โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

'เอกนิติ' แจงไทม์ไลน์ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน มีอายุถึง 30 กันยายน 2570

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 9 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อ แก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. … วงเงิน 400,000 ล้านบาท เพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจที่ถาโถมเข้ามาหลายระลอก โดยมุ่งเน้นการช่วยเหลือประชาชนกลุ่มเปราะบางและการเปลี่ยนผ่านประเทศไปสู่โครงสร้างพลังงานใหม่เพื่อความยั่งยืน

กางไทม์ไลน์คลอดพ.ร.ก.กู้เงิน ถกนัดแรก 14 พฤษภาคมนี้

นายเอกนิติ กล่าวว่า ขั้นตอนหลังจากนี้ รัฐบาลจะดำเนินการประกาศลงราชกิจจานุเบกษา และเตรียมนำเข้าสู่การพิจารณาของสภาในวันที่ 14 พฤษภาคม นี้โดยภายใต้กฎหมายฉบับนี้จะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่าย ซึ่งมีนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน เพื่อพิจารณาโครงการที่หน่วยงานต่างๆ เสนอเข้ามาให้ตรงตามวัตถุประสงค์ที่ระบุไว้อย่างชัดเจนในกฎหมาย

ทั้งนี้ รัฐบาลตั้งเป้าหมายที่จะพิจารณาโครงการต่างๆ ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 กันยายนนี้ เพื่อให้เม็ดเงินกระจายลงสู่ระบบและแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที โดยพ.ร.ก.กู้เงินฉบับนี้ มีอายุถึง 30 กันยายน 2570

วิกฤตซ้อนวิกฤตและงบประมาณไม่เพียงพอ

นายเอกนิติ กล่าวว่า วิกฤตครั้งนี้มีความรุนแรงและรวดเร็ว โดยมาเป็นระลอก ตั้งแต่วิกฤตสงคราม ราคาพลังงานที่พุ่งสูง ต้นทุนการผลิตที่ขยับตัวตาม จนส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพและกำลังซื้อของประชาชนในที่สุด หากปล่อยให้สถานการณ์ดำเนินไปจะยิ่งแก้ไขยาก จึงจำเป็นต้องมีเม็ดเงินเข้ามาแทรกแซงเพื่อไม่ให้เกิดภาวะ "วิกฤตซ้อนวิกฤต"

“วิกฤตครั้งนี้มีความแตกต่างจากในอดีตอย่างเช่นช่วงโควิดที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวแล้วจบไป แต่ปัจจุบันวิกฤตมาในลักษณะเป็นระลอก เริ่มจากสงครามตามมาด้วยวิกฤตพลังงานราคาน้ำมันสูง และกำลังก้าวสู่ระลอกที่สามคือวิกฤตต้นทุนการผลิตที่จะสูงขึ้น ต่อเนื่องไปยังวิกฤตค่าครองชีพที่จะกระทบคนส่วนใหญ่ และระลอกที่ห้าคือวิกฤตด้านกำลังซื้อ ซึ่งหากปล่อยให้สถานการณ์ดำเนินไปโดยไม่แก้ไขจะยิ่งทวีความรุนแรงและแก้ได้ยากขึ้น” นายเอกนิติ กล่าว

ทั้งนี้ จากการตรวจสอบสถานะงบประมาณปัจจุบัน พบว่างบประมาณปี 2569 ที่จะดำเนินการเกลี่ยงบประมาณมีเงินเหลือไม่ถึง 1 แสนล้านบาท โดยเบื้องต้นรวบรวมได้ไม่เกิน 50,000 ล้านบาท ขณะที่งบกลางก็เหลือเพียง 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งต้องสำรองไว้ใช้ในกรณีฉุกเฉินอื่นๆ ส่วนงบประมาณปี 2570 ยังต้องรออีกกว่า 5 เดือน จึงไม่ทันต่อสถานการณ์ที่เร่งด่วน

ผ่าเงินกู้ 4 แสนล้าน เยียวยา-ปรับโครงสร้างประเทศ

สำหรับวงเงินกู้ 400,000 ล้านบาทนี้ รัฐบาลได้แบ่งวัตถุประสงค์ออกเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่

1. วงเงิน 200,000 ล้านบาทแรก ใช้เพื่อการเยียวยาและบรรเทาผลกระทบลดภาระค่าใช้จ่ายให้แก่ประชาชนและผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางที่ไม่มีกำลังเพียงพอในการรองรับแรงกระแทกจากค่าครองชีพ

2. วงเงิน 200,000 ล้านบาทส่วนที่เหลือ จะใช้เพื่อการเปลี่ยนผ่าน (Transition) โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมพลังงานสะอาดและพลังงานทดแทน เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากต่างประเทศ

“ปัจจุบันไทยมีการนำเข้าสูงถึง 7-8% ของ GDP เราเชื่อว่านี่คือการเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส เพื่อลดความเปราะบางของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว”นายเอกนิติ กล่าว

ยึดหลักวินัยการคลัง – กู้ในประเทศไร้ความเสี่ยง

ในการกำหนดวงเงิน รัฐบาลได้ปรับลดจากกระแสข่าวก่อนหน้าที่ 500,000 ล้านบาท เหลือเพียง 400,000 ล้านบาท เพื่อให้สอดคล้องกับหลักวินัยการคลัง โดยจากการประเมินของกระทรวงการคลัง ยืนยันว่า การกู้ครั้งนี้จะไม่ทำให้หนี้สาธารณะเกินเพดาน 70% ของ GDP

นอกจากนี้ การกู้เงินทั้งหมดจะเป็นการกู้ภายในประเทศ เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน โดยอาศัยสภาพคล่องส่วนเกินในระบบธนาคารที่มีสูงกว่า 1.4 ล้านล้านบาท และในสภาวะที่อัตราดอกเบี้ยในประเทศยังอยู่ในระดับต่ำ ทำให้ต้นทุนการกู้เงินไม่สูงจนเกินไป

“วงเงินกู้จำนวนนี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อเพดานหนี้สาธารณะ ซึ่งจากการประเมินของกระทรวงการคลังพบว่าสัดส่วนหนี้ยังคงอยู่ที่ 70% ของ GDP ซึ่งอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้และเป็นการเน้นย้ำถึงวินัยทางการคลัง หัวใจสำคัญคือการป้องกันไม่ให้ปัญหาลุกลามจนกลายเป็นวิกฤตซ้อนวิกฤตหรือที่เรียกว่าภาวะ Stagflation ซึ่งประกอบด้วยปัญหาเงินเฟ้อควบคู่ไปกับวิกฤตกำลังซื้อที่หากปล่อยไว้จะยิ่งแก้ไขได้ลำบาก” นายเอกนิติ ระบุ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...