โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

วิกฤต 'น้ำมันแพงขึ้น 6 บาท' สะเทือนถึง ‘ต้นทุน’ ของคนทำธุรกิจในมุมไหนบ้าง?

Capital

อัพเดต 27 มี.ค. เวลา 07.39 น. • เผยแพร่ 27 มี.ค. เวลา 07.39 น. • Insight

‘น้ำมันแค่หยดเดียวก็มีค่า’ คำกล่าวนี้คงไม่เกินจริงสักเท่าไหร่นัก โดยเฉพาะกับคนไทยที่ไม่กี่วันมานี้เจอกับสภาวะ ‘oil shock’ น้ำมันราคาดีดขึ้นทันที 6 บาทเพียงชั่วข้ามคืน อย่างดีเซลที่ราคาจวนเจียนแตะหลัก 39 บาทต่อลิตรสูงเป็นประวัติการณ์ในรอบหลายสิบปีที่ผ่านมา ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นผลพวงมาจากสงครามในตะวันออกกลาง และการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันทางทะเลกว่า 20% ของโลก

ผลพวงจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นและขาดแคลนในบางพื้นที่ ไม่ได้ส่งผลแค่กับคนมียานพาหนะเท่านั้น เพราะวิกฤตนี้คือโดมิโนเอฟเฟกต์ที่สะเทือนถึง ‘ต้นทุน’ ของ ‘คนทำธุรกิจ’ ซึ่งเราจะพาไปสำรวจว่ามีอะไรบ้างในคอลัมน์ Recap ตอนนี้

#คนทำธุรกิจประเภทไหนที่ได้รับผลกระทบจากปัญหานี้เต็มๆ?

ก่อนอื่นเราขอชวนทำความเข้าใจก่อนว่า คนทำธุรกิจประเภทไหนที่ต้องแบกรับเรื่องต้นทุนจากผลกระทบนี้เต็มๆ ซึ่งจากข้อมูลของ ‘ศูนย์วิจัยกสิกรไทย’ ระบุว่า กลุ่มที่มีสิทธิ์ได้รับผลกระทบมากที่สุด คือกลุ่มธุรกิจ SME ที่มี Gross Profit Margin (อัตรากำไรขั้นต้นต่ำ) เช่น เกษตร, ประมง, ค้าส่งและค้าปลีก รวมไปถึงแปรรูปพลาสติก ที่ล้วนมีเชื้อเพลิงเป็นโครงสร้างด้านต้นทุนในการประกอบกิจการ

โดยไทยเป็นประเทศขาดดุลพลังงาน จึงต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเพื่อการบริโภคอยู่ที่ราว 6.5% ของ GDP ทันทีที่ราคาเชื้อเพลิงปรับตัวจึงได้รับผลกระทบเต็มๆ

จึงไม่แปลกใจที่สินค้าที่ขึ้นราคาจะอยู่ในกลุ่มประเภท อาหารสด, สินค้าเกษตร, อาหารกระป๋อง, สินค้าอุปโภคและบริโภคที่ใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติก และวัสดุก่อสร้าง โดยสินค้ากลุ่มประเภทที่ว่า กระทรวงพาณิชย์พยายามออกมาตราการตรึงราคาไว้อยู่

อย่างไรก็ตาม การตรึงราคาเองก็เปรียบเสมือนการยื้อยุดกับฝั่งผู้ประกอบการ ที่ต้องแบกรับภาระต้นทุนค่าใช้จ่าย แต่หากปล่อยราคาให้ไหลไปตามสถานการณ์ก็เป็นฝั่งผู้บริโภคที่ต้องเจ็บตัว เวลานี้จึงเป็นหน้าที่ของรัฐที่ต้องคิดแผนกรอบนโยบายที่สามารถเยียวยาคนได้ทั้งสองกลุ่มนั่นเอง

#ต้นทุนวัตถุดิบที่แพงขึ้นกว่าเดิมเป็นเท่าตัว

ถึงตรงนี้ต้นทุนอย่างแรกที่ผู้ประกอบการต้องเผชิญคือราคา ‘วัตถุดิบ’ ที่แพงขึ้นหลายเท่าตัว ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ คือในภาคการเกษตรที่ต้องพึ่งพาการใช้น้ำมันดีเซลเป็นหลักในการเดินเครื่องจักร ไม่ว่ารถจักร รถไถ ปั๊มสูบน้ำ ค่าปุ๋ยและสารเคมีที่แพงขึ้นจากการนำเข้าที่กินระยะเวลาขนส่งมากกว่าเดิม ไหนจะค่าเดินทางจากสวนไปแหล่งผู้รับซื้อ เช่นเดียวกับภาคการประมงที่ต้องใช้น้ำมันดีเซลในการเติมเครื่องยนต์เรือเพื่อออกหาปลา

หรือในภาคอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่ผลิตแพ็กเกจจิ้ง, โฟม, กาว, สี, น้ำยาทำความสะอาด และเส้นใยสังเคราะห์บางชนิด ที่ต้องพึ่งพาวัตถุดิบ ‘เมล็ดพลาสติก’ ประเภท PE, PP และ PET ที่จากเดิมต้นทุนการผลิตอยู่ที่ 30-36 บาทต่อกิโลกรัม ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 52-60 บาทต่อกิโลกรัมภายในระยะเวลา 2 สัปดาห์ ซึ่งสาเหตุหลักก็มาจากน้ำมันซึ่งเป็นต้นทุนวัตถุดิบในการผลิตปรับสูงขึ้น และมีแววว่า ‘สารตัวทำละลาย’ อีกหนึ่งวัตถุดิบยังมีทีท่าจะปรับราคาขึ้นตามเมล็ดพลาสติกเช่นกัน

#โลจิสติกส์อ่วมหนักไม่แพ้กัน

อย่างที่รู้กันว่า หัวใจหลักของการทำธุรกิจคือเรื่องของการขนส่ง การขนส่งที่หยุดนิ่งไม่ต่างจากการฟรีซอุตสาหกรรมนั้นให้นิ่งอยู่กับที่

ซึ่ง 30-40% ของต้นทุนบริษัทโลจิสติกส์คือน้ำมัน ไม่ว่าจะในภาคเรือบรรทุกหรือรถบรรทุกขนส่ง และเมื่อต้นทุนอย่างน้ำมันราคาสูงขึ้น สิ่งที่ตามมาคือเรื่องของ ‘fuel surcharge’ หรือ ‘ค่าธรรมเนียมน้ำมันเชื้อเพลิง’ ซึ่งเป็นค่าบริการเพิ่มเติมที่ผู้ให้บริการขนส่งเรียกเก็บจากลูกค้า นอกเหนือไปจากค่าระวางพื้นฐาน โดยส่วนชดเชยนี้ปรับเปลี่ยนไปตามดัชนีโครงสร้างราคาน้ำมันตามจริง

นั่นหมายความว่าการที่บริษัทโลจิสติกส์แบกรับค่าน้ำมันที่สูงขึ้น บริษัทที่เป็นเจ้าของสินค้าเองก็ต้องจ่ายค่าขนส่งเพิ่มขึ้นตาม แทนที่จะนำเงินส่วนต่างนี้ไปใช้กับการบริหารหรือขยายกิจการ

#ซ้ำถึงผลกระทบการว่าจ้างแรงงานคน

ด้วยความที่ต้นทุนทั้งวัตถุดิบและการขนส่งเหวี่ยงไปมาตามสภาวะการณ์ราคาน้ำมันที่อิงจากบริบทสงคราม เมื่อต้นทุนสูงเท่ากับราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้นตาม นำมาสู่การใช้จ่ายซื้อสินค้าของผู้บริโภคที่รัดเข็มขัดมากขึ้น การที่เจ้าของกิจการต้องแบกรับภาระต้นทุน สิ่งที่จะเกิดตามมาคือเรื่องของการว่าจ้างแรงงานคน เพื่อควบคุมค่าใช้จ่าย

ประการแรก อาจนำมาสู่การลดชั่วโมงการทำงาน เช่น การลดชั่วโมงโอที ลดวันทำงาน โดยเฉพาะกับแรงงานประเภทโรงงาน เพื่อที่เจ้าของกิจการจะนำเงินสดไปหมุนเวียนในส่วนอื่น หรือแม้แต่การหยิบนโยบายเวิร์กฟอร์มโฮมกลับมาใช้ เพื่อลดการใช้ทรัพยากรของออฟฟิศ

ประการที่สอง คือการชะลอการจ้างงาน ในทีนี้หมายถึงการว่าจ้างพนักงานใหม่ เมื่อเกิดการลดคอร์สก็ยังไม่จำเป็นที่จะต้องเพิ่มจำนวนอัตราแรงงานในบริษัทเพิ่ม

ประการที่สาม คือสิ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิดคือการเลิกจ้างพนักงาน เพราะนั่นหมายความว่าบริษัทไม่สามารถแบกรับต้นทุนได้อีกต่อไป

สิ่งที่กล่าวมาอาจพูดถึงวิกฤตน้ำมันที่ส่งผลถึงต่อภาคธุรกิจที่เป็นผู้ผลิตเสียส่วนใหญ่ แต่ในแง่ของภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว หากเป็นเช่นนี้ต่อไปก็อาจได้รับผลกระทบได้เช่นกัน จากความไม่มั่นคงของบริบทโลก นักท่องเที่ยวต่างชาติอาจตัดสินใจรัดเข็มขัดเดินทางออกนอกประเทศน้อยลง

จากวิกฤตน้ำมันราคาขึ้นที่แทบไม่มีใครคาดคิด อาจกลายเป็นบทเรียนสำคัญของคนทำธุรกิจในรุ่นถัดไปที่อาจต้องเผชิญกับสภาวะสงครามที่ส่อแววเกิดขึ้นบ่อย ในการปรับตัวให้สอดคล้องและพึ่งพาต้นทุนพลังงานแค่ชนิดใดชนิดหนึ่ง เช่นภาคการเกษตร ที่อาจต้องนึกถึงเรื่องของ Smart Farming เน้นการใช้พลังงานจากโซลาร์เซลล์ขับเคลื่อนเครื่องจักร เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องประชาสัมพันธ์และยื่นความช่วยเหลือ ให้คนทำธุรกิจปรับตัวได้โดยไร้รอยต่อ

เหนือสิ่งอื่นใดหวังว่า โลกจะกลับมาสงบสุข ปราศจากสงคราม เพื่อคนทำธุรกิจทุกคนจะได้ทำงานโดยปราศจากความกังวลใดๆ อีกครั้ง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...