โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

โลกไม่มั่นใจสหรัฐ หันหา “ญี่ปุ่น” เปิดตลาดอาวุธครั้งใหญ่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2

การเงินธนาคาร

อัพเดต 16 เม.ย. เวลา 12.07 น. • เผยแพร่ 16 เม.ย. เวลา 05.07 น.

ความไม่แน่นอนด้านนโยบายความมั่นคงของทรัมป์ ทำให้พันธมิตรสหรัฐเริ่มมองหาทางเลือกใหม่ ขณะญี่ปุ่นเตรียมเปิดตลาดส่งออกอาวุธครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 หวังตอบรับดีมานด์พุ่ง

วันที่ 16 เมษายน 2569 เวลา 05.03 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่าญี่ปุ่นเตรียมผ่อนคลายกฎการส่งออกอาวุธครั้งใหญ่ ซึ่งกำลังได้รับความสนใจจากหลายประเทศ ตั้งแต่โปแลนด์ไปจนถึงฟิลิปปินส์ ท่ามกลางความไม่แน่นอนด้านความมั่นคงของสหรัฐฯ และแรงกดดันจากสงครามในอิหร่านและยูเครนที่กระทบอุปทานอาวุธโลก

รัฐบาลของนายกรัฐมนตรี ซานาเอะ คาทาอิจิ ได้รับความเห็นชอบจากพรรครัฐบาลให้เดินหน้าปรับกฎดังกล่าว และคาดว่าจะประกาศใช้อย่างเป็นทางการภายในเดือนนี้ เพื่อฟื้นฟูอุตสาหกรรมกลาโหมของประเทศที่เคยยึดแนวทางสันติภาพหลังสงครามโลกครั้งที่ 2

แม้ญี่ปุ่นจะหลีกเลี่ยงการค้าขายอาวุธในตลาดโลกมานานหลายทศวรรษ แต่ด้วยงบประมาณกลาโหมที่สูงถึง 60,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี ทำให้ประเทศยังคงมีศักยภาพผลิตระบบขั้นสูง เช่น เรือดำน้ำและเครื่องบินรบ

ลูกค้าที่มีแนวโน้มสูง ได้แก่ กองทัพโปแลนด์และกองทัพเรือฟิลิปปินส์ ซึ่งกำลังเร่งปรับปรุงกำลังรบเพื่อตอบรับความท้าทายด้านความมั่นคงในภูมิภาค

หนึ่งในข้อตกลงแรกที่คาดว่าจะเกิดขึ้น คือ การส่งออกเรือฟริเกตมือสองให้ฟิลิปปินส์ ซึ่งกำลังเผชิญความตึงเครียดทางทะเลกับจีนในทะเลจีนใต้ โดยอาจต่อยอดไปสู่ระบบป้องกันขีปนาวุธในอนาคต

บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ เช่น Toshiba และ Mitsubishi Electric เริ่มเพิ่มการจ้างงานและขยายกำลังการผลิตเพื่อรองรับดีมานด์ โดยบางบริษัทตั้งเป้าเพิ่มรายได้ในธุรกิจกลาโหมถึง 50% ภายในปี 2574

นักการทูตยุโรประบุว่า การผ่อนคลายกฎของญี่ปุ่นจะช่วยให้ประเทศต่าง ๆ ลดการพึ่งพาอาวุธจากสหรัฐฯ ซึ่งกำลังเผชิญข้อจำกัดจากสงครามและความไม่แน่นอนของนโยบายภายใต้โดนัลด์ ทรัมป์

ก่อนหน้านี้ สหรัฐครองส่วนแบ่งตลาดอาวุธโลกอย่างท่วมท้น แต่ปัญหาความล่าช้า ต้นทุนสูง และข้อจำกัดด้านเทคโนโลยี ทำให้หลายประเทศเริ่มมองหาทางเลือกใหม่

หนึ่งในเป้าหมายหลักของการเปลี่ยนนโยบายครั้งนี้ คือ การสร้างห่วงโซ่อุปทานด้านกลาโหมในเอเชียที่ไม่ต้องพึ่งพาสหรัฐมากเกินไป โดยมีเกาหลีใต้เป็นตัวอย่างความสำเร็จที่สามารถก้าวขึ้นเป็นผู้ส่งออกอาวุธรายใหญ่ได้ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

แม้รัฐบาลผลักดันเต็มที่ แต่บางบริษัทญี่ปุ่นยังลังเล เนื่องจากกังวลว่าการขายอาวุธอาจกระทบภาพลักษณ์แบรนด์ โดยเฉพาะบริษัทที่มีธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภคควบคู่กัน

อ้างอิง : reuters.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์รอบโลก ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...