OR ทริสฯ คงอันดับเครดิตองค์กรที่ AA+/Stable
#ทันหุ้น – ทริสเรทติ้งคงอันดับเครดิตองค์กรของ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR ที่ระดับ “AA+” ด้วยแนวโน้มอันดับเครดิต “Stable” หรือ “คงที่” โดยอันดับเครดิตเฉพาะองค์กร (Stand-alone Credit Profile — SACP) ของบริษัทยังคงอยู่ที่ระดับ “aa” เช่นเดิม ทั้งนี้ อันดับเครดิตของบริษัทได้รับการปรับเพิ่มขึ้น 1 ขั้นจากอันดับเครดิตเฉพาะองค์กรเนื่องจากทริสเรทติ้งมองว่าบริษัทเป็น “บริษัทย่อยที่มีความสำคัญในเชิงกลยุทธ์ระดับสูง” (Highly Strategic Subsidiary) ของ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (หรือ ปตท. อันดับเครดิต “AAA/Stable”
อันดับเครดิตเฉพาะองค์กรสะท้อนถึงสถานะผู้นำในตลาดธุรกิจน้ำมันปิโตรเลียมของบริษัท ความแข็งแกร่งของธุรกิจที่ไม่ใช่น้ำมัน และฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่งของบริษัท อย่างไรก็ตาม อันดับเครดิตเฉพาะองค์กรก็ถูกกดดันจากการเผชิญความผันผวนของราคาน้ำมัน การแข่งขันที่รุนแรง และความเสี่ยงจากการแทรกแซงของภาครัฐที่อาจส่งผลในทางลบต่ออุตสาหกรรมค้าปลีกน้ำมัน
ประเด็นสำคัญที่กำหนดอันดับเครดิต
เป็นผู้นำในตลาดปิโตรเลียมภายในประเทศ
บริษัทยังคงรักษาสถานะผู้นำในธุรกิจผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมของประเทศไทย โดยมีส่วนแบ่งตลาดประมาณ 40% ในปี 2568 ความเป็นผู้นำดังกล่าวได้รับการสนับสนุนหลักจากความแข็งแกร่งของแบรนด์ ปตท. ขนาดการดำเนินงานที่ใหญ่ และเครือข่ายการจัดจำหน่ายที่กว้างขวางผ่านสถานีบริการ ปตท. ภายในประเทศจำนวน 2,410 แห่ง ฐานการดำเนินงานดังกล่าวรองรับลูกค้ามากกว่า 3.9 ล้านรายต่อวัน ซึ่งถือเป็นฐานที่แข็งแกร่งสำหรับการสร้างกระแสเงินสด นอกจากนี้ ความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม ประกอบกับโครงสร้างธุรกิจที่มีความสมดุลระหว่างธุรกิจค้าปลีกและธุรกิจพาณิชย์ ยังช่วยให้บริษัทสามารถตอบสนองความต้องการที่หลากหลายจากหลายกลุ่มตลาดได้อีกด้วย
ผลประกอบการของบริษัทมาจาก 3 หน่วยธุรกิจหลัก ได้แก่ กลุ่มธุรกิจ Mobility (ธุรกิจน้ำมันในประเทศไทย) กลุ่มธุรกิจ Lifestyle (ธุรกิจที่ไม่ใช่น้ำมันในประเทศไทย) และกลุ่มธุรกิจ Global (ธุรกิจน้ำมันและไม่ใช่น้ำมันในต่างประเทศ) ในปี 2568 ผลการดำเนินงานปรับตัวดีขึ้นกว่าที่ทริสเรทติ้งคาดการณ์ไว้ สะท้อนถึงกำไรต่อลิตรที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มธุรกิจ Mobility และอัตรากำไรที่ดีขึ้นในกลุ่มธุรกิจ Lifestyle ภายหลังการยุติการดำเนินธุรกิจอาหารที่มีผลการดำเนินงานอ่อนแอ ดังนั้น EBITDA จึงฟื้นตัว และอัตรากำไรกลับมาอยู่ในระดับที่เป็นปกติมากขึ้น
ประโยชน์ที่แข็งแกร่งจากบูรณาการในธุรกิจ Lifestyle
สถานะด้านเครดิตของบริษัทได้รับการสนับสนุนจากธุรกิจ Lifestyle ที่มีความแข็งแกร่งและมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งช่วยเพิ่มความสามารถในการทำกำไรและมีส่วนช่วยลดความผันผวนของผลประกอบการในกลุ่มธุรกิจ Mobility ได้ โดยรูปแบบธุรกิจแบบบูรณาการของบริษัทนั้น ได้อาศัยสถานีบริการน้ำมันเป็นโครงสร้างหลักในการรองรับแบรนด์ผู้บริโภคที่แข็งแกร่ง เช่น Café Amazon และ 7‑Eleven ช่วยเพิ่มจำนวนลูกค้าและสร้างรายได้เสริมไปด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ ในช่วงห้าปีที่ผ่านมา Café Amazon แสดงให้เห็นถึงการเติบโตอย่างสม่ำเสมอจากการขยายสาขาเฉลี่ยประมาณ 270-280 แห่งต่อปี การขยายตัวดังกล่าวส่งผลให้ปริมาณแก้วที่จำหน่ายเติบโตเฉลี่ยสะสมประมาณ 9.4% ต่อปีในช่วงเวลาเดียวกัน ซึ่งสะท้อนถึงความแข็งแกร่งของแบรนด์และศักยภาพในการขยายธุรกิจ โดยบริษัทมีร้าน Café Amazon ในประเทศไทยจำนวนทั้งสิ้น 4,705 สาขา ณ ปี 2568
ทริสเรทติ้งคาดว่ากลุ่มธุรกิจ Lifestyle จะยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนการเติบโตที่สำคัญในระยะกลาง โดยได้รับแรงหนุนจากการขยายสาขา Café Amazon อย่างต่อเนื่อง ในระยะข้างหน้า ทริสเรทติ้งคาดว่ากลุ่มธุรกิจ Lifestyle จะสร้างกำไรในสัดส่วนเกือบ 40% ของ EBITDA รวม กลยุทธ์ของบริษัทยังคงมุ่งเน้นคัดเลือกการลงทุนในธุรกิจที่มีการเติบโต เพื่อกระจายแหล่งที่มาของรายได้และเพิ่มผลตอบแทนจากเครือข่ายสถานีบริการ ปตท. ที่ครอบคลุมของบริษัท ในขณะเดียวกัน บริษัทก็มีแผนที่จะลดการลงทุนในธุรกิจที่มีผลการดำเนินงานอ่อนแอ เพื่อช่วยเสริมสร้างวินัยด้านเงินทุนและเพิ่มความมั่นคงของผลกำไรในระยะยาว
ความเสี่ยงภายนอกในระยะใกล้จากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และการดำเนินนโยบายภาครัฐ
อัตรากำไรจากธุรกิจน้ำมันของบริษัทมีแนวโน้มผันผวนมากขึ้น จากความผันผวนอย่างรุนแรงของราคาน้ำมันอันเป็นผลมาจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มสูงขึ้นในตะวันออกกลาง ทั้งนี้ เนื่องจากบริษัทมีระดับสินค้าคงคลังที่สูงเพื่อสนับสนุนความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ การเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันอย่างรวดเร็วจึงมีแนวโน้มก่อให้เกิดผลกระทบจากการประเมินมูลค่าสินค้าคงคลังในระดับที่สูงกว่าคู่แข่ง
ทริสเรทติ้งมองว่าความเป็นไปได้ที่จะเกิดการติดขัดด้านอุปทานน้ำมันเป็นระยะเวลานานอาจสร้างแรงกดดันต่อการบริหารสินค้าคงคลังและจะทำให้ต้นทุนการจัดหาสูงขึ้น นอกจากนี้ นโยบายของภาครัฐในการบรรเทาราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศอาจกดดันต่อค่าการตลาดของผู้จำหน่ายน้ำมันได้ โดยนโยบายดังกล่าวดำเนินการผ่านกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งภายใต้กลไกดังกล่าวราคาขายปลีกอาจถูกกำหนดให้อยู่ต่ำกว่าราคาตลาด ดั้งนั้น หากมีดำเนินการนโยบายดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง แหล่งเงินทุนที่จำกัดของกองทุนอาจส่งผลให้การจ่ายเงินชดเชยแก่ผู้ค้าปลีกน้ำมันล่าช้า อย่างไรก็ตาม ทริสเรทติ้งมองว่าความเสี่ยงดังกล่าวได้รับการลดทอนบางส่วนจากการที่รัฐบาลตั้งใจจะให้การค้ำประกันต่อการจัดหาเงินกู้ของกองทุนดังกล่าว
EBITDA มีความมั่นคงจากการเติบโตของธุรกิจ Lifestyle
แม้จะเผชิญความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจน้ำมันในระดับสูง ทริสเรทติ้งคาดว่า EBITDA รายปีของบริษัทจะยังคงทรงตัวอยู่ในระดับประมาณ 2.10-2.25 หมื่นล้านบาทในช่วงปี 2569-2571 โดยมีสมมติฐานกรณีพื้นฐานว่าราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยจะอยู่ที่ 90 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรลในปี 2569 และปรับลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 65 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรลหลังจากนั้น ปริมาณการจำหน่ายน้ำมันในประเทศคาดว่าจะเติบโตในอัตราค่อนข้างจำกัดที่ประมาณ 0.7%-1.2% ต่อปีจากภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงเผชิญแรงกดดันและการแข่งขันที่ยังอยู่ในระดับสูง ในขณะที่การเติบโตอย่างต่อเนื่องของธุรกิจ Lifestyle คาดว่าจะช่วยชดเชยผลการดำเนินงานที่อ่อนแอลงของกลุ่มธุรกิจ Global ซึ่งเป็นผลมาจากความขัดแย้งระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา ความเสี่ยงด้านลบอาจเกิดขึ้นในกรณีที่ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ยืดเยื้อหรือรุนแรงมากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้อุปทานน้ำมันโลกสะดุด หรือทำให้ราคาน้ำมันทรงตัวอยู่ในระดับสูงเป็นระยะเวลานาน
ความแข็งแกร่งทางการเงินช่วยรองรับความเสี่ยงด้านลบ
ความแข็งแกร่งของสถานะทางการเงินของบริษัทยังคงเป็นปัจจัยที่สำคัญในการสนับสนุนความเข้มแข็งด้านเครดิต และช่วยให้บริษัทสามารถรับมือกับช่วงเวลาที่ราคาน้ำมันมีความผันผวนสูงได้ โดยความแข็งแกร่งดังกล่าวได้รับแรงหนุนจากระดับเงินสดสำรองที่อยู่ในระดับสูงและสัดส่วนภาระหนี้สินที่ต่ำมาก ซึ่งช่วยเสริมความยืดหยุ่นทางการเงินอย่างมีนัยสำคัญในการรองรับแผนการลงทุนและการเติบโตต่าง ๆ อีกทั้งยังช่วยลดผลกระทบจากแรงกดดันต่อค่าการตลาดและผลขาดทุนจากสินค้าคงคลังที่อาจจะเกิดขึ้นในช่วงที่สภาวะตลาดที่ไม่เอื้ออำนวย
ทริสเรทติ้งคาดว่าสัดส่วนภาระหนี้สินของบริษัทจะยังคงอยู่ในระดับต่ำในช่วงสามปีข้างหน้า โดยการลงทุนจะอยู่ที่ประมาณ 1.01-1.80 หมื่นล้านบาทต่อปีในช่วงปี 2569-2571 โดยจะใช้กระแสเงินสดจากการดำเนินงานเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งจะส่งผลให้อัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อ EBITDA จะยังคงอยู่ในระดับต่ำกว่า 0.5 เท่า
สภาพคล่องอยู่ในระดับสูง
แหล่งเงินทุนของบริษัทคาดว่าจะเพียงพอในการรองรับภาระการชำระหนี้และการลงทุนตามแผน ในช่วง 12 เดือนข้างหน้า แหล่งสภาพคล่องประกอบด้วย เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดจำนวน 4.01 หมื่นล้านบาท ณ ปี 2568 เงินทุนจากการดำเนินงานที่ประเมินไว้ประมาณ 1.8 หมื่นล้านบาท และวงเงินสินเชื่อที่ยังไม่ได้เบิกใช้ในระดับสูง แหล่งเงินทุนดังกล่าวเพียงพอสำหรับการรองรับหนี้ระยะสั้นที่ครบกำหนดชำระจำนวน 7.4 พันล้านบาท ค่าใช้จ่ายลงทุนและเงินลงทุนที่คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 1.79 หมื่นล้านบาท รวมถึงการจ่ายเงินปันผลราว 3.6 พันล้านบาท
โครงสร้างหนี้
ณ เดือนธันวาคม 2568 หนี้สินรวมของบริษัทซึ่งไม่รวมหนี้สินจากสัญญาเช่าอยู่ที่จำนวน 1.33 หมื่นล้านบาท โดยหนี้ที่มีลำดับในการได้รับชำระคืนก่อนอยู่ที่จำนวน 3.2 พันล้านบาทซึ่งประกอบไปด้วยหนี้ของบริษัทย่อย ซึ่งคิดเป็นอัตราส่วนหนี้ที่มีลำดับในการได้รับชำระคืนก่อนต่อหนี้สินรวมที่ 24.4%
เป็นบริษัทย่อยที่มีความสำคัญในเชิงกลยุทธ์ระดับสูงของ ปตท.
ทริสเรทติ้งยังคงการประเมินสถานะของบริษัทที่มีต่อกลุ่มว่าเป็น “บริษัทย่อยที่มีความสำคัญในเชิงกลยุทธ์ระดับสูง” ของ ปตท. เมื่อพิจารณาจากบูรณาการในการดำเนินงานที่ใกล้ชิด ตลอดจนการมีกลยุทธ์ที่สอดคล้องกับของกลุ่ม และการมีสถานะด้านชื่อเสียงร่วมกัน
บริษัททำหน้าที่เป็นแกนนำหลัก (Flagship) ในธุรกิจน้ำมันและค้าปลีกของกลุ่ม ปตท. และมีบทบาทสำคัญในการกระจายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมทั้งในตลาดค้าปลีกและตลาดพาณิชย์ การดำเนินงานของบริษัทมีการบูรณาการอย่างสมบูรณ์ภายในห่วงโซ่คุณค่าของกลุ่ม ปตท. เนื่องจากประมาณ 70%-80% ของผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมของบริษัทจัดหาภายใต้สัญญาระยะยาวกับบริษัทย่อยหลักที่ดำเนินธุรกิจโรงกลั่นของกลุ่ม ปตท. นอกจากนี้ บริษัทและ ปตท. ยังใช้แบรนด์ ปตท. ร่วมกัน ส่งผลให้เกิดความเชื่อมโยงด้านชื่อเสียงในระดับสูง
ทิศทางเชิงกลยุทธ์และนโยบายทางการเงินของบริษัทยังมีความสอดคล้องอย่างใกล้ชิดกับวัตถุประสงค์เชิงกลยุทธ์ของกลุ่ม ปตท. รวมถึงบทบาทของกลุ่มในการสนับสนุนความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ จากความเชื่อมโยงที่แข็งแกร่งดังกล่าว ทริสเรทติ้งเชื่อว่า ปตท. มีระดับความมุ่งมั่นสูงในการให้การสนับสนุนเป็นพิเศษแก่บริษัทในกรณีที่บริษัทเผชิญกับความกดดันทางการเงินหรือการดำเนินงาน
สมมติฐานกรณีพื้นฐาน
สมมติฐานหลักที่ทริสเรทติ้งใช้ประกอบการคาดการณ์กรณีพื้นฐานสำหรับผลการดำเนินงานของบริษัทในช่วงระหว่างปี 2569-2571 มีดังต่อไปนี้
- ราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยจะอยู่ที่ 90 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรลในปี 2569 และปรับลดลงเหลือ 65 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรลในปี 2570-2571
- ยอดขายน้ำมันภายในประเทศจะเติบโตเล็กน้อยประมาณ 0.7%-1.2% ต่อปี
- กำไรขั้นต้นจากการจำหน่ายน้ำมันภายในประเทศโดยรวมจะอยู่ที่ 0.9-0.93 บาทต่อลิตร
- ค่าใช้จ่ายลงทุนและเงินลงทุนมีจำนวนรวมทั้งสิ้น 3.9 หมื่นล้านบาท
- อัตราการจ่ายเงินปันผลจะอยู่ที่ระดับ 55% ของผลกำไรสุทธิ
แนวโน้มอันดับเครดิต
แนวโน้มอันดับเครดิต “Stable” หรือ “คงที่” สะท้อนมุมมองของทริสเรทติ้งว่า บริษัทจะยังคงรักษาความเป็นผู้นำในตลาดปิโตรเลียมภายในประเทศไว้ได้ โดยคาดว่าความสามารถในการทำกำไรและกระแสเงินสดจะอยู่ในระดับสอดคล้องกับประมาณการพื้นฐานของ
ทริสเรทติ้ง ขณะที่ฐานะทางการเงินของบริษัทคาดว่าจะยังคงแข็งแกร่ง แม้ว่าจะมีการลงทุนอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ บริษัทจะยังคงสถานะการเป็นบริษัทย่อยที่มีความสำคัญในเชิงกลยุทธ์ระดับสูงภายในกลุ่ม ปตท. ต่อไป
ปัจจัยที่อาจทำให้อันดับเครดิตเปลี่ยนแปลง
ทริสเรทติ้งอาจพิจารณาปรับเพิ่มอันดับเครดิตเฉพาะองค์กรหากบริษัทเพิ่มระดับความสามารถในการทำกำไรและเพิ่มความยืดหยุ่นในการรับมือกับความผันผวนของอุปสงค์และราคาน้ำมันได้อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งกรณีดังกล่าวอาจเกิดจากรายได้และกำไรที่เพิ่มขึ้นจากธุรกิจ Lifestyle และการลงทุนใหม่ ๆ ในทางกลับกัน ทริสเรทติ้งอาจลดอันดับเครดิตเฉพาะองค์กรลง หากผลการดำเนินงานของบริษัทต่ำกว่าที่
ทริสเรทติ้งคาดการณ์ไว้เป็นอย่างมาก หรือบริษัทมีการซื้อกิจการในเชิงรุกมากขึ้นจนทำให้สถานะทางการเงินของบริษัทอ่อนแอลงอย่างมาก
ทั้งนี้ ตาม “เกณฑ์การจัดอันดับเครดิตกลุ่มธุรกิจ” ของทริสเรทติ้งนั้น การลดลงของสถานะเครดิตของ ปตท. หรือการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญของความเชื่อมโยงระหว่างบริษัทและ ปตท. ก็อาจส่งผลกระทบต่ออันดับเครดิตของบริษัทได้ด้วยเช่นกัน
ข้อมูลงบการเงินและอัตราส่วนทางการเงินที่สำคัญ*
หน่วย: ล้านบาท
————————— ณ วันที่ 31 ธันวาคม ————————– 2568 2567 2566 2565 2564 รายได้จากการดำเนินงานรวม 660,185 725,854 772,084 793,199 514,998 กำไรก่อนดอกเบี้ยจ่ายและภาษี 14,799 10,783 14,964 14,206 15,468 กำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย 22,807 18,347 22,170 20,652 21,696 เงินทุนจากการดำเนินงาน 20,293 15,772 15,866 19,168 17,661 ดอกเบี้ยจ่ายที่ปรับปรุงแล้ว 1,017 1,333 1,430 1,195 1,279 เงินลงทุน 5,627 7,392 9,143 6,485 5,667 สินทรัพย์รวม 197,931 207,492 220,236 225,504 207,659 หนี้สินทางการเงินที่ปรับปรุงแล้ว 0 0 0 6,539 0 ส่วนของผู้ถือหุ้นที่ปรับปรุงแล้ว 113,821 108,961 109,508 103,761 99,872 อัตราส่วนทางการเงินที่ปรับปรุงแล้ว อัตรากำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (%) 3.5 2.5 2.9 2.6 4.2 อัตราส่วนผลตอบแทนต่อเงินทุนถาวร (%) 10.5 7.5 10.1 9.6 12.5 อัตราส่วนกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายต่อดอกเบี้ยจ่าย (เท่า) 22.4 13.8 15.5 17.3 17.0 อัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย (เท่า) 0.0 0.0 0.0 0.3 0.0 อัตราส่วนเงินทุนจากการดำเนินงานต่อหนี้สินทางการเงิน (%) n.m. n.m. n.m. 293.1 n.m. อัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อเงินทุน (%) 0.0 0.0 0.0 5.9 0.0
n.m. = Not meaningful (ไม่มีสาระสำคัญ)
* งบการเงินรวม
เกณฑ์การจัดอันดับเครดิตที่เกี่ยวข้อง
– เกณฑ์การจัดอันดับเครดิตธุรกิจทั่วไป, 29 ธันวาคม 2568
– อัตราส่วนทางการเงินที่สำคัญและการปรับปรุงตัวเลขทางการเงินสำหรับธุรกิจทั่วไป, 7 พฤศจิกายน 2568
– เกณฑ์การจัดอันดับเครดิตกลุ่มธุรกิจ, 25 สิงหาคม 2568
บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (OR)
อันดับเครดิตองค์กร: AA+ แนวโน้มอันดับเครดิต: Stable
อันดับเครดิตในอดีต
วันที่ทบทวนล่าสุด: 28 มีนาคม 2568
วันที่ อันดับเครดิต แนวโน้มอันดับเครดิต / เครดิตพินิจ 14 ก.พ. 66 AA+ Stable