มนุษย์เมนส์อยากเล่นน้ำสงกรานต์? เราขอให้เปิดใจกับ ‘ถ้วยอนามัย’ ที่มาพร้อม 5 ข้อดี ซึ่งอาจไม่ชินในตอนแรก แต่รับรองว่ามันเริ่ดรับทุกกิจกรรม (ยกเว้น..กิจกรรมเสียวตัว)
เหตุการณ์ที่ผู้เขียนยังฝังใจไม่เคยลืม คือการใส่ผ้าอนามัยเล่นน้ำตอนเข้าค่ายยุวกาชาด แล้วต้องเจอกับฝันร้ายของการใส่ผ้าอนามัยที่ดูดน้ำจนเต็มแผ่น จนเกาะกางเกงในไม่อยู่แล้วหล่นพรวดลงมา สำหรับสงกรานต์นี้ใครรู้ตัวว่าเป็นมนุษย์เมนส์และจะออกไปสาดน้ำพร้อมศึกแดงเดือดไม่รอดแน่ๆ เราขอให้เปิดใจลอง ‘ถ้วยอนามัย’ หรือ ‘Menstrual Cup’ ถ้วยซิลิโคนทางการแพทย์ที่ใช้ง่ายเหมือนผ้าอนามัยแบบสอด ไม่ซึมเปื้อนระหว่างวัน และใส่ทำกิจกรรมทางน้ำได้
เมื่อเราแนะนำถ้วยอนามัยให้ใครไป รีแอกชั่นแรกมักจะเป็นความเกรงกลัวกับการสอดสิ่งแปลกปลอมเข้าไปในช่องคลอด มันจะยากไหม จะเจ็บไหม แล้วมันปลอดภัยหรือเปล่า นี่จึงเป็น 5 ข้อดีที่เราอยากเปิดใจให้มนุษย์เมนส์ได้ให้โอกาสถ้วยอนามัยสักครั้ง
1. ใช้ได้นาน ไม่ต้องเปลี่ยนบ่อย
แม้ปริมาณประจำเดือนจริงของผู้หญิงจะอยู่เพียงประมาณ 30–80 มิลลิลิตรต่อรอบเดือน ซึ่งถือว่าน้อยเมื่อเทียบกับจำนวนผ้าอนามัยที่ใช้เฉลี่ยถึง 9–12 ชิ้นต่อรอบเดือน แต่หลายคนอาจรู้สึกไม่สบายตัวจากความอับชื้นหรือการต้องเปลี่ยนบ่อยๆ
ถ้วยอนามัยซิลิโคนจึงเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ ด้วยความจุประมาณ 15–30 มิลลิลิตร และสามารถใส่ได้นานสูงสุด 8–12 ชั่วโมง (ขึ้นอยู่กับปริมาณประจำเดือน) ช่วยให้ใช้ชีวิตระหว่างวันได้สะดวกขึ้น โดยเฉพาะวันที่ต้องออกไปข้างนอกนานๆ หรือทำกิจกรรมอย่างการเล่นน้ำในช่วงสงกรานต์
ที่สำคัญ หากใส่ได้อย่างถูกต้อง ความรู้สึกคือแทบจะ “ไม่รู้สึกถึงการมีอยู่” ของถ้วยเลย ทำให้วันนั้นของเดือนยังคงสดใสและเป็นปกติได้ไม่ต่างจากวันอื่นๆ
2. ประหยัดเงินในระยะยาว
เมื่อเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายระหว่างผ้าอนามัยแบบใช้แล้วทิ้งกับถ้วยอนามัย จะเห็นความแตกต่างได้ค่อนข้างชัดเจน โดยทั่วไปผ้าอนามัยมีราคาเฉลี่ยประมาณ 60–120 บาทต่อเดือน หรือคิดเป็น 720–1,440 บาทต่อปี ขึ้นอยู่กับปริมาณการใช้งานของแต่ละคน ในขณะที่ถ้วยอนามัยซึ่งมีราคาประมาณ 1,200 บาทต่อชิ้น สามารถใช้งานได้นานถึง 3–5 ปี หากนำมาหารเฉลี่ยต่อเดือน จะตกอยู่เพียงประมาณ 20–33 บาทเท่านั้น เมื่อเทียบกันแล้วจึงช่วยลดค่าใช้จ่ายจากหลักร้อยต่อเดือนให้เหลือเพียงหลักสิบ ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่คุ้มค่าในระยะยาว ทั้งในแง่ของการประหยัดเงินและการใช้งานที่ยั่งยืนมากขึ้น
3. เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ผ้าอนามัยแบบใช้แล้วทิ้งอาจดูเป็นของใช้เล็กๆ ในชีวิตประจำวัน แต่กลับสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมหาศาลโดยที่หลายคนไม่รู้ตัว ด้วยส่วนประกอบของพลาสติกสูงถึงประมาณ 90% ทำให้ต้องใช้เวลาย่อยสลายนานถึง 500–1,000 ปี นั่นหมายความว่าผ้าอนามัยแทบทุกชิ้นที่เคยถูกใช้ยังคงตกค้างอยู่บนโลกในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ขณะเดียวกัน ในแต่ละปีทั่วโลกยังมีขยะจากผลิตภัณฑ์ประจำเดือนมากกว่า 200,000 ตัน และผู้หญิงหนึ่งคนอาจใช้ผ้าอนามัยมากถึง 5,000–15,000 ชิ้นตลอดช่วงชีวิต เมื่อรวมกันแล้วจึงกลายเป็นภาระขยะสะสมจำนวนมหาศาล นอกจากนี้ ในสถานการณ์ที่ต้องเจอกับน้ำสกปรก เช่น การเล่นน้ำกลางแจ้ง ผ้าอนามัยยังมีแนวโน้มอุ้มน้ำ ทำให้ประสิทธิภาพในการซับเลือดลดลง เสี่ยงต่อการซึม เลอะ และเพิ่มความอับชื้น ซึ่งอาจนำไปสู่การระคายเคืองหรือการติดเชื้อได้ง่ายขึ้น
ในทางกลับกัน ทางเลือกอย่างถ้วยอนามัยไม่เพียงช่วยลดขยะจากการใช้ผลิตภัณฑ์แบบใช้แล้วทิ้ง แต่ยังตอบโจทย์ด้านสุขอนามัยมากกว่า โดยเฉพาะเมื่อใช้อย่างถูกวิธี เพียงล้างมือให้สะอาดก่อนการถอดและใส่ จากนั้นนำถ้วยออกมาเทของเหลวทิ้งในชักโครกแล้วทำความสะอาด ก็สามารถใช้งานต่อได้อย่างปลอดภัย อีกทั้งยังลดความเสี่ยงจากความอับชื้นเมื่อเทียบกับผ้าอนามัยแบบผ้า ทำให้เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ทั้งสะดวก ปลอดภัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว
4. ไม่อับชื้น ลดกลิ่น
ถ้วยอนามัยทำหน้าที่ “รองรับ” เลือด แทนการซับ จึงช่วยลดกลิ่นอับและความชื้นสะสม ทำให้รู้สึกสบายตัวมากขึ้นตลอดวัน โดยวัสดุซิลิโคนเกรดทางการแพทย์ถูกออกแบบมาให้ปลอดภัยต่อร่างกาย ไม่ทำปฏิกิริยากับเนื้อเยื่อ และไม่ดูดซับความชื้น จึงไม่ทำให้ช่องคลอดแห้งหรือระคายเคือง ต่างจากผลิตภัณฑ์แบบซับทั่วไป นอกจากนี้ยังเป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์สำหรับผู้ที่มีอาการแพ้ผ้าอนามัย เพราะช่วยลดโอกาสการสัมผัสสารที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ
5. เหมาะกับกิจกรรมลุยๆ
ใส่แล้วจะว่ายน้ำ ออกกำลังกาย เล่นน้ำสงกรานต์ให้เปียกแค่ไหนก็เอาอยู่ จะนั่งสมาธิ เล่นโยคะ หรือดำน้ำดูปะการังก็ยังได้แบบไม่ต้องกังวล เพราะไม่พอง ไม่บวม ไม่เคลื่อนไปมาน่ากลัวว่าจะหลุดเหมือนผ้าอนามัย ใส่แล้วคือใช้ชีวิตได้สุดทุกแอคทีฟแบบตัวแม่ตัวจริง
แต่มีอยู่หนึ่งกิจกรรมที่ขอพักก่อนนะ… สายหวาน สายเลิฟ สายมีโมเมนต์กับคู่รัก อันนี้ต้องขอ “งดก่อนชั่วคราว” เพราะน้องไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อสิ่งนั้น เอาเป็นว่า…ลุยได้ทุกกิจกรรม ยกเว้นกิจกรรมที่ต้อง “ซิงค์จังหวะหัวใจ” กับใครบางคน
ถ้วยอนามัยก็เหมือนการปั่นจักรยานแหละ ไม่ใช่ว่าทุกคนจะคล่องตั้งแต่ครั้งแรก แน่นอนว่าต้องมีช่วงลองผิดลองถูก ฝึกใส่ ฝึกจับจังหวะของตัวเองกันนิดนึง แต่ข่าวดีคือเดี๋ยวนี้มีเทคนิคช่วยเพียบ ไม่ว่าจะเป็นวิธีพับหลากหลายแบบที่ทำให้ใส่ง่ายขึ้นแบบคนละเรื่อง
ทริคส่วนตัวที่อยากแนะนำคือ หลังใส่เสร็จยังไม่ต้องรีบออกจากห้องน้ำ ลอง ‘ส่ายสะโพกยึกยักเบาๆ’ เช็กฟีลก่อน ถ้ายังรู้สึกไม่เป๊ะ ก็ยังพอขยับจัดให้เข้าที่ได้ทัน รับรองว่าใส่เป็นเมื่อไร ถ้วยอนามัยจะกลายเป็นไอเท็มลูกรักที่ทั้งเซฟชีวิตและเซฟเงินในกระเป๋าแบบยาวๆ
แต่ไม่ว่าจะชิลแค่ไหน…ก็อย่าลืมเอาออกตามเวลา ไม่งั้นจากไอเท็มลูกรักจะกลายเป็นฝันร้ายเข้าโรงพยาบาลได้เด้อ
อ้างอิง
https://www.lunette.com/blogs/posts/what-happens-to-period-product-waste-after-you-throw-it-away
https://shunwaste.com/article/are-sanitary-pads-bad-for-the-environment
บทความต้นฉบับได้ที่ : มนุษย์เมนส์อยากเล่นน้ำสงกรานต์? เราขอให้เปิดใจกับ ‘ถ้วยอนามัย’ ที่มาพร้อม 5 ข้อดี ซึ่งอาจไม่ชินในตอนแรก แต่รับรองว่ามันเริ่ดรับทุกกิจกรรม (ยกเว้น..กิจกรรมเสียวตัว)
บทความที่เกี่ยวข้อง
- Tango Therapy คลาสเต้นแทงโก้ในโรงพยาบาลเมืองบัวโนสไอเรส ที่ช่วยเยียวยาผู้ป่วยโรคพาร์กินสันให้กลับมา ‘สนิทกับร่างกายตัวเอง’
- ทำไม ‘ซิงเกิลมัม’ ถึงเป็นเป้าการโจมตีอันดับต้นๆ ของ Manosphere ขณะที่สารคดีดังตั้งข้อสังเกตว่าพวกเธอนี่แหละที่สร้าง Manosphere ขึ้นมา (!?)
- “ดนตรีอยู่กับฉันในทุกช่วงของชีวิต ทั้งช่วงที่ดีที่สุด เศร้าที่สุด และยากลำบากที่สุด” จากเหตุการณ์ถูกบุกรุกบ้าน สู่เพลง Run ที่ความหวาดกลัว และเปราะบาง กลายเป็นเครื่องมือในการเยียวยาจิตใจของ Chloe Stroll ศิลปินผู้เลือกเขียนเพลงอย่างซื่อสัตย์ต่อความรู้สึก ผ่านอัลบั้มล่าสุด Bloom in the Break
ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com