โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สวนสาธารณะกับสังคมสูงวัย: แนวทางการออกแบบพื้นที่เมืองเพื่อผู้สูงอายุในกรุงเทพมหานคร

TERRABKK

เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • TERRABKK
สวนสาธารณะกับสังคมสูงวัย: แนวทางการออกแบบพื้นที่เมืองเพื่อผู้สูงอายุในกรุงเทพมหานคร

ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคของ “สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ (Complete Aged Society)” ซึ่งมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่าร้อยละ 20 ของประชากรทั้งหมด ข้อมูลจากกรมกิจการผู้สูงอายุ ณ เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 ระบุว่า ประเทศไทยมีสัดส่วนผู้สูงอายุอยู่ที่ร้อยละ 21.99 และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างประชากรอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อพิจารณารายจังหวัด ลำปาง แพร่ และลำพูน เป็นพื้นที่ที่มีสัดส่วนผู้อายุมากที่สุดในประเทศคือ ร้อยละ 28.01, 27.46 และ 27.37ตามลำดับ ขณะที่กรุงเทพมหานครมีสัดส่วนผู้สูงอายุอยู่ที่ร้อยละ 24.43 และจากแนวโน้มดังกล่าว มีการคาดการณ์ว่า ภายในปี พ.ศ. 2473 ประเทศไทยจะก้าวเข้าสู่ “สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super Aged Society)” ที่มีประชากรผู้สูงอายุมากกว่าร้อยละ 28 ของทั้งประเทศ

การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรนี้ส่งผลกระทบทั้งมิติทางเศรษฐกิจ สังคม และการวางผังเมือง โดยเฉพาะภาระของวัยแรงงานที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจกระทบความสัมพันธ์ในครอบครัว และทำให้ผู้สูงอายุบางส่วนเผชิญภาวะขาดการดูแลหรือความอบอุ่นทางใจ นอกจากนี้ ผู้สูงอายุยังอาจเผชิญความรู้สึกโดดเดี่ยว ไร้คุณค่า หรือเป็นภาระ นำไปสู่ความเสี่ยงด้านสุขภาพจิต เช่น ภาวะซึมเศร้า รวมถึงปัญหาสุขภาพอื่นๆ โดยเฉพาะในกรณีที่ขาดความมั่นคงทางการเงิน ซึ่งจะยิ่งเพิ่มความเปราะบาง และส่งผลให้ความต้องการด้านบริการสุขภาพและสวัสดิการเพิ่มสูงขึ้น อันนำไปสู่ภาระงบประมาณของภาครัฐในระยะยาว

ภายใต้บริบทดังกล่าว “สวนสาธารณะ”นับเป็นองค์ประกอบสำคัญของเมืองที่มีบทบาทโดยตรงต่อการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ ทั้งในด้านการส่งเสริมสุขภาพกาย การผ่อนคลายทางจิตใจ และการสร้างปฏิสัมพันธ์ทางสังคม การศึกษาพฤติกรรมการใช้สวนสาธารณะของผู้สูงอายุ โดยเฉพาะในพื้นที่เมืองใหญ่อย่างกรุงเทพมหานคร จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างองค์ความรู้เชิงประจักษ์ เพื่อสนับสนุนการออกแบบและพัฒนาเมืองที่เป็นมิตรต่อคนทุกช่วงวัย (Age-friendly City) อย่างยั่งยืน

อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันกรุงเทพมหานครมีสวนสาธารณะประมาณ 40 แห่ง รวมพื้นที่ 5,755,520 ตารางเมตร รองรับประชากรทั้งจังหวัด 5,422,567 คน คิดเป็นสัดส่วนพื้นที่สวนสาธารณะเพียง 1.06 ตารางเมตรต่อคน ซึ่งต่ำกว่ามาตรฐานขั้นต่ำที่องค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนดไว้ที่ 9 ตารางเมตรต่อคนอย่างชัดเจน สะท้อนถึงความไม่เพียงพอของพื้นที่สวนสาธารณะต่อความต้องการของประชาชน โดยเฉพาะผู้สูงอายุ แม้ว่างานวิจัยจำนวนมากจะชี้ให้เห็นว่าสวนสาธารณะที่เหมาะสมสามารถส่งเสริมสุขภาวะทั้งทางกายและจิตใจของผู้สูงอายุได้อย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในด้านการกระตุ้นกิจกรรมการกาย ลดพฤติกรรมเนือยนิ่ง เสริมสร้างสุขภาพจิต และส่งเสริมปฏิสัมพันธ์ทางสังคม แต่ในทางปฏิบัติ ผู้สูงอายุในกรุงเทพมหานครยังคงเป็นกลุ่มที่ใช้สวนสาธารณะในสัดส่วนที่ค่อนข้างน้อย

จากการศึกษาวิจัยข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับคุณลักษณะของสวนสาธารณะส่งเสริมให้ผู้สูงอายุใช้งานมากขึ้น เพื่อเป็นแนวทางสำหรับผู้กำหนดนโยบาย ผู้ออกแบบ และผู้พัฒนาพื้นที่สวนสาธารณะในการยกระดับสวนสาธารณะในกรุงเทพมหานครให้ตอบสนองต่อความต้องการของผู้สูงอายุได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมุ่งวิเคราะห์ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับการใช้งานสวนสาธารณะ 7 ด้าน ได้แก่ การเข้าถึง ความหลากหลายของกิจกรรม การจัดพื้นที่นั่งพัก อุณหภูมิและสภาพอากาศ สุนทรียภาพ ความปลอดภัย และปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ผ่านการสัมภาษณ์ผู้สูงอายุจำนวน 299 คน ผลการศึกษาพบว่าผู้สูงอายุส่วนใหญ่ (ร้อยละ 66) เลือกใช้สวนสาธารณะมากกว่าพื้นที่กึ่งสาธารณะ เช่น พื้นที่บริเวณโดยรอบศูนย์การค้าหรืออาคารแบบผสมผสาน โดยส่วนใหญ่เป็นเพศชาย ใช้เวลาเฉลี่ยต่อครั้งน้อยกว่า 1 ชั่วโมง นิยมเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัว และมักมาเพียงลำพังเพื่อออกกำลังกายและทำกิจกรรมต่างๆ ภายในสวนสาธารณะ

เมื่อพิจารณาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการใช้สวนสาธารณะของผู้สูงอายุ พบว่า การเข้าถึงเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญสูงสุด โดยผู้สูงอายุจำนวนมากสะท้อนการเดินเท้าหรือการใช้ระบบขนส่งสาธารณะเพื่อเข้าถึงสวนสาธารณะยังขาดความสะดวกและความปลอดภัย ส่งผลให้ต้องพึ่งพารถยนต์ส่วนตัวเป็นหลัก ปัญหาด้านโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ทางเท้าที่ไม่ต่อเนื่อง จุดข้ามถนนที่ไม่ปลอดภัย และการขาดระบบนำทางที่ชัดเจน ล้วนเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเข้าถึงพื้นที่สาธารณะของผู้สูงวัย

นอกจากนี้ ปัจจัยด้านความหลากหลายของกิจกรรม การจัดที่นั่ง สุนทรียภาพ ความปลอดภัย และโอกาสในการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ล้วนมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจใช้สวนสาธารณะอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะสวนที่มีบรรยากาศสงบ ร่มรื่น มีที่นั่งเพียงพอ และมีระบบรักษาความปลอดภัยที่มีประสิทธิภาพ เช่น กล้องวงจรปิดและเจ้าหน้าที่ดูแลอย่างทั่วถึง ซึ่งช่วยให้ผู้สูงอายุใช้เวลาในสวนสาธารณะได้นานขึ้น (มากกว่า 1 ชั่วโมง) และมีแนวโน้มกลับมาใช้บริการซ้ำ ในทางตรงกันข้าม สวนสาธารณะที่เน้นองค์ประกอบเชิงพาณิชย์ เช่น การมีร้านอาหารหรือร้านเครื่องดื่มจำนวนมาก กลับไม่ใช่เป็นปัจจัยดึงดูดสำหรับผู้สูงอายุ สะท้อนให้เห็นว่าการออกแบบพื้นที่สาธารณะควรมุ่งเน้นการตอบสนองความต้องการพื้นฐานด้านการออกกำลังกาย การพักผ่อน ความปลอดภัย และการสร้างปฏิสัมพันธ์ทางสังคม มากกว่าการพัฒนาในเชิงพาณิชย์เป็นสำคัญ

จากผลการศึกษา สามารถเสนอแนะแนวทางสำหรับนักผังเมืองและผู้ออกแบบและพัฒนาสวนสาธารณะให้เหมาะสมกับผู้สูงอายุในกรุงเทพมหานครและจังหวัดอื่นๆ ได้ดังนี้

ประการแรก ควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาการเข้าถึงสวนสาธารณะให้สะดวกและปลอดภัยในทุกมิติ ทั้งการเดินเท้า การใช้จักรยาน และระบบขนส่งสาธารณะ ควบคู่กับการจัดให้มีพื้นที่จอดรถอย่างเพียงพอสำหรับผู้สูงอายุที่ยังจำเป็นต้องใช้รถยนต์ส่วนตัว รวมถึงการปรับปรุงเส้นทางเข้าสู่สวนสาธารณะให้ใช้งานง่ายและปลอดภัย ผ่านการออกแบบระบบนำทาง (wayfinding) ที่มีประสิทธิภาพ เช่น ป้ายบอกทาง ป้ายระยะทาง และจุดสังเกตุต่างๆ เพื่อเสริมความมั่นใจในการเข้าถึงพื้นที่และการใช้งาน

ประการที่สอง การออกแบบสวนสาธารณะควรมุ่งเน้นการสร้างบรรยากาศที่สงบ ร่มรื่น และผ่อนคลาย เพื่อเป็นพื้นที่พักผ่อนและฟื้นฟูสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุ โดยสามารถดำเนินการผ่านการเพิ่มพื้นที่สีเขียว การจัดโซนเงียบ และการจัดเตรียมสิ่งอำนวยความสะดวกที่เหมาะสมและสะดวกสบาย

ประการที่สาม การพัฒนาสวนสาธารณะโดยมุ่งเน้นการดึงดูดนักท่องเที่ยวหรือการถ่ายภาพเพียงอย่างเดียว อาจไม่ใช่ปัจจัยที่ส่งเสริมการใช้งานของผู้สูงอายุอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น ควรให้ความสำคัญกับการส่งเสริมกิจกรรมทางกาย กิจกรรมทางสังคม และกิจกรรมเชิงสันทนาการที่เหมาะสม เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกิดการใช้งานต่อเนื่อง

สุดท้าย การออกแบบพื้นที่เปิดโล่งที่มีความกว้างขวาง สะดวกสบาย และมีคุณภาพ เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยดึงดูดผู้สูงอายุ เนื่องจากเอื้อต่อการสร้างปฏิสัมพันธ์ทางสังคมอย่างมีความหมาย ควบคู่กับการจัดกิจกรรมที่หลากหลายและสอดคล้องกับความต้องการของผู้สูงอายุ จะช่วยเพิ่มความน่าสนใจของสวนสาธารณะ และส่งเสริมการใช้งานในระยะยาว

ผลจากการศึกษานี้ยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการออกแบบและพัฒนาพื้นที่กึ่งสาธารณะในโครงการอสังหาริมทรัพย์ประเภทต่างๆ ได้ โดยเฉพาะโครงการที่รองรับการใช้งานของผู้สูงอายุ ทั้งในภาคที่อยู่อาศัยและเชิงพาณิชย์ ซึ่งมีแนวโน้มให้ความสำคัญกับการจัดสรรพื้นที่ส่วนกลางกันเพิ่มมากขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทของสังคมผู้สูงอายุในอนาคต และตอบสนองต่อความต้องการด้านการใช้ชีวิต สุขภาวะ และการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมได้อย่างเหมาะสมยิ่งขึ้น

บทความวิจัย

Pongprasert, P. (2025). Creating Inclusive Public Parks: Identifying Park Features That Encourage Elderly Visitation in Bangkok, Thailand. Journal of Environmental & Earth Sciences, 7(6), 138–147. https://doi.org/10.30564/jees.v7i6.8283

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...