“ทีมสื่อสาร” ช่องโหว่รัฐบาล “หนู2”
ซึ่งมีเสียงวิจารณ์ว่า นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ คือ “นางแบกภูมิใจไทย” ดูจะรับแต่งานหินๆ ดูงานในกลุ่มพาณิชยกรรม สินค้าเกษตร อุตสาหกรรม และการท่องเที่ยว เป็นกลุ่มภารกิจรับผิดชอบการสร้างเสริมความสามารถในการแข่งขันของประเทศด้านการค้า และพาณิชยกรรม
ส่งเสริม SMEs พัฒนาคุณภาพ และสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้า เกษตรและอุตสาหกรรม เชื่อมการค้าพาณิชย์ของไทยกับการค้าโลก สร้างพันธมิตรทางการค้า ผลักดันสินค้าเกษตรอุตสาหกรรม และบริการไทยให้เป็นที่ยอมรับในตลาดโลก ตลอดจนส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน
โดยภาพรวมคือดู การค้า–การท่องเที่ยว- การหาเงินเข้าประเทศ แทบจะทั้งระบบ จีดีพีของไทยขึ้นกับการส่งออกและการท่องเที่ยวมากอยู่ เมื่อรับงานใหญ่ “รมต.แต๋ม” ศุภจี โดนทุบรัว ๆ
เริ่มตั้งแต่การตอบในเวทีอภิปรายนโยบายรัฐบาล “อนุทิน 2” เรื่อง ฝุ่นเชียงใหม่ แล้วถูกนำไปตีความขยายเรื่องไปใหญ่โตว่า“ไม่ให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาฝุ่น บอกแค่ว่าที่ไหนมีฝุ่น ก็ไปเที่ยวที่อื่น” เจ้าตัวออกมาแก้ข่าวยืนยันว่า เป็นการตีความที่ผิด ต่อมาก็โดนดราม่าเรื่องทาบทามนายวีระพงษ์ ประภา รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ มาเป็นผู้แทนการค้า ทำเอาคนพรรคประชาธิปัตย์เหน็บให้เจ็บใจว่า “เหมือนมาแอบสึกพระในวัดคนอื่น ไม่เกรงใจหลวงพ่อ”
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลังหนึ่งเดียวคนนี้แบบไม่มีรัฐมนตรีช่วยทั้งที่เป็นกระทรวงใหญ่ ก็ถูกรัวถามทั้งเรื่องสาเหตุที่ไม่ลดเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมัน เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่าย การบอกว่าไม่ต้องการตัดงบรักษาพยาบาลถูกวิจารณ์ว่ายังฟังไม่ขึ้น และต่อไป รมว.คลัง ต้องชี้แจงเรื่องกฎหมายโอนงบจากหน่วยงานอื่นมาเป็นงบกลาง เพื่อใช้กระตุ้นเศรษฐกิจ หรือการต้องกู้เพิ่ม และขยายฐานเพดานเงินกู้อีก ซึ่งถูกโจมตีทางการเมืองได้ง่ายๆ
รัฐมนตรีสำนักนายกฯ ตั้งมาถึง 4 คน บางคนมีงานในกำกับดูแลน้อยนิด ย้อนไปรัฐบาลก่อนๆ ตำแหน่งนี้มีแค่ 1-2 คนเท่านั้น เสียงวิจารณ์ไปถึงว่า “เหมือนเป็นเก้าอี้ตบรางวัล” คือให้คนใหญ่คนโตในพรรคภูมิใจไทยงานไม่หนักเป็นตำแหน่งปลอดภัย ฝ่ายค้านแทบไม่แตะ หาประเด็นให้อภิปรายไม่ไว้วางใจก็ยาก ก็น่าสงสารรัฐมนตรีที่ถูกยกเป็น “มืออาชีพ”ใน ครม. ”อนุทิน 2“ เพราะแบกหนักกว่านักการเมืองอีก
การแบ่งคลัสเตอร์งาน“นายกฯหนู”อนุทิน ชาญวีรกูล ดูงานด้านกลุ่มภารกิจปราบปรามการทุจริต ยาเสพติด การค้ามนุษย์ การกระทำความผิดออนไลน์ และอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งเป็นงานล่อเป้าของฝ่ายค้านพรรคประชาชน ( ปชน.) เรื่องปราบปรามการทุจริต ขณะนี้เป้าสำคัญอยู่ที่“เสี่ยตือ” ที่ฝ่ายค้านตั้งข้อสงสัยว่า รู้จักมักจี่กับ“โกเกี๊ยะ”พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และ รมว.คมนาคม แค่ไหน และมีส่วนเกี่ยวข้องกับการหน่วงราคาน้ำมันรอฟันกำไรหรือไม่
ดูเหมือนว่าเพียงแค่เริ่มต้น รัฐบาล“อนุทิน 2” เจอดราม่าค่ะอนข้างเยอะ ทั้งเรื่องรัฐมนตรีพูดอะไรก็ถูกเอาไปตีความ หรือเรื่องที่ฝ่ายค้าน-สังคมถาม ถ้าตอบไม่ดีก็มีปัญหาหนัก การสื่อสารบกพร่องมาตั้งแต่สมัยรัฐบาล “อนุทิน 1” หลายคนยังจำได้ที่ “รมต.แบต”ภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ลุกขึ้นหนีคำถามสื่อเรื่องน้ำท่วม รัฐบาล“อนุทิน 2” เปิดมาด้วยการที่นายกฯ ปิดวาจาในช่วงแถลงนโยบาย ในเวลาที่คนไทยมีคำถามเต็มไปหมดเรื่องของแพง ราคาน้ำมัน
วลี “รวยไม่ไหวแล้ว พอแล้ว” ถูกฝ่ายค้านใช้แซะได้ตลอด บั่นทอนรัฐบาลโดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทยได้เรื่อยๆ สงครามข่าวสารรอบด้านเช่นนี้ ที่รัฐบาลทำคือต้องตอบโต้ให้ทันทุกเม็ด แต่ดูๆ ตอนนี้อ่อนกว่าสมัยพรรคภูมิใจไทยผลักดันเรื่องกัญชาเสียอีก ที่คนของพรรคเคยออกมาโต้ยิบตา นี่ยิ่งเป็นรัฐบาลในภาวะสงครามยิ่งมีอะไรต้องสื่อสารทำความเข้าใจกับประชาชนมาก ไม่อยากว่าตอนนี้สื่อสารสอบตก แต่มันไม่ผ่านตั้งแต่รัฐบาล ”อนุทิน 1“
การสื่อสารดีคือความเชื่อมั่นต่อรัฐ นำมาซึ่งความร่วมมือ อะไรที่เป็นสิ่งคาใจสังคมก็ควรตอบให้ได้ สกัดการขยายความข่าวปล่อยเชิงลบ ช่องโหว่ที่รัฐบาลควรรีบอุดคือเรื่อง ”ทีมสื่อสาร“ เป็นอย่างแรก.