โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

17จังหวัดภาคเหนือสู้ฝุ่นหนัก!!

เดลินิวส์

อัพเดต 18 เมษายน 2569 เวลา 21.27 น. • เผยแพร่ 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เดลินิวส์
17 จังหวัดภาคเหนือเผชิญฝุ่นหนัก!!19 - 24 เม.ย. 69 แนวโน้มเพิ่มขึ้น วันนี้GISTDA ประกาศพบจุดความร้อนของไทยพบ 3,093 จุด แพทย์มช.เผยนักท่องเที่ยววัย 19 ปีสู้ฝุ่นอ.ปายไม่ไหว ถูกส่งตัวด่วนเข้ารพ.ปอดอักเสบเฉียบพลันจากการตอบสนองต่อควันพิษหรือมลพิษในปริมาณมากภายในระยะเวลาสั้น

วันที่ 18 เม.ย. GISTDA พบจุดความร้อนของไทยพบ 3,093 จุด (17 เม.ย. )ข้อมูลจากดาวเทียมซูโอมิ เอ็นพีพี (Suomi NPP) ระบบ VIIRS ระบุว่าจุดความร้อนในไทยเกิดขึ้นพื้นที่ป่าอนุรักษ์ 1,722 จุด พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ 795 จุด พื้นที่เกษตร 312 จุด พื้นที่เขต สปก. 132 จุด พื้นที่ชุมชนและอื่นๆ 124 จุด และพื้นที่ริมทางหลวง 8 จุด ในขณะที่จุดความร้อนของประเทศเพื่อนบ้านพบมากที่สุดที่ ลาว 3,809 จุด เมียนมาร์ 2,249 จุด เวียดนาม 487 จุด กัมพูชา 140 จุด มาเลเซีย 72 จุด

5อันดับพื้นที่จังหวัดในภาคเหนือวันนี้ที่ค่าฝุ่นPM อยู่ในระดับอันตรายต่อสุขภาพได้แก่

อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน ค่าPM2.อยู่ที่ 222.8 อ.เมือง จ.น่าน ค่าPM 2.5 อยู่ที่ 218.14 อ.เชียงของจ.เชียงราย ค่าPM2.5 อยู่ที่ 142.8 อ.ม่อนแจ่ม จ.เชียงใหม่ค่า PM 2.5 อยู่ที่ 139.5

ขณะที่กรมควบคุมมลพิษลการคาดการณ์สถานการณ์ฝุ่นละออง 7วันข้างหน้า ระหว่างวันที่ 19 - 25เมษายน 2569

พื้นที่กทม.และปริมณฑล มีแนวโน้มลดลงวันที่ 19 - 25 เม.ย. 69 และยังคงต้องเฝ้าระวังบางพื้นที่

พื้นที่ภาคกลางและตะวันตก มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นวันที่ 19 - 25 เม.ย. 69 และยังคงต้องเฝ้าระวังบางพื้นที่

17 จังหวัดภาคเหนือ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นวันที่ 19 - 24 เม.ย. 69 และยังคงต้องเฝ้าระวังบางพื้นที่

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีแนวโน้มลดลงวันที่ 19 - 25 เม.ย. 69 และยังคงต้องเฝ้าระวังบางพื้นที่

ภาคตะวันออก มีแนวโน้มลดลงวันที่ 19 - 25 เม.ย. 69 และยังคงต้องเฝ้าระวังบางพื้นที่

ภาคใต้ ดีอย่างต่อเนื่อง

เว็บไซต์คณะแพทย์ ม.เชียงใหม่https://www.med.cmu.ac.th/ได้เตือนประชาชนป้องกันตัวเอง หลังพบผู้ป่วยปอดอักเสบเฉียบพลัน ภาวะเม็ดเลือดขาวสูง แพทย์ มช. เตือน PM2.5 ทำปอดอักเสบรุนแรง คนไข้ทรุดไว เสี่ยงหายใจล้มเหลว

รศ.นพ. อติคุณ ลิ้มสุคนธ์ อาจารย์ประจำหน่วยวิชาโรคระบบการหายใจ เวชบำบัดวิกฤต และภูมิแพ้ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มช. อธิบายว่า “ฝุ่น PM2.5 เป็นอนุภาคขนาดเล็กมาก สามารถแทรกซึมลึกเข้าสู่ถุงลมปอดและเข้าสู่กระแสเลือดได้โดยตรง ก่อให้เกิดการอักเสบในระบบทางเดินหายใจ และเป็นปัจจัยกระตุ้นสำคัญที่ทำให้โรคปอดเดิมกำเริบอย่างรุนแรง โดยพบเคสนักท่องเที่ยวหญิงชาวต่างชาติอำเภอปาย จ.แม่ฮ่องสอน แล้วส่งตัวมารักษาต่อที่เชียงใหม่ อายุ 19 ปี ไม่มีโรคประจำตัว และไม่สูบบุหรี่หลังสัมผัสหมอกควันและฝุ่น PM2.5 เพียงระยะเวลาสั้น ๆ ผู้ป่วยมีอาการไอ เหนื่อย และทรุดลงอย่างรวดเร็ว จนต้องเข้ารับการรักษาด้วยออกซิเจนแบบ High Flow พร้อมให้ยาปฏิชีวนะและสเตียรอยด์ ภายหลังอาการดีขึ้นและสามารถกลับบ้านได้ เมื่อติดตามผลพบว่าเอกซเรย์ปอดกลับมาเป็นปกติ แต่ตรวจเลือดพบเม็ดเลือดขาวชนิด Eosinophils สูงขึ้น สอดคล้องกับภาวะ Acute Eosinophilic Pneumonia ซึ่งเป็นปอดอักเสบเฉียบพลันจากการตอบสนองต่อควันพิษหรือมลพิษในปริมาณมากภายในระยะเวลาสั้น”

รศ.นพ. อติคุณ ระบุว่า “เคสลักษณะนี้มักเกิดในคนที่ไม่ได้สูบบุหรี่ หรือไม่ได้สัมผัสควันเป็นประจำ และมีความเป็นไปได้สูงว่าเกี่ยวข้องโดยตรงกับการสูดควันพิษในพื้นที่ การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมีความเป็นไปได้สูงที่สัมพันธ์กับการได้รับฝุ่น PM2.5 และควันไฟในปริมาณมากอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงที่ยังได้กลิ่นควันในอากาศชัดเจน ซึ่งสะท้อนระดับมลพิษที่ส่งผลกระทบต่อร่างกายโดยตรง”

นอกจากนี้ ยังพบเคสผู้ป่วยเรื้อรังทรุดหนักจากฝุ่น กรณีตัวอย่างที่พบ เป็นผู้ป่วยที่มีภาวะโปรตีนสะสมผิดปกติในปอด ต้องเข้ารับการล้างปอดเป็นประจำปีละ 1–2 ครั้ง ต่อเนื่องมากกว่า 5–6 ปี โดยก่อนหน้านี้สามารถควบคุมอาการได้ดี

อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่มลพิษทางอากาศสูง ผู้ป่วยกลับมีอาการทรุดลงอย่างรวดเร็ว ทั้งที่เพิ่งล้างปอดไปไม่ถึง 2 เดือน จนเกิดภาวะหายใจล้มเหลวเฉียบพลัน ต้องใส่ท่อช่วยหายใจ และผลการล้างปอดพบว่าน้ำมีลักษณะ “แดงปนเลือด” จากเดิมที่เป็นสีขาวขุ่น สะท้อนถึงการอักเสบและความเสียหายของเนื้อปอดในระดับรุนแรง

พร้อมเน้นย้ำว่า ประชาชน “โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้ป่วยโรคปอด หอบหืด ผู้สูงอายุ และเด็กเล็ก ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสอากาศที่มีมลพิษสูง ลดกิจกรรมกลางแจ้ง และสวมหน้ากากป้องกันฝุ่น เช่น N95 รวมถึงติดตามค่าคุณภาพอากาศอย่างใกล้ชิด

หากมีอาการผิดปกติ เช่น ไอมาก แน่นหน้าอก หายใจลำบาก หรืออาการทรุดลงอย่างรวดเร็ว ควรรีบพบแพทย์ทันที เพราะอาจเป็นสัญญาณของภาวะปอดอักเสบรุนแรงหรือหายใจล้มเหลวเฉียบพลัน ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...