บทเรียนราคาแพง: เมื่อโครงสร้างการคลังพังพาบ ในวันที่พายุซัดคนว่ายน้ำไม่เป็น
ในวันที่ราคาน้ำมันดีเซล B7 หน้าปั๊มพุ่งแตะระดับ **48.40 - 49.94 บาทต่อลิตร** และกลุ่มเบนซินทะยานไปกว่า **43.95 บาท** เสียงตัดพ้อของประชาชนดังระงมไปทั่วประเทศ แต่คำตอบที่ได้รับจากรัฐบาลกลับมีเพียงการ "กู้เงิน" และ "บีบคอโรงกลั่น" คำถามสำคัญที่ต้องถามในวันนี้คือ ทำไมเราถึงจัดการปัญหาได้ไร้ประสิทธิภาพขนาดนี้ และรายได้ภาษีมหาศาลที่รัฐกำไว้ถูกนำไปใช้เพื่อใครกันแน่?
1. โครงสร้างราคาน้ำมัน: ภาษีที่รัฐไม่ยอมเฉือน และหนี้ที่ประชาชนต้องแบก
หากถอดรหัสราคาน้ำมันดีเซล 1 ลิตรที่ **48.40 บาท** จะพบความจริงที่น่าตกใจว่า รัฐบาลยังคงกำรายได้ภาษีไว้แน่น ในขณะที่โยนภาระหนี้ให้ประชาชนรับไปในอนาคต:
จะเห็นว่าในน้ำมัน 1 ลิตร รัฐบาลโกยเงินจากกระเป๋าประชาชนไปในรูปแบบภาษีต่างๆ รวมแล้วกว่า **10.28 บาท** แต่กลับเลือกให้กองทุนน้ำมันไปกู้เงินมาอุดหนุนส่วนต่าง นี่คือการบริหารแบบ "ยืมเงินอนาคต" ของคนไทยมาจ่ายค่าน้ำมันในวันนี้ เพื่อที่รัฐบาลจะได้ไม่ต้องสละรายได้ภาษีของตัวเองแม้แต่บาทเดียว
2. สถานะกองทุนน้ำมันคือ "ระเบิดเวลา" แสนล้าน
ปัจจุบันกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอยู่ในสถานะ **"เน่าสนิท"** โดยมีตัวเลข **ติดลบสุทธิสูงถึง 110,000 ล้านบาท** แบ่งเป็นบัญชีน้ำมัน 63,000 ล้านบาท และบัญชีก๊าซ LPG 47,000 ล้านบาท
หนี้ก้อนนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพราะรัฐบาลกู้เงินมาจนเต็มเพดานวงเงินเดิม 110,000 ล้านบาทไปแล้ว และขณะนี้กำลังดิ้นรนขอ **กู้เพิ่มอีก 20,000 - 30,000 ล้านบาท** เพื่อพยุงสภาพคล่องรายวันที่ต้องจ่ายชดเชยดีเซลวันละกว่า 400 ล้านบาท หนี้มหาศาลเหล่านี้สุดท้ายประชาชนต้องเป็นคนจ่ายคืนผ่านราคาน้ำมันหน้าปั๊มที่จะ "ไม่ยอมลด" แม้ราคาตลาดโลกจะดิ่งลงในอนาคต เพราะต้องรีบเก็บเงินไปใช้หนี้ก้อนนี้นั่นเอง
3. มรดกประชานิยม "แจกแหลกแลกคะแนนเสียง" และหนี้ที่ค้ำคอ
ทำไมรัฐบาลไทยถึงใจไม่ถึงพอที่จะลดภาษีสรรพสามิตเหมือนประเทศอื่น? คำตอบซ่อนอยู่ในตัวเลข **หนี้สาธารณะที่พุ่งสูงถึง 66.09% ของ GDP** (ข้อมูล กุมภาพันธ์ 2569) ซึ่งใกล้เพดาน 70% เต็มที
เงินภาษีน้ำมันที่ขูดรีดจากประชาชนในวันนี้ ส่วนหนึ่งต้องถูกนำไป "ถมรอยรั่ว" ของมรดกนโยบายประชานิยมในอดีตที่ทำลายวินัยการคลังอย่างรุนแรง:
* **มหากาพย์จำนำข้าว:** หนี้สะสมที่ยังเป็นภาระผูกพันงบประมาณปีละหลายหมื่นล้านบาท เพื่อชดเชยค่าบริหารจัดการข้าวเน่าในสต็อกที่ลากยาวมานับสิบปี
* **นโยบายรถคันแรก:** การดึงเงินอนาคตมาใช้อุดหนุนภาษีมหาศาล สร้างภาระหนี้ครัวเรือนพุ่งสูงและลดทอนพื้นที่ภาษีของรัฐบาลในระยะยาว
* **นโยบาย "แจกแหลกแลกคะแนนเสียง":** การอุดหนุนและแจกเงินแบบไร้ทิศทางเพียงเพื่อให้ได้มาซึ่งคะแนนนิยมทางการเมือง ทำให้นโยบายการคลังอ่อนแอปริ่มเพดานจนไม่มี "ห่วงยาง" เหลือพอจะช่วยประชาชนในยามคับขัน
หากรัฐบาลยอมสละรายได้ภาษีสรรพสามิต สถาบันจัดอันดับเครดิตโลกอย่าง S&P หรือ Moody's จะมองว่าไทยขาดความสามารถในการทำรายได้เพื่อชำระหนี้ จนอาจถูกปรับลดอันดับ **Credit Rating** ซึ่งจะส่งผลให้ดอกเบี้ยเงินกู้ทั้งประเทศแพงขึ้น รัฐบาลจึงเลือกที่จะ "บีบคอประชาชน" แทนการ "ยอมเสียเครดิตตัวเอง"
4. เทียบเคียงโลก: ใครที่ "หัดว่ายน้ำ" มาดีกว่าเรา?
ขณะที่ไทยกำลังตะเกียกตะกาย ประเทศอื่นกลับมีวิธีการจัดการที่เตรียมพร้อมและมีเหตุมีผลกว่ามาก:
* **ญี่ปุ่น (Japan):** ใช้ระบบอัดฉีดเงินอุดหนุนตรงสู่โรงกลั่น พร้อมมาตรการลดภาษีน้ำมันชั่วคราว (**Trigger Clause**) ที่ทำงานอัตโนมัติทันทีเมื่อราคาสูงเกินเกณฑ์
* **เกาหลีใต้ (South Korea):** กล้าหาญในการ **"เฉือนรายได้ภาษีของรัฐ"** โดยลดภาษีน้ำมันดีเซลและ LPG ลงถึง 10% เพื่อรักษาอำนาจซื้อของประชาชน
* **มาเลเซีย (Malaysia):** ปฏิรูประบบเป็น **Digital Targeted Subsidy** เลิกอุดหนุนคนรวย แล้วโอนเงินคืนให้กลุ่มเปราะบางโดยตรง ทำให้ราคาน้ำมันหน้าปั๊มสะท้อนความจริงโดยที่คนจนไม่เจ็บตัว
* **เวียดนาม (Vietnam):** หั่นภาษีสิ่งแวดล้อมและภาษีสรรพสามิตลงทันทีเมื่อเกิดสงคราม เพื่อรักษาต้นทุนโรงงานและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
บทสรุป: ความประมาทที่ไม่มีทางหนีพ้น
วิกฤตพลังงานครั้งนี้ยืนยันว่าโครงสร้างการคลังของไทยอ่อนไหวสุดขีด สภาพของเราในตอนนี้เหมือน "คนที่ได้รับคำเตือนเรื่องพายุแต่ไม่เคยเตรียมตัวหัดว่ายน้ำ พอถึงเวลาพายุเข้าและน้ำท่วมรุนแรง การกระโดดลงไปในน้ำจึงมีแต่จุดจบคือการจมน้ำตาย"
เราบริหารประเทศด้วยการกู้เงินมาโปะหนี้ประชานิยมเก่าๆ พร้อมสร้างหนี้ใหม่เพียงเพื่อแลกคะแนนเสียงไปเรื่อยๆ จนพื้นที่ทางการคลังแทบไม่เหลือ เมื่อเกิดวิกฤตจริง รัฐบาลจึงทำได้แค่การ "แก้ผ้าเอาหน้ารอด" ด้วยการกู้เงินเพิ่มและพยายามรักษาเงินสดในหน้าตักภาษีของตัวเองไว้เพื่อรักษาหน้าตาทางการเงิน
สุดท้าย ภาระหนี้ก้อนโตจากความประมาทและความเห็นแก่ตัวทางการเมืองทั้งหมด ก็ตกมาอยู่ที่บ่าของประชาชนที่ต้องแบกค่าน้ำมันราคาแพงในวันที่เราไม่มีแม้แต่กำลังจะพยุงตัวให้รอดตายกลางกระแสน้ำเชี่ยวนี้ได้อีกต่อไป
Korn Pongjitdham, M.D.