โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

วิกฤตตะวันออกกลางป่วนท่องเที่ยวไทย

ไทยโพสต์

อัพเดต 15 เม.ย. เวลา 21.05 น. • เผยแพร่ 15 เม.ย. เวลา 17.01 น.

ความขัดแย้งและการสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางนับเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกในวงกว้าง ไม่ว่าจะเป็นด้านพลังงาน การค้าระหว่างประเทศ หรือเสถียรภาพทางการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งภูมิภาคดังกล่าวเป็นแหล่งผลิตน้ำมันที่สำคัญของโลก เมื่อเกิดความไม่สงบจึงมักนำไปสู่ความผันผวนของราคาน้ำมันและต้นทุนการขนส่งที่สูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจต่างๆ รวมถึง อุตสาหกรรมการบินและการท่องเที่ยว ที่ต้องพึ่งพาการเดินทางระหว่างประเทศเป็นหลัก

สำหรับ ประเทศไทยซึ่งมีรายได้จากภาคการท่องเที่ยวเป็นหนึ่งในเสาหลักของเศรษฐกิจ ย่อมได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมจากสถานการณ์ดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นจำนวนนักท่องเที่ยวที่อาจลดลงจากความกังวลด้านความปลอดภัย ค่าใช้จ่ายในการเดินทางที่เพิ่มขึ้น หรือความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ซึ่งล้วนแต่มีผลกระทบต่อภาพรวมการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปี 2569 อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

โดย ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ได้ระบุว่า ตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ.ที่ผ่านมา การโจมตีทางอากาศที่รุนแรงในภูมิภาคตะวันออกกลางส่งผลให้หลายประเทศประกาศปิดน่านฟ้า และเที่ยวบินในเส้นทางตะวันออกกลางถูกยกเลิกทันที ด้วยพื้นที่ดังกล่าวเป็นศูนย์กลางการบินสำคัญของโลก มีสัดส่วนผู้โดยสารราว 10% ในปี 2568 และจากข้อมูลของสมาคมการขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (International Air Transport Association : IATA) จึงยิ่งส่งผลต่อการเดินทางระหว่างประเทศของคนทั่วโลก

แม้สถานการณ์จะเริ่มดีขึ้นจากที่สายการบินตะวันออกกลางเริ่มทยอยเปิดให้บริการในบางเส้นทาง รวมถึงไทย แต่วิกฤตดังกล่าวสร้างผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวไทยผ่าน 3 ช่องทางหลัก ได้แก่ 1.จำนวนเที่ยวบินที่เดินทางมาไทยมีโอกาสลดลงจากเที่ยวบินของหลายสายการบินที่ยังเปิดบริการในบางเส้นทาง และจากความเสี่ยงในการเข้าสู่ภาวะวิกฤตการขาดแคลนน้ำมันอากาศยานในหลายประเทศ 2.ต้นทุนการเดินทางที่ปรับสูงขึ้นตามราคาน้ำมันโลกที่เร่งตัว และ 3.ความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวทั่วโลกที่เปราะบางมากขึ้น ทั้งในด้านความปลอดภัยและภาวะเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มชะลอตัว

ทั้งนี้ SCB EIC ได้ประเมินว่า หากวิกฤตตะวันออกกลางที่คาดว่าจะยืดเยื้อไปอย่างน้อย 8 สัปดาห์ อาจกดดันให้นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาไทยชะลอตัวลงมาอยู่ที่ราว 33.2 ล้านคน จากประมาณการเดิมในเดือน ธ.ค.2568 ที่ 34.1 ล้านคน แม้ว่าจำนวนผู้โดยสารต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยโดยรวมจะทยอยฟื้นตัวดีขึ้น หลังผู้โดยสารต่างชาติทางอากาศหดตัวต่อเนื่องในช่วง 10 วันแรกของการเปิดฉากโจมตีทางอากาศ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากที่สายการบินตะวันออกกลางเริ่มเปิดให้บริการในบางเส้นทาง และหลายสายการบินเพิ่มเที่ยวบินตรงในเส้นทางยุโรป-เอเชีย

แต่นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยยังมีโอกาสชะลอตัวลงจาก 1.นักท่องเที่ยวตะวันออกกลางและอิสราเอลที่ลดลงจากจำนวนเที่ยวบินของสายการบินตะวันออกกลางที่เปิดให้บริการอย่างจำกัด โดยไทยยังพึ่งพานักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ไม่มากเพียงราว 2% ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด 2.นักท่องเที่ยวชาติอื่นเริ่มชะลอตัว โดยเฉพาะกลุ่มที่ใช้บริการสายการบินตะวันออกกลาง ซึ่งมีสัดส่วนราว 8% ของผู้เดินทางเข้าไทยทั้งหมด ส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวชาวยุโรป ที่บางส่วนหันไปใช้เส้นทางบินตรงหรือต่อเครื่องที่ฮับอื่นแทน ขณะเดียวกันกลุ่มนักท่องเที่ยวที่ยังกังวลต่อต้นทุนการเดินทางที่สูงขึ้น และประเด็นด้านความปลอดภัย ก็มีโอกาสปรับแผนยกเลิกการเดินทางท่องเที่ยวไป

ขณะเดียวกันยังต้องติดตามการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวมาเลเซียที่เดินทางเข้ามาไทยทางบก ซึ่งอาจได้รับผลกระทบเพิ่มจากความกังวลในวิกฤตการขาดแคลนน้ำมันในบางพื้นที่ของไทย แต่อย่างไรก็ดี ภาคการท่องเที่ยวไทยยังคงได้รับแรงหนุนจากนักท่องเที่ยวจีนที่ฟื้นตัวดีขึ้น และนักท่องเที่ยวอินเดียที่ยังเติบโตต่อเนื่อง อีกทั้งยังอาจได้รับอานิสงส์จากนักท่องเที่ยวในภูมิภาคตะวันออกกลางที่มีโอกาสมาไทยเพื่อหลีกหนีภัยสงครามและความไม่สงบในประเทศอีกด้วย

อย่างไรก็ดี ทั้งหมดเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สะท้อนว่า “ธุรกิจท่องเที่ยว” มีแนวโน้มที่จะเผชิญผลกระทบอย่างชัดเจนจากทั้งจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ชะลอตัวลง และต้นทุนการบริหารจัดการที่สูงขึ้น ซึ่งหากสถานการณ์ยืดเยื้อยาวนาน การออกมาตรการของภาครัฐอย่างทันท่วงทีจะมีส่วนช่วยบรรเทาผลกระทบแก่ภาคธุรกิจท่องเที่ยวได้.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...