โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

SCB EIC หั่น GDP ไทยเหลือ 1.4% ชี้เสี่ยง “Stagflation” ธุรกิจไทยระส่ำ ต้นทุนพุ่ง-สินค้าจ่อขาดแคลน กด Margin

ไทยพับลิก้า

อัพเดต 27 มี.ค. เวลา 21.17 น. • เผยแพร่ 27 มี.ค. เวลา 15.45 น.

SCB EIC ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 เหลือ 1.4% เงินเฟ้อพุ่งสูง 3.2% สูงกว่ากรอบเป้าหมายนโยบายการเงิน จากผลกระทบราคาพลังงานและความไม่แน่นอนที่สูงขึ้นมาก โดยยังมีความเสี่ยงด้านต่ำเพิ่มเติมหากสงครามยืดเยื้อ ชี้วิกฤตการณ์ในตะวันออกกลางลุกลามเป็น “Two-way Crisis” กระทบทั้งราคาพลังงานและการขาดแคลนวัตถุดิบต้นน้ำ

วันที่ 26 มีนาคม 2569 ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) จัดงานแถลงข่าวมุมมองเศรษฐกิจไทย ประจำไตรมาส 1 ปี 2569 ในหัวข้อ ทิศทางเศรษฐกิจและการปรับตัวของภาคธุรกิจไทยภายใต้ความไม่แน่นอนจากสงครามตะวันออกกลาง โดย ดร.ยรรยง ไทยเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน และนางสาวโชติกา ชุ่มมี ผู้จัดการกลุ่มธุรกิจสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมการผลิต

เศรษฐกิจโลกจะชะลอลงจากผลของสงคราม แรงกดดันเงินเฟ้อสูงขึ้นจะทำให้ Fed เลื่อนลดดอกเบี้ยไปช่วงปลายปี

SCB EIC ประเมินว่าในกรณีฐานเศรษฐกิจโลกในปี 2026 จะเติบโตลดลงจาก 2.7%YOY เหลือ 2.5%YOY โดยเป็นผลจากภาวะสงคราม ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นและวัตถุดิบในการผลิตขาดแคลน ซึ่งจะทำให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น โดยเศรษฐกิจที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง เช่น เศรษฐกิจเอเชีย จะได้รับผลกระทบมาก ด้านนโยบายการเงิน ธนาคารกลางหลักมีท่าทีประเมินสถานการณ์ในช่วงความไม่แน่นอนยังมีสูง โดย SCB EIC มองว่า Fed มีแนวโน้มเลื่อนการลดดอกเบี้ยออกไปเป็นช่วงไตรมาส 4 และคาดว่าจะลดได้เพียงครั้งเดียว 25 bps ในปีนี้ เนื่องจากแนวโน้มเงินเฟ้ออาจปรับสูงขึ้น

“Oil Shock รอบนี้เป็น Negative Supply Shock ทําให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น เสมือน “ภาษีทางอ้อม” ต่อภาคธุรกิจและครัวเรือนทั่วโลก ภาคธุรกิจต่าง ๆ หรือภาคครัวเรือนได้รับผลกระทบ ผลที่ตามมาคือเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะ “โตชะลอ แต่เงินเฟ้อเร่ง” หรือ Stagflation ซึ่งทำให้การดำเนินนโยบายการเงินของประเทศต่าง ๆ มีความท้าทายมากขึ้น” ดร.ยรรยงกล่าว

สถานการณ์ในตะวันออกกลางส่งผลกระทบโดยตรงต่อซัพพลายพลังงานโลก โดยเฉพาะการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งมีสัดส่วนถึง 20% ของการผลิตพลังงานโลก

ปริมาณน้ำมันและก๊าซที่เคยอยู่ราว 23 ล้านบาร์เรลต่อวัน ลดลงเหลือเพียงประมาณ 5 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือหายไปเกือบ 19 ล้านบาร์เรลต่อวัน สร้างแรงกดดันต่อราคาพลังงานอย่างรุนแรง

ขณะเดียวกัน การโจมตีแหล่งพลังงานในภูมิภาค เช่น โรงงานก๊าซในกาตาร์ ซึ่งเป็นผู้ผลิตก๊าซสำคัญของโลก ยิ่งซ้ำเติมภาวะตึงตัวของตลาดพลังงาน โดยความเสียหายบางส่วนอาจใช้เวลาฟื้นฟูถึง 3–5 ปี

ดร.ยรรยง ไทยเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน ธนาคารไทยพาณิชย์

สงครามตะวันออกกลางยกระดับความรุนแรงเป็น “วิกฤติสองทาง” กรณีฐานอาจยืดเยื้อ 2 เดือน

สงครามตะวันออกกลางส่งผลกระทบให้ปริมาณน้ำมันและก๊าซที่ต้องผ่านช่องแคบ Hormuz (ประมาณ 20% ของอุปทานโลก) ลดลงอย่างมาก ทำให้ราคาพลังงานเพิ่มขึ้นสูงมากอย่างรวดเร็ว ขณะที่การโจมตีแหล่งพลังงานในตะวันออกกลางได้สร้างความกังวลใจให้กับตลาดในประเด็นอุปทานพลังงานที่อาจใช้เวลาฟื้นฟูนาน รวมทั้งความจำเป็นของประเทศทั่วโลกที่จะพยายามจัดหาแหล่งพลังงานเพิ่มเติมเพื่อชดเชยปริมาณพลังงานสำรองที่เริ่มลดลง ปัจจัยด้านอุปทานและอุปสงค์เช่นนี้จะทำให้ราคาพลังงานโลกไม่สามารถปรับลดลงได้เร็ว แม้สงครามจะจบลง

“ราคาน้ํามัน คงไม่ได้ขึ้นแค่ช่วงที่สงครามดําเนิน แม้แต่หลังจากสงครามจบลงแล้ว เราก็มองว่าราคาพลังงานก็อาจจะขยับขึ้นอยู่ในระดับสูงกว่า ก่อนเกิดสงครามไปอีกระยะเวลาหนึ่ง เนื่องจากน้ำมันยังหายไป 9 ล้านบาร์เรลต่อวัน ประกอบกับตอนนี้การที่ประเทศต่าง ๆ ต้องใช้น้ำมันสำรอง ปริมาณน้ำมันสำรองของทุกประเทศก็ลดลง ซึ่งเราเชื่อว่าต่อให้สงครามจบลง ทุกประเทศก็อยากจะเติมกลับไป อาจจะไม่ใช่แค่เท่าเดิม อาจจะต้องการสูงกว่าเดิมอีก เพราะว่าเพื่อป้องกันบริหารความเสี่ยง ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งจะทําให้ ราคาพลังงาน อาจจะยังสูงอยู่ต่อเนื่อง เช่นเดียวกับก๊าซที่แหล่งผลิตก๊าซในตะวันออกกลางเสียหายไปแล้ว” ดร.ยรรยงกล่าว

ประเมิน 3 ฉากทัศน์ของวิกฤติตะวันออกกลาง

โดย

1) กรณีฐาน (Base) ความขัดแย้งจะจบลงภายใน 2 เดือน ราคาน้ำมัน Brent ทั้งปี 2026 จะเฉลี่ยอยู่ที่ 85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

“ในกรณีฐานนี้ คาดว่าราคาดีเซลในประเทศจะพุ่งแตะจุดสูงสุด (Peak) ที่ 60 บาทต่อลิตร ในช่วงเดือนเมษายน จากนั้นจะค่อยๆ ปรับตัวลดลงอย่างช้าๆ ส่งผลให้ประเมินราคาเฉลี่ยทั้งปีไว้ที่ประมาณ 43 บาทต่อลิตร” ดร.ยรรยงกล่าว

2) กรณีเลวร้าย (Adverse) ยืดเยื้อ 4 เดือน และมีการทำลายแหล่งผลิตและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานอย่างมีนัยสำคัญ ราคาน้ำมัน Brent ปี 2026 จะเฉลี่ยอยู่ที่ 105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และ

3) กรณีรุนแรง (severe) ยืดเยื้อเกิน 4 เดือน สงครามขยายวงกว้าง มีประเทศในตะวันออกกลางที่เข้าร่วมสงครามมากขึ้น รวมถึงมีแหล่งผลิตและโครงสร้างพื้นฐานพลังงานถูกทำลายอย่างหนัก กรณีนี้ราคาน้ำมัน Brent เฉลี่ยทั้งปีนี้อาจสูงถึง 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล นอกจากราคาพลังงานโลกพุ่งขึ้นแรง สงครามนี้จะทำให้ต้นทุนขนส่งทางบก ทางทะเล และทางอากาศเร่งตัวและผันผวนสูง

วิกฤติพลังงานครั้งนี้จึงมีแนวโน้มส่งผลกระทบเป็นวงกว้างกว่าวิกฤตพลังงานในอดีต โดยกำลังขยายผลวงกว้างเป็น “วิกฤติสองทาง” ทั้งจากสินค้าพลังงานและจากการขาดแคลนสินค้าต้นน้ำของอุตสาหกรรมสำคัญบางชนิด เช่น เม็ดพลาสติก ปุ๋ย ยา และโลหะ

เศรษฐกิจไทยอาจขยายตัวเพียง 1.4% จากการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง ประสิทธิภาพการใช้พลังงานที่ต่ำและเศรษฐกิจเปราะบางเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

SCB EIC ประเมินเศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงได้รับผลกระทบสูงจากการเร่งตัวของราคาพลังงาน เนื่องจากไทยเป็นประเทศเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติสุทธิในสัดส่วนสูงถึงราว 8% ของ GDP และมีสัดส่วนสินค้าพลังงานในตะกร้าเงินเฟ้อสูงราว 12-13% ตลอดจนมีประสิทธิภาพการใช้พลังงานต่ำ ผลกระทบของสงครามจะทำให้เศรษฐกิจไทยเผชิญกับ Stagflation จากเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและเงินเฟ้อเร่งสูงขึ้น รวมทั้งอาจสร้างความเปราะบางต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจผ่านการขาดดุลใน 3 มิติสำคัญ ได้แก่ ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ขาดดุลบัญชีเงินทุนเคลื่อนย้าย และขาดดุลการคลังมากขึ้น ทั้งนี้ช่องทางหลักของการส่งผ่านผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยมีดังนี้

  • ภาคการค้าระหว่างประเทศ จะได้รับผลกระทบจาก Terms of trade (สัดส่วนราคาสินค้าส่งออกต่อราคาสินค้านำเข้า) ที่แย่ลงมูลค่านำเข้าจะเร่งตัวขึ้นมากจากการนำเข้าพลังงานที่ราคาสูงขึ้นมาก ขณะที่การส่งออกจะได้รับผลกระทบจากแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่ชะลอลงกว่าคาด และปัญหาการชะงักงันของอุปทาน (Supply disruption) ที่อาจเกิดขึ้น ส่งผลให้ดุลการค้าลดลงมาก และดุลบัญชีเดินสะพัดพลิกกลับมาขาดดุล
  • ภาคการท่องเที่ยว จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยโดยรวมจะชะลอตัว เป็นผลจากจำนวนเที่ยวบินที่มีแนวโน้มลดลง ต้นทุนการเดินทางที่สูงขึ้นตามราคาน้ำมันที่เร่งตัว และความกังวลของนักท่องเที่ยวเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจ โดยเริ่มเห็นสัญญาณการลดลงของนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางและยุโรปแต่ยังมีแรงหนุนจากนักท่องเที่ยวที่มีศักยภาพเติบโตอย่างจีนและอินเดีย ในภาพรวม SCB EIC ปรับลดประมาณการนักท่องเที่ยวต่างชาติปีนี้จาก 34.1 ล้านคนเป็น 33.2 ล้านคน
  • การบริโภคภาคเอกชน จะชะลอลงจากค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้นตามทิศทางราคาพลังงานโลก ส่งผลกระทบเพิ่มเติมต่อการฟื้นตัวของการใช้จ่ายของครัวเรือนที่ยังคงเผชิญปัญหาแผลเป็นทางเศรษฐกิจ ทั้งด้านรายได้ครัวเรือนจากตลาดแรงงานที่ยังเปราะบาง และภาระหนี้สูง
  • ภาคธุรกิจเผชิญต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นและการขาดแคลนวัตถุดิบ ซึ่งกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานและกดดันอัตราผลกำไร ความไม่แน่นอนและต้นทุนที่สูงขึ้นจะทำให้ผู้ประกอบการบางส่วนตัดสินใจชะลอการลงทุนใหม่
  • ตลาดการเงินผันผวนสูง เงินทุนเคลื่อนย้ายในตลาดการเงินไหลออกทำให้เงินบาทอ่อนค่าเร็ว ส่งผลให้ดุลบัญชีเงินทุนติดลบสูงขึ้น โดย ธปท. อาจต้องเข้ามาดูแลแทรกแซงในตลาด FX ผ่านการใช้เงินสำรองระหว่างประเทศเพื่อไม่ให้เงินบาทอ่อนค่าเร็วเกินไป

SCB EIC ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 เหลือ 1.4% (เดิม 1.8%) จากผลกระทบของสงครามตะวันออกกลางที่ทำให้ราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์สูงขึ้นมาอย่างรวดเร็ว อัตราเงินเฟ้อทั่วไปไทยเฉลี่ยทั้งปีจะเร่งตัวขึ้นมากเกินกรอบเป้าหมายของ ธปท. อยู่ที่ 3.2% ขณะที่การใช้จ่ายในประเทศจะชะลอลง โดยเฉพาะการบริโภคที่มีแนวโน้มจะถูกกระทบจากกำลังซื้อครัวเรือนและความเชื่อมั่นที่ลดลงตามราคาพลังงานและอาหารที่ปรับสูงขึ้น และจากรายได้แรงงานที่แท้จริงที่หดตัว สำหรับภาคธุรกิจจะได้รับแรงกดดันจากต้นทุนที่สูงขึ้นและอัตรากำไรที่ลดลง ธุรกิจจะชะลอการลงทุนจากความไม่แน่นอนที่สูงขึ้น เสถียรภาพเศรษฐกิจจะมีความเปราะบางมากขึ้นจากแนวโน้มโอกาสการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด การขาดดุลเงินทุนเคลื่อนย้าย และการขาดดุลการคลังที่สูงขึ้น (triple deficits)

ท่ามกลางภาวะสงครามที่ยังยืดเยื้อ SCB EIC มองเงินเฟ้อเฉลี่ยปีนี้ในกรณีฐาน มีแนวโน้มปรับสูงขึ้นเกินกรอบเป้าหมายของ ธปท.ไปอยู่ที่ 3.2% จากเดิมที่คาดว่าจะอยู่ใกล้ 0% โดยเงินเฟ้อจะเริ่มสูงขึ้นจากหมวดพลังงานและโลจิสติกส์ ก่อนกระจายไปสู่สินค้าที่วัตถุดิบการผลิตขาดแคลนไม่พอใช้ บรรจุภัณฑ์และสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป

“เราปรับประมาณการลงมาอยู่ที่ 1.4% เงินเฟ้อก็จะเร่งตัวขึ้นอยู่ที่ 3.2% ซึ่งสูงกว่าค่ากรอบบนของนโยบายการเงิน แล้วยังมีความเสี่ยงด้านต่ํา ทั้งการเติบโตที่อาจจะแย่ลง หรือเงินเฟ้ออาจจะเร่งตัวมากกว่านี้ ความเสี่ยงด้านต่ำน่าจะมากกว่าความเสี่ยงด้านบวก เพราะยังมีความไม่แน่นอนสูง” ดร.ยรรยงกล่าว

อย่างไรก็ดี มาตรการภาครัฐที่จะออกมา โดยเฉพาะกลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีแนวโน้มว่าจะต้องรอให้รัฐบาลค้ำประกันการชำระคืนหนี้ในเพดานวงเงินกู้ที่สูงขึ้น รวมถึงมาตรการช่วยเหลือต่าง ๆ จะช่วยรองรับผลกระทบในประเทศได้บ้าง แต่จะทำได้ไม่เต็มที่เช่นในอดีต เนื่องจากหนี้สาธารณะไทยใกล้ชนเพดาน 70% และภาครัฐจะระมัดระวังความเสี่ยงของการปรับลดเครดิตเรตติงของประเทศ ประกอบกับรายได้จัดเก็บภาษีที่อาจถูกกระทบตามแนวโน้มเศรษฐกิจจะทำให้การขาดดุลการคลังของไทยจะยิ่งเพิ่มมากขึ้น

นโยบายการเงินเจอความท้าทาย Stagflation ขณะที่มาตรการราคาพลังงานควรหลีกเลี่ยงการชดเชยตรึงราคาแบบหน้ากระดาน แต่เน้นช่วยการปรับตัวของผู้บริโภคอย่างค่อยเป็นค่อยไปและเฉพาะจุดมากขึ้น

กนง. มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% ในปีนี้ โดย SCB EIC ประเมินว่า กนง จะไม่เลือกปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อดูแลเงินเฟ้อที่สูงขึ้น เนื่องจากจะพิจารณาว่า เงินเฟ้อมาจากปัจจัยด้านอุปทานเป็นสำคัญ ภาคธุรกิจอาจไม่สามารถส่งผ่านต้นทุนที่สูงขึ้นให้กับผู้บริโภคได้มากนักภายใต้อุปสงค์ที่ซบเซา ขณะที่การปรับขึ้นดอกเบี้ยอาจส่งผลลบต่อเศรษฐกิจไทยที่มีแนวโน้มเติบโตต่ำต่อเนื่อง และมีความเปราะบางจากปัญหาภาระหนี้ในภาคครัวเรือนและ SME ขณะเดียวกันการลดดอกเบี้ยนโยบายในช่วงที่เงินเฟ้อมีแนวโน้มเกินกรอบของนโยบายการเงิน อาจทำให้ตลาดตั้งคำถามกับ Commitment ของ ธปท. ต่อ Inflation targeting และอาจทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าเร็วขึ้น ส่งผลกระทบต่อเงินเฟ้อเพิ่มเติม รวมทั้งประสิทธิภาพของการลดดอกเบี้ยต่อเศรษฐกิจมีค่อนข้างจำกัดภายใต้ภาวะที่ดอกเบี้ยอยู่ในระดับที่ต่ำมากแล้วและเศรษฐกิจมีความไม่แน่นอนที่สูง

กนง. จึงน่าจะเก็บ Policy space ไว้ใช้เมื่อมีความจำเป็นและมีความมั่นใจในทิศทางของเศรษฐกิจที่ชัดเจนขึ้น อย่างไรก็ดี กนง. อาจพิจารณาลดดอกเบี้ยเพิ่มได้อีก 1 ครั้งในปีนี้ หากผลกระทบต่อ GDP รุนแรงกว่าที่ประเมินไว้อย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ ธปท. ตั้งใจที่จะใช้มาตรการเฉพาะจุดต่าง ๆ เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิผลของนโยบายการเงิน เช่น มาตรการปรับโครงสร้างหนี้ มาตรการ Soft loan และมาตรการค้ำประกันสินเชื่อ เป็นต้น

ทางออกเชิงนโยบายจาก “ช่วยแบบหน้ากระดาน” สู่“3T Targeted-Temporary-Transform”

การอุดหนุนราคาพลังงานแบบหน้ากระดานที่ราคาที่ต่ำเกินไปเป็นเวลานาน จะสร้างภาระทางการคลังที่สูงมาก เกิดความเหลื่อมล้ำ เพราะผู้มีรายได้สูงใช้พลังงานมากกว่าผู้มีรายได้น้อย ไม่สนับสนุนให้เกิดการประหยัด นำไปสู่ดุลการค้าที่แย่ลงมาก ตลอดจนสร้างความเสี่ยงที่อาจต้องปล่อยให้ราคาพลังงานปรับสูงขึ้นมากในระยะเวลาสั้นจนทำให้เศรษฐกิจชะงักงันแบบเฉียบพลันได้

ภาครัฐควรปรับไปใช้มาตรการ 3T เพื่อบริหารความเสี่ยงในระยะสั้น และสร้างความแข็งแกร่งในระยะยาว ได้แก่

1) Targeted ช่วยเฉพาะกลุ่มที่ถูกกระทบแรง มาตรการอุดหนุนเฉพาะจุดแก่กลุ่มผู้มีรายได้น้อย เกษตรกร หรือกลุ่มธุรกิจขนส่งสาธารณะ เพื่อลดผลกระทบความเดือดร้อนอย่างตรงจุด

2) Temporary การบริหารราคาพลังงานในลักษณะ Managed Float คือ การทยอยปรับขึ้นราคาอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่ฝืนทิศทางของราคาในตลาด เพื่อให้เวลาผู้บริโภคในการปรับตัว และลดความเสี่ยงทางการคลัง

3) Transform ใช้วิกฤติเป็นโอกาสปรับตัวเพิ่มความมั่นคงพลังงาน การสร้างแรงจูงใจแก่ภาคเอกชนในการลงทุนในพลังงานหมุนเวียน และการเพิ่มประสิทธิภาพของการใช้พลังงาน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นและยกระดับเสถียรภาพของระบบพลังงานในระยะยาว

“วิกฤติรอบนี้ต่างจาก Oil shock ที่ผ่านมาทั้งหมด เพราะเป็นรอบซึ่งน้ํามันหายไปจริง ๆ รอบที่ผ่านมา สงครามสหรัฐกับอิรัก ก็แค่บางส่วนของตะวันออกกลาง แต่รอบนี้ครอบครบกลุ่ม ช่องแคบฮอ์มุซหายไป แล้วยังเกิดความเสียหายในพื้นที่นั้นด้วย จัดว่าเป็น real crisis ไม่ใช่แค่ financial crisis ไม่ใช่เป็นตัวเลข แต่มีเรื่องของการขาดหายไป ซึ่งจะเห็นว่าทุกประเทศดูแลตัวเองก่อน ปกป้องตัวเอง ดังนั้นความเสี่ยงอาจจะต่อเนื่องยาว” ดร.ยรรยงกล่าว

ในที่สุดผลกระทบจากราคาน้ํามัน เงินเฟ้อก็จะไปกระทบต่อรายได้และการใช้จ่ายของภาคธุรกิจและภาคครัวเรือน “ตอนนี้เราก็อยู่ในจุดที่เปราะบางมาก คุณภาพหนี้ NPL ยังสูง แล้วมาตรการที่ใช้กันอยู่ก็เป็นมาตรการระยะสั้นในเรื่องของการปรับโครงสร้างหนี้ที่มุ่งไปที่ให้สภาพคล่องดีขึ้น แต่ก็มีข้อจํากัดที่จะไปส่งผล ดังนั้นการปฏิรูปจริง ต้องเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เพิ่มทักษะให้คนสามารถหารายได้ได้เพิ่มเติม นี่คือสิ่งที่เรากังวล เมื่อเจอ shock ค่าครองชีพสูงธุรกิจก็จะมีมาร์จิ้นน้อยลง มีปัญหาสภาพคล่อง ความเปราะบาง จะเป็นจุดที่ไปซ้ําเติมความเปราะบางที่เรามีอยู่แล้ว คือ แผลเป็นจากโควิด ที่ยังไม่ได้รับการรักษาที่ต้นเหตุจริง ๆ ก็รอการปะทุขึ้นมา” ดร.ยรรยงกล่าว

ธุรกิจไทยระส่ำ ต้นทุนพุ่ง-สินค้าจ่อขาดแคลน

วิกฤตการณ์สงครามในตะวันออกกลางกำลังส่งแรงสั่นสะเทือนอย่างหนักต่อภาคธุรกิจไทย โดยผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่แค่ราคาน้ำมัน แต่กำลังลุกลามผ่าน 4 ช่องทางหลักที่กดดันทั้งต้นทุนการผลิตและห่วงโซ่อุปทานทั่วประเทศ พร้อมเตือนสินค้าอุปโภคบริโภคหลายรายการอาจเข้าสู่ภาวะขาดแคลนหรือปรับราคาสูงขึ้นในเร็วๆ นี้

นางสาวโชติกา ชุ่มมี ผู้จัดการกลุ่มธุรกิจสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมการผลิต ให้ข้อมูลว่า จากการวิเคราะห์สถานการณ์ล่าสุด พบว่าผลกระทบจากสงครามส่งผ่านมายังภาคธุรกิจไทยใน 4 ด้านสำคัญ ได้แก่

ค่าขนส่งและโลจิสติกส์: ค่าระวางเรือและค่าประกันภัยความเสี่ยงพุ่งสูงขึ้น รวมถึงการต้องเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือเพื่อหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง ทำให้ระยะเวลาและค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น

ต้นทุนพลังงาน: จากการหยุดชะงักของอุปทานในตะวันออกกลาง ประกอบกับความผันผวนของราคาน้ำมันและพลังงาน ราคาน้ำมันและแก๊สธรรมชาติที่ผันผวนสูงกระทบโดยตรงต่อกลุ่มโรงกลั่น โรงไฟฟ้า ปิโตรเคมี และขนส่ง

ปัจจัยการผลิตทางการเกษตร: โดยเฉพาะ “ปุ๋ยเคมี” ซึ่งเป็นวัตถุดิบต้นน้ำ จึงกระทบต่อต้นทุนเกษตรกรอาหาร

วัตถุดิบภาคอุตสาหกรรม: โดยเฉพาะเม็ดพลาสติก ซึ่งเป็นต้นน้ำของบรรจุภัณฑ์อาหาร ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และยานยนต์

นางสาวโชติกา ชุ่มมี ผู้จัดการกลุ่มธุรกิจสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมการผลิต

ส่องผลกระทบ “รายอุตสาหกรรม” ใครเสี่ยงสุด?

นางสาวโชติกากล่าวว่า EIC วิเคราะห์ว่าโครงสร้างต้นทุนที่ต่างกันทำให้แต่ละธุรกิจได้รับผลกระทบไม่เท่ากัน

1.กลุ่มที่ได้รับผลกระทบสูงจากต้นทุนพลังงาน ได้แก่ โรงกลั่น โรงไฟฟ้า ปิโตรเคมี และขนส่ง ซึ่งมีสัดส่วนต้นทุนพลังงานสูงถึง 80–90% ของต้นทุนรวม และต้นทุนการจัดหาวัตถุดิบก็เพิ่มสูงขึ้นมากในช่วงที่เกิดสงครามเป็นต้นมา ผู้เล่นกลุ่มนี้มีการปรับตัวอย่างต่อเนื่อง ทั้งการพยายามจัดหาแหล่งพลังงานจากแหล่งอื่นที่นอกตะวันออกกลาง มีการบริหารสินค้าคงคลังให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพิ่ม Buffer stock รวมไปถึง Hedging ราคาน้ามัน เพื่อลดความผันผวนและล็อกต้นทุน

2.กลุ่มที่ได้รับผลกระทบสูงจากต้นทุนวัตถุดิบอุตสาหกรรม ซึ่งเกี่ยวข้องกับราคาน้ํามัน และต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นด้วยจากค่าไฟฟ้า ได้แก่ กลุ่มเม็ดพลาสติก กลุ่มวัสดุก่อสร้าง กลุ่มโลหะ E&E กลุ่มรถยนต์ กลุ่มบรรจุภัณฑ์พลาสติก

3.กลุ่มที่ได้รับผลกระทบสูงจากต้นทุนวัตถุดิบทางการเกษตรและปุ๋ย ได้แก่ กลุ่มเกษตรกร กลุ่มธุรกิจแปรรูปสินค้าเกษตรกลุ่มธุรกิจอาหาร กลุ่มเครื่องดื่ม ซึ่งมีต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับวัตถุดิบและปัจจัยการผลิตทางการเกษตรสูงถึง 60–90% ผู้เล่นในกลุ่มนี้มีการบริหารวิกฤติที่เกิดขึ้น ด้วยการพยายามกระจายแหล่งนําเข้าวัตถุดิบให้หลากหลายมากขึ้น และพยายามหันมาใช้วัตถุดิบทางเลือกในไทยมากขึ้นเพื่อลดการพึ่งพาภายนอกประเทศนะคะ ในส่วนของปุ๋ยเกษตรกรก็พยายามที่จะปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ยนะคะ เพื่อจะได้ลดต้นทุนตรงส่วนนี้ลง

“ภาครัฐก็สามารถที่จะเข้ามาช่วยบรรเทาปัญหาที่เกิดขึ้นได้ ในกรณีปุ๋ย เช่น ปุ๋ยในสต็อกเก่าราคาก็ยังไม่ควรจะต้องขึ้น ก็เป็นสิ่งที่ภาครัฐอาจจะต้องเข้ามากำกับดูแลให้ใกล้ชิดมากขึ้น หรือส่งเสริมการนําเข้าปุ๋ยยูเรียจากแหล่งอื่นที่อยู่นอกตะวันออกกลาง” นางสาวโชติกากล่าว

4.กลุ่มที่ต้องจับตาแม้พึ่งพาสินค้า/บริการที่เสี่ยงไม่สูงมาก เช่น กลุ่มโรงแรมกับกลุ่มโรงพยาบาล ต้นทุนหลักอาจจะไม่ได้ถูกส่งผ่านมาจากสี่ช่องทางนี้ เพราะต้นทุนหลักคือแรงงาน แต่จะถูกกระทบทางอ้อมผ่านทั้งต้นทุนการเดินทางที่สูงขึ้น ซึ่งจะกระทบจำนวนนักท่องเที่ยว หรือผู้ป่วยที่เข้ามาในไทย ที่ส่งผลต่อรายได้

กลุ่มธุรกิจ “เสี่ยงสูง” มาร์จิ้นเริ่มหดตัว

นางสาวโชติกากล่าวว่า ธุรกิจที่ได้รับผลกระทบสูงด้านต้นทุน ส่วนใหญ่มีโครงสร้างต้นทุนเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานพลังงานและใช้พลังงานในการผลิตสูง ขณะที่ธุรกิจบางประเภทจะถูกกระทบจากอุปสงค์โลกที่เปราะบาง หรือมีความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดตะวันออกกลางสูง

“กลุ่มที่มีต้นทุนการก่อสร้าง ต้นทุนการผลิตที่เกี่ยวข้องน้ํามันสูง ก็อาจจะถูกกระทบจากอุปสงค์ในตลาดโลกที่เปราะบางด้วยอย่างกรณีของกลุ่ม เอ่อ Consumer Electronics เรามองว่า ผลกระทบด้านอุปสงค์ ก็อาจจะค่อนข้างสูงกว่ากลุ่มอื่นโดยเปรียบเทียบ สินค้ากลุ่มสมาร์ทโฟนหรือทีวีที่เป็นสินค้าที่อาจจะฟุ่มเฟือยแล้วก็ถูกกระทบจากกําลังซื้อที่ยังเปราะบาง ส่วนกลุ่มรถกระบะเองนอกจากต้นทุนการผลิตจะสูงขึ้นแล้วยังถูกกระทบจากอุปสงค์ด้วย เพราะว่าพึ่งพาทางตะวันออกกลาง ที่จัดเป็นคู่ค้าอันดับสาม อีกทั้งราคาน้ํามันดีเซลที่เข้ามากดดันอุปสงค์ด้วย” นางสาวโชติกากล่าว

สำหรับกลุ่มที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ คือ อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม มีแนวโน้มที่ต้นทุนการผลิตจะสูงขึ้นจากบรรจุภัณฑ์หรือวัตถุดิบทางการเกษตรต่างๆ แม้ความต้องการสินค้าจะยังคงมีอยู่ เพราะเป็นสินค้าจำเป็น ประกอบกับการควบคุมราคาจากภาครัฐ และกำลังที่ยังเปราะบาง ทำให้ผู้ประกอบการไม่สามารถปรับราคาขายตามได้“กลุ่มนี้อาจได้รับผลกระทบส่งผลให้กำไร (Margin) ลดลง” หรือในกลุ่มพลังงาน เช่น โรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซ ต้นทุนก๊าซเพิ่มสูงขึ้นมาก แล้วยังมีปัจจัยกดดันจากค่า Ft ที่อาจจะยังไม่ได้สอดคล้องกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น“ต้องติดตามต่อไปว่าจะกระทบกับมาร์จิ้นของธุรกิจมากน้อยแค่ไหน”

ส่วนในภาคการท่องเที่ยว ยังมีปัจจัยกดดันในเชิงรายได้ทั้งจากกําลังซื้อในประเทศที่อาจจะเปราะบางมากขึ้น หรือจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ จากการจํากัดเที่ยวบินที่เข้ามาไทย และค่าเดินทางที่แพงขึ้น

นอกจากนี้ ภาคอสังหาริมทรัพย์และการก่อสร้างยังได้รับผลกระทบจากราคาวัสดุก่อสร้างที่แพงขึ้น ในขณะที่กำลังซื้อในตลาดเปราะบาง ทำให้การเปิดโครงการใหม่เริ่มชะลอตัวลง การปรับขึ้นราคาที่อยู่อาศัยทําได้จํากัด

วิกฤติปุ๋ย–พลาสติก สัญญาณเตือน “ของขาดตลาด” Supply Disruption

นางสาวโชติกากล่าวว่า สถานการณ์ที่น่ากังวลอย่างยิ่งคือ วิกฤติซัพพลายดิสรัปชั่น (Supply Disruption) ของขาดตลาดในกลุ่มปุ๋ย และเม็ดพลาสติกที่ใช้ในบรรจุภัณฑ์ของอาหาร

ซึ่งส่งผลให้ผู้ผลิตกลางน้ำบางรายในไทยต้องประกาศหยุดการผลิตชั่วคราวเนื่องจากขาดแคลนวัตถุดิบ ขณะที่ผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคหลายรายประเมินว่าสต็อกสินค้าอาจมีเพียงพอถึงแค่ช่วงเดือนเมษายนนี้เท่านั้น หลังจากนั้นอาจเริ่มเห็นสินค้าบางอย่างขาดแคลนหรือต้องปรับราคาขึ้น

“เราอยากจะเน้นย้ำเป็นพิเศษ ที่ ปุ๋ยเคมี ปุ๋ยเคมีโดยเฉพาะยูเรียแหล่งผลิตหลักของโลกคือ ตะวันออกกลางที่ส่งออกประมาณ 1 ใน 3 ซึ่งเมื่อมีปัญหาบวกกับเส้นทางการขนส่งปุ๋ยจากทางฝั่งยุโรปมาไทยผ่านช่องแคบฮอร์มุซไม่ได้ ทําให้เกิดซัพพลายดิสรัปชั่นค่อนข้างมาก ซัพพลายของปุ๋ยหายไปจากตลาดเยอะมากๆ ราคาก็พุ่งขึ้น ซึ่งแน่นอนทําให้ต้นทุนของผู้ผลิตที่ระดับต้นน้ํา ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกรปลูกพืชไร่พืช พืชสวนเพิ่มขึ้น” นางสาวโชติการกล่าว

นอกจากนี้การขาดปุ๋ยยังกระทบกับการเลี้ยงสัตว์ด้วย เพราะปุ๋ยใช้ในการปลูกธัญพืชสําหรับเป็นอาหารสัตว์ด้ว เช่น ถั่วเหลือง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ การที่ปุ๋ยแพงขึ้นต้นทุนในการเลี้ยงสัตว์แพงขึ้นด้วย ส่งผลให้ต้นทุนของคนที่อยู่ต้นน้ําของห่วงโซ่การผลิตอาหารทั้งหมด เกษตรกร ประมง หรือ ปศุสัตว์แพงขึ้น ซึ่งก็จะส่งผลกระทบเป็น domnio efffect ไปถึงผู้เล่นที่อยู่ในฝั่ง mid-stream หรือ down-stream ของธุรกิจอาหารด้วย ส่งผลกระทบให้ต้นทุนของทั้งผู้ผลิตแปรรูปอาหารหรือเครื่องดื่มให้สูงขึ้นแล้วก็ส่งผลกระทบเป็นทอดๆ มายังผู้เล่นที่อยู่ปลายน้ําของห่วงโซ่การผลิต ทั้งภาคค้าส่งค้าปลีก ผู้ส่งออกนําเข้า รวมไปถึงกลุ่มที่เป็นกลุ่ม food service ในปลายน้ํา ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหารหรือโรงแรม ต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้นต่อกันมาเป็นทอดๆ

“เราก็เริ่มเห็นแล้วภาคธุรกิจเอง พยายามปรับตัวกับปัญหา ทั้งการที่จะพยายามเร่งสต็อกสินค้า หรือวัตถุดิบไว้ล่วงหน้ามากขึ้น และยาวขึ้นกว่าเดิม จาก 1-3 เดือน ก็อาจจะเป็น 3-6 เดือน อีกทั้งพยายามที่จะทํา forward contract ล่วงหน้ามากขึ้น เพื่อจะได้ล็อคสัญญาซื้อขายระยะยาว ตลอดจนพยายามที่จะหันมาใช้วัตถุดิบในประเทศมากขึ้นด้วย” นางสาวโชติกากล่าว

ขณะเดียวกันราคาสินค้าเกษตร ราคาอาหารหลายๆ ชนิด เริ่มปรับเพิ่มขึ้นแล้ว เช่น ราคาเนื้อหมู ราคาไข่ ไก่สด น้ํามันปาล์มที่ส่วนหนึ่งมาจากการเพิ่มสัดส่วนผลิตไบโอดีเซ ทําให้เกิดการแย่งชิงสต็อกน้ํามันปาล์มกันระหว่างผู้ผลิตน้ํามันเชื้อเพลิงกับผู้ผลิตน้ํามันปาล์มหัว ส่วนอาหารทะเลเริ่มเห็นราคาที่เร่งขึ้น เพราะตอนนี้เรือประมงหยุดเดินเรือแล้ว ราคาน้ํามันเขียว หรือน้ํามันดีเซลของประมงเพิ่มขึ้นมาก ทําให้ต้นทุนต่อเรือสูงขึ้น “เรามองว่าในระยะต่อไปก็จะส่งผลกระทบให้ซัพพลายอาหารทะเลลดลงแล้วก็กระทบให้ราคาอาหารทะเลปรับตัวสูงขึ้นได้”

“อีกหนึ่งประเด็นร้อนที่อยากจะย้ำ คือ ห่วงโซ่อุปทานของปิโตรเคมี เม็ดพลาสติก จากสงครามที่เกิดขึ้นส่งกระทบทําให้ feedstockของกลุ่มปิโตรเคมีหายไป ในกลุ่ม NAPHTHA, PROPANE ซึ่งกระทบกับกลุ่มที่ผลิตเม็ดพลาสติกในไทย ทําให้ไม่สามารถที่จะผลิตแล้วก็ส่งมอบสินค้าได้ตามกําหนด” นางสาวโชติกากล่าวและว่า จากตรงนี้ถูก feed ต่อไปยังปลายน้ําอีกค่อนข้างหลากหลาย ที่ใช้ผลิตภัณฑ์พลาสติกหรือว่าบรรจุภัณฑ์พลาสติกเหล่านี้ หลักๆ เป็นกลุ่มบรรจุภัณฑ์ของกลุ่มอาหาร กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคหลากหลาย รวมไปถึงกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ก็มีส่วนที่ใช้พลาสติกเกรดต่างๆ ในกระบวนการผลิตเช่นเดียวกัน

“เราได้เห็นว่าผู้ผลิตกลางน้ําบางรายในไทยประกาศหยุดการผลิตชั่วคราวแล้ว เพราะไม่สามารถที่จะจัดหาวัตถุดิบต้นน้ําเข้ามาในกระบวนการผลิตได้ ในส่วนผู้ผลิตสินค้าบริโภคบริโภคปลายน้ําเองก็มีหลายรายที่บอกว่า สต็อกน่าจะมีเพียงพอที่จะผลิตแค่ประมาณเดือนเมษายน หลังจากนี้เราอาจจะเจอการขาดแคลนสินค้าหลายๆ อย่าง หรือเริ่มปรับราคาเพิ่มขึ้น ซึ่งค่อนข้างน่ากังวล” นางสาวโชติกากล่าวและว่า ธุรกิจมีการปรับแผนการผลิต มีการบริหารสต็อกอย่างเข้มข้นมากขึ้น เพราะวิกฤตครั้งนี้อาจจะยาว จึงต้องเริ่มที่จะมองหาบรรจุภัณฑ์ทางเลือกต่างๆ เช่น ไบโอพลาสติกมาใช้ทดแทนมากขึ้น เป็นลักษณะของการปรับตัวของภาคธุรกิจที่น่าจะเห็นแนวโน้มแบบนี้ต่อไปอีกในระยะยาว

5 กลยุทธ์ทางรอดธุรกิจไทย

เพื่อให้ก้าวผ่านวิกฤตนี้ไปได้ นางสาวโชติกา กล่าวว่า ภาคธุรกิจจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์ใน 5 ด้านหลัก:

  • Logistics: เพิ่มความยืดหยุ่น เผื่อเวลาการขนส่ง (Lead time) และหาเส้นทางสำรอง รวมทั้งทบทวนสัญญาขนส่ง การทําประกันให้ครอบคลุมความเสี่ยง
  • Energy Management: เร่งเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ต้องพยายามหาแหล่งนําเข้าฟีดสต็อกต่างๆ ที่หลากหลายมากขึ้น ลดการพึ่งพาทางตะวันออกกลางและเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดให้เร็วขึ้น
  • Supply Chain: กระจายความเสี่ยงโดยไม่พึ่งพาแหล่งวัตถุดิบเดียว และหันมาใช้เทคโนโลยีไบโอพลาสติกหรือวัตถุดิบในประเทศมากขึ้น
  • Market: กระจายตลาดส่งออกไปยังประเทศที่ใกล้ไทยเพื่อลดค่าขนส่ง หรือเน้นขยายตลาดในประเทศ
  • Finance: บริหารสภาพคล่องและจัดทำ Scenario Planning เพื่อรับมือความไม่แน่นอนตลอดเวลา

อย่างไรก็ตามนางสาวโชติกากล่าวว่า วิกฤติครั้งนี้ก็มีส่วนที่จะช่วยแก้ปัญหา over supply ในธุรกิจปิโตรเคมี ที่ประสบปัญหาอุปทานล้นตลาดมาระยะหยึ่ง แต่คาดว่าต้องใช้เวลาระยะหนึ่งที่มีโอกาสที่จะได้รับอานิสงส์เชิงบวกจากสงคราม เช่นเดียวกับกลุ่มอาหาร บางชนิดซึ่งเป็นสินค้าจําเป็น ความผันผวนของอุปสงค์ต่ํากว่ากลุ่มอื่น และไทยก็มีศักยภาพค่อนข้างดีในแง่ของการเป็นผู้ผลิตด้วย

“อาหารบางอย่างเราเชื่อว่าน่าจะมีอุปสงค์มากขึ้นในช่วงสงครามเช่น อาหารกระป๋อง อาหารสําเร็จรูปต่าง ๆ ที่มี shelf-life ค่อน ไทยมีโอกาสด้วย ในกลุ่มทูนากระป๋อง ไทยเองก็เป็น ผู้ผลิตอันดับหนึ่งของโลก มีตำแหน่งที่ค่อนข้างแข็งแกร่งเชื่อว่าน่าจะพยายามหาโอกาสจาก จากวิกฤติครั้งนี้ได้ด้วย” นางสาวโชติกากล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...