สหรัฐ ยอมให้เรือบรรทุกน้ำมันอิหร่านผ่านฮอร์มุซ หวังกันอุปทานโลกตึงตัว
รัฐมนตรีคลังสหรัฐเผย สหรัฐปล่อยให้เรืออิหร่านทยอยออกจากช่องแคบฮอร์มุซเพื่อรักษาเสถียรภาพตลาดพลังงานโลก แม้สงครามตะวันออกกลางดันราคาน้ำมันพุ่งกว่า 40%
วันที่ 16 มีนาคม 2569 เวลา 20.47 น. สำนักข่าว CNBC รายงานว่า สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังของสหรัฐ เปิดเผยกับสถานีโทรทัศน์ CNBC เมื่อวันจันทร์ว่า สหรัฐฯ ได้อนุญาตให้เรือบรรทุกน้ำมันของอิหร่านเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อรักษาเสถียรภาพของอุปทานน้ำมันในตลาดโลก โดยให้สัมภาษณ์กับไบรอัน ซัลลิแวน ผู้สื่อข่าวของ CNBC ระหว่างเดินทางไปยังกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เพื่อหารือด้านการค้ากับจีนว่า “เรือของอิหร่านเริ่มทยอยออกจากพื้นที่แล้ว และเราก็ปล่อยให้เกิดขึ้น เพื่อให้โลกยังคงมีน้ำมันเพียงพอ”
อย่างไรก็ตาม การเดินเรือบรรทุกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซลดลงอย่างมาก หลังอิหร่านโจมตีเรือพาณิชย์ในอ่าวเปอร์เซีย แม้จะมีการประจำการของกองทัพเรือสหรัฐในภูมิภาคอย่างหนาแน่น แต่อิหร่านยังคงสามารถส่งออกน้ำมันผ่านเส้นทางเดินเรือแคบแห่งนี้ได้หลายล้านบาร์เรลต่อวัน โดยปัจจุบันส่งออกประมาณ 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน
รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เชื่อว่าปริมาณเรือบรรทุกน้ำมันที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซจะเพิ่มขึ้นในระยะต่อไป ก่อนที่กองทัพเรือสหรัฐและพันธมิตรจะเริ่มปฏิบัติภารกิจคุ้มกันเรือพาณิชย์ เบสเซนต์ระบุว่า เรือบรรทุกน้ำมันที่ส่งน้ำมันไปยังอินเดียยังสามารถเดินทางผ่านช่องแคบได้ และสหรัฐฯ เชื่อว่าเรือบางส่วนของจีนก็สามารถออกจากอ่าวเปอร์เซียได้เช่นกัน โดยเขากล่าวว่า “เราคิดว่าจะมีการเปิดทางตามธรรมชาติ ซึ่งอิหร่านกำลังปล่อยให้เรือออกมา และในตอนนี้เราก็ยอมรับได้ เพราะเราต้องการให้โลกมีน้ำมันเพียงพอ”
ขณะเดียวกัน ประธานาธิบดีทรัมป์กำลังกดดันประเทศต่าง ๆ ที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ให้เข้ามาช่วยสหรัฐฯ ปกป้องเรือบรรทุกน้ำมันจากการโจมตีของอิหร่าน โดยช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเชื่อมต่ออ่าวเปอร์เซียกับตลาดพลังงานโลก ถือเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดของโลก และก่อนเกิดสงครามมีน้ำมันราว 20% ของอุปทานโลกที่ต้องผ่านเส้นทางแห่งนี้
ตั้งแต่สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อสองสัปดาห์ก่อน ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นประมาณ 40% และความขัดแย้งดังกล่าวยังทำให้เกิดการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ตามการประเมินของสำนักงานพลังงานสากล (IEA) โดยล่าสุดราคาน้ำมันดิบ Brent ซึ่งเป็นมาตรฐานตลาดโลกเคลื่อนไหวอยู่ราว 102 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบของสหรัฐอยู่ที่ประมาณ 95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
อย่างไรก็ตาม เบสเซนต์คาดว่าเมื่อสงครามยุติลง ราคาน้ำมันอาจปรับลดลงต่ำกว่า 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยกล่าวว่า “ผมไม่รู้ว่าสงครามจะจบเมื่อไร แต่โลกจะปลอดภัยมากขึ้น และอุปทานน้ำมันจะกลับมามีเพียงพอ” นอกจากนี้เขายังปฏิเสธข่าวลือในตลาดที่ระบุว่ารัฐบาลสหรัฐอาจเข้าแทรกแซงตลาดฟิวเจอร์สน้ำมัน โดยยืนยันว่า “เรายังไม่ได้ทำแบบนั้น” พร้อมระบุว่ายังไม่ชัดเจนว่าสหรัฐฯ จะใช้อำนาจทางกฎหมายใดในการดำเนินมาตรการดังกล่าว หากต้องการดำเนินการจริง
อ้างอิง : cnbc.com