอาจจะละเลยเรื่องความปลอดภัยก็ได้ ดังนั้นหลักเกณฑ์การจัดซื้อจัดจ้างไม่ควรดูเฉพาะเรื่องราคา แต่ต้องดูเรื่องคุณภาพ ประวัติการเกิดอุบัติเหตุของบริษัทนั้น ๆ รวมถึงการส่งมอบงานทำให้ตามกำหนดเวลา

อย่างไรก็ตามในต่างประเทศจะเห็นว่ารายการค่าใช้จ่ายเรื่องความปลอดภัยจะมีการกำหนดชัดเจน ตรวจสอบได้ เป็นรายการที่มีอยู่จริง แต่ในไทยการก่อสร้างของภาครัฐรายการเหล่านี้ไม่มีอยู่จริง กลับเป็นรายการแฝงที่ภาครัฐเรียกว่า “เผื่อเหลือเผื่อขาด”

อีกกรณีที่ค้นพบคือในหลายอุบัติเหตุเกิดจากการ “จ้างช่วง” หมายความว่าผู้รับจ้างที่เป็นผู้รับเหมารายใหญ่ประมูลงานมาได้ แต่ไปจ้างผู้รับเหมารายย่อยมาทำแล้วกินส่วนต่างกินค่าหัวคิว ผลคือผู้รับเหมารายย่อยจะได้รับเงินน้อย ทำให้ไม่ได้ใช้วัสดุก่อสร้างหรือวิศวกรที่มีคุณภาพมาควบคุมงาน ซึ่งนำไปสู่ความล้มเหลวด้านความปลอดภัยได้

ไขปมถล่ม “ปล่องลิฟต์” คือโดมิโนแรก

ในกรณีตึก สตง.ศ.ดร.อมร มองว่าหากดูตามภาพวิดีโอจะเห็นว่าเป็นการถล่มแบบราบคาบต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ เหมือนกับโดมิโนที่ล้มหนึ่งตัวก็ทำให้โดมิโนล้มทั้งหมด ฉะนั้นการหาสาเหตุการถล่มต้องหาให้ได้ว่าจุดตั้งต้นหรือโดมิโนตัวแรกคือตรงไหน เรายังมีความโชคดีอยู่ที่หาเจอ จุดเริ่มต้นของการถล่มเกิดขึ้นที่บริเวณด้านหลังของอาคารบริเวณผนังปล่องลิฟต์ ต้องไขปริศนาให้ได้ว่าเหตุใดปล่องลิฟต์ถึงร่วงไปได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่วิศวกรหลายคนเห็นตรงกัน

เราต้องกลับไปดูที่การออกแบบปล่องลิฟต์ว่าแบบถูกต้องหรือไม่ ทั้งยังต้องตรวจสอบวัสดุที่นำมาใช้ในการก่อสร้าง โดยหลักจะมีทั้งเหล็กและปูน ซึ่งเมื่อส่งเอาเศษเหล็กไปตรวจสอบพบว่าตกมาตรฐานเพียงเล็กน้อย ไม่ใช่สาเหตุหลักที่ทำให้ตึกถล่มได้ จึงเหลือเพียงเรื่องปูน ขณะนี้มีผลสอบสวนออกมาว่า “ปูนก็ไม่ผ่านเกณฑ์” รวมถึงมีประเด็นเรื่องการแก้ไขแบบและปรับความหนาของตัวผนังปล่องลิฟต์ด้วย

ปัจจัยต่าง ๆ ชี้เป้าให้เห็นสาเหตุของการพังทลายว่าเกิดที่ปล่องลิฟต์ ส่วนจะเป็นเพราะออกแบบผิดพลาด ใส่เหล็กไม่พอ หนาไม่พอใจ วัสดุด้อยมาตรฐาน หรือมีการแก้ไขแบบ สุดท้ายจะหาคำตอบได้จากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ เชื่อว่าไม่เกินปีนี้น่าจะได้คำตอบว่าตึกถล่มเพราะอะไร ในชั้นสอบสวนของ ป.ป.ช.สตง.ได้ส่งเอกสารชี้แจงไปกว่า 44,000 หน้า ซึ่งควรจะพุ่งเป้าไปที่ตำแหน่งที่พบปัญหาคือ “ผนังปล่องลิฟต์” สอบสวน 3 ประเด็นหลัก ทั้งเรื่องการออกแบบ การใช้วัสดุ และการควบคุมการก่อสร้างว่าเป็นไปตามแบบหรือไม่

เราสามารถใช้การจำลองทางคอมพิวเตอร์ (Simulation) จำลองอาคารหลังนี้เข้าไปในคอมพิวเตอร์ วิเคราะห์โดยใส่ข้อสมมติฐานต่าง ๆ เพื่อดูว่าข้อสมมติฐานไหนตรงกับวิดีโอที่บันทึกไว้ได้ จะได้คำตอบว่าสาเหตุการถล่มคืออะไร อย่างไรก็ตามกระบวนการสืบสวนสอบสวนในคดีตึก สตง.ค่อนข้างซับซ้อน เพราะเป็นเรื่องของแผ่นดินไหวและอาคารสูงที่พังถล่มระหว่างการก่อสร้าง ซึ่งเมื่อเทียบกับกรณีตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ที่สหรัฐอเมริกาก็ใช้เวลาในการสืบสวนสอบสวนหลายปี เพราะจะต้องมีการเก็บตัวอย่างเศษปูน ซากเหล็ก และการออกแบบทั้งหมด เราต้องใช้เวลาเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

อย่ารอแผ่นดินไหวรอบใหม่

ศ.ดร.อมร ฝากถึงรัฐบาลใหม่ว่า กรุงเทพมหานครยังมีความเสี่ยงต่อการเกิดแผ่นดินไหวอยู่ เราต้องเร่งใช้จังหวะที่คนตระหนักถึงเรื่องนี้ปรับปรุงกฎหมาย เพราะเหตุการณ์ตึกถล่มได้สร้างบทเรียน เราพบปัญหาการปลอมแปลงลายเซ็นของวิศวกร การตรวจสอบแบบที่ไม่มีการบลายด์เช็ก (Blind independent check) เพื่อให้เกิดความชัดเจนโปร่งใส แต่ปัจจุบันการตรวจสอบกลับเป็นลักษณะที่ว่าคนทำไปหาคนตรวจมารับรอง ไปหาคนที่รู้จักกันมาตรวจให้กันเอง

ดังนั้นรัฐบาลจะต้องเร่งออกกฎระเบียบและข้อบังคับต่าง ๆ ที่เสริมความแข็งแรงของอาคาร ขอให้อาศัยจังหวะแบบนี้เพื่อทำให้เราคนไทยและชาวต่างชาติมีความเชื่อมั่น ประเทศต่าง ๆ เขาไม่ได้เป็นห่วงว่าประเทศไทยจะเกิดภัยพิบัติมากหรือน้อย แต่เขาดูว่าเรามีมาตรการรองรับปัญหาภัยพิบัติหรือไม่

“รัฐบาลต้องเร่งทำ อย่าปล่อยให้จางหายไปโดยที่แผ่นดินไหวครั้งใหม่มาแล้วเตรียมความพร้อมแบบไม่ทันการณ์” ศ.ดร.อมร กล่าว

วันนี้พร้อมกว่าครั้งที่แล้ว

ในโอกาสครบรอบ 1 ปี เหตุการณ์แผ่นดินไหว กรุงเทพมหานครได้อัปเกรดศูนย์ BMA Command Center หรือศูนย์ดูแลความปลอดภัยเมือง 24 ชั่วโมง ทำหน้าที่รวบรวม วิเคราะห์ และเฝ้าระวังข้อมูลผ่านแผนที่บัญชาการเหตุการณ์ดิจิทัล เชื่อมโยงข้อมูลทั้งด้านการจราจร สภาพอากาศ น้ำท่วม ความร้อน ฝุ่น PM2.5 ตำแหน่งหน่วยฉุกเฉิน สถานพยาบาล และกลุ่มเปราะบาง

รศ.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เล่าย้อนไปในวันเกิดเหตุแผ่นดินไหว กรุงเทพมหานครตั้งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (เสาชิงช้า) ได้ภายในระยะเวลา 20-25 นาที โดยยอมรับว่ามีความกดดัน เนื่องจากต้องตั้งศูนย์บัญชาการฯ อย่างเร่งด่วน ในขณะที่ทุกคนไม่เคยเจอเหตุการณ์แผ่นดินไหวมาก่อน สิ่งที่กังวลใจคือข้อมูลที่มีจำนวนมาก และความไม่ชอบใจของประชาชนในการบริหารจัดการในช่วง 48 ชั่วโมงแรก

อุปสรรคสำคัญในวันนั้นคือผู้บริหารที่ศูนย์บัญชาการฯ กับเจ้าหน้าที่หน้างานเห็นภาพไม่เท่ากัน จึงลิงก์ภาพจากกล้อง CCTV ของกรุงเทพมหานครที่มีอยู่ราว 60,000 ตัวเพื่อให้ได้ภาพแบบเรียลไทม์ เห็นปริมาณการจราจรในวันดังกล่าว ทำให้การบัญชาการมีเอกภาพมากยิ่งขึ้น แม้จะไม่ครบ 100% ก็ตาม

แม้กรุงเทพมหานครจะจัดตั้งศูนย์บัญชาการฯ ภายในไม่กี่นาที แต่จะดีกว่าหรือไม่ถ้าทุกอย่างพร้อมทำให้ประชาชนรู้สึกอบอุ่นขึ้น จึงมีการอัปเกรดศูนย์ BMA Command Center ในอนาคตหากเกิดเหตุฉุกเฉินเราจะได้เฝ้าดูเหตุการณ์ตั้งแต่แรก ตั้งแต่ขั้น 0.5 ข้อมูลก็จะไม่กระจัดกระจายและช่วยให้การประสานงานดีขึ้น

รศ.ทวิดา ยังกล่าวถึงสิ่งที่กรุงเทพมหานครทำใน 1 ปีที่ผ่านมาเพื่อรองรับภัยพิบัติในอนาคต อาทิ เร่งพัฒนาบุคลากรและทีมกู้ภัยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะทีม USAR (Urban Search and Rescue) ของสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ซึ่งได้รับการรับรองมาตรฐานระดับ Medium ของสหประชาชาติ

การจัดอบรมเจ้าหน้าที่กู้ภัยเฉพาะทาง เช่น กู้ภัยอาคาร กู้ภัยทางน้ำ และกู้ภัยสารเคมี โดยจะมีการสร้างศูนย์ฝึกขึ้นมา คาดว่าสามารถใช้ได้ในบางเฟสตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไป

การนำเทคโนโลยี Seismic Sensor มาใช้ตรวจวัดการสั่นสะเทือนของอาคาร ติดตั้งใน 3 โรงพยาบาลสังกัดกรุงเทพมหานคร ได้แก่ โรงพยาบาลกลาง โรงพยาบาลตากสิน และโรงพยาบาลวชิรพยาบาล เพื่อให้แพทย์และพยาบาลมั่นใจในการดูแลรักษาผู้ป่วย

“ขอใช้คำว่าพร้อมกว่าครั้งที่แล้ว เพราะข้อมูลเปลี่ยนใหม่ทุกวัน แต่วันนี้เร็วกว่าเดิมแน่นอน เห็นมากกว่าเดิม” รศ.ทวิดา กล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...