โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

จากฮอร์มุซถึงปั้มน้ำมัน รอยร้าวพลังงานโลก กระทบกระเป๋าคนไทย

สยามรัฐ

อัพเดต 18 มี.ค. เวลา 07.15 น. • เผยแพร่ 18 มี.ค. เวลา 07.01 น.

วิกฤตพลังงานโลกที่กำลังสั่นคลอนเศรษฐกิจไทยขณะนี้ มีจุดเริ่มต้นสำคัญจากความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยเฉพาะสถานการณ์บริเวณช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันที่สำคัญที่สุดของโลก มีน้ำมันดิบไหลผ่านถึงวันละประมาณ 20 ล้านบาร์เรล หรือคิดเป็นร้อยละ 20 ของปริมาณการใช้ทั่วโลก

แม้อิหร่านจะระบุว่าไม่ได้ปิดช่องแคบโดยสมบูรณ์และยังอนุญาตให้เรือจากบางประเทศ เช่น จีนและอินเดีย ผ่านได้ แต่ความก้าวร้าวของสหรัฐฯ ทำให้การเดินเรือไม่ปลอดภัย ส่งผลให้น้ำมันกว่า 10 ล้านบาร์เรลต่อวันหายไปจากระบบ

อีกด้านหนึ่ง ยังมีเส้นทางเลี่ยงผ่านท่อส่งน้ำมันดิบของซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) แต่โครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้กลับตกเป็นเป้าหมายการโจมตี โดยเฉพาะท่าเรือฟูไจราห์ใน UAE ที่ถูกโจมตีอย่างหนักเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประเทศไทยอย่างรุนแรงเนื่องจากไทยมีการนำเข้าปิโตรเลียมจาก UAE สูงถึงร้อยละ 42

ผลกระทบดังกล่าวลุกลามสู่ปัญหาภายในประเทศอย่างรวดเร็ว โดยในช่วงต้นเดือนมีนาคม 2569 เกิดภาวะตื่นตระหนกทำให้ยอดการใช้น้ำมันพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด ข้อมูลจากสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ณ วันที่ 17 มีนาคม 2569 ระบุว่ายอดใช้เบนซินพุ่งจาก 28.97 ล้านลิตรในวันที่ 1 มีนาคม เป็น 50.77 ล้านลิตรในวันต่อมา ขณะที่ดีเซลพุ่งจาก 61 ล้านลิตรไปแตะระดับสูงสุดที่ 118 ล้านลิตรในวันที่ 4 มีนาคม

ความต้องการที่ล้นเกินส่งผลให้เกิดปัญหาน้ำมันหมดคลังในสถานีบริการ จากการสำรวจ 1,502 แห่ง พบว่าร้อยละ 10.1 ต้องปิดให้บริการ และร้อยละ 69.2 มีน้ำมันบางชนิดหมด สาเหตุสำคัญส่วนหนึ่งมาจากความผิดปกติในการส่งน้ำมันให้กลุ่ม “จ๊อบเบอร์” หรือผู้ค้าคนกลาง ทำให้ภาคอุตสาหกรรมต้องหันมาแย่งเติมน้ำมันที่สถานีบริการทั่วไปแทน

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยืนยันว่าประเทศไทยยังมีน้ำมันสำรองเพียงพอสำหรับการใช้งานไม่น้อยกว่า 101 วัน โดยแบ่งเป็นน้ำมันในประเทศ 42 วัน และอยู่ระหว่างการขนส่งอีก 59 วัน

ในมิติเศรษฐกิจและข้อสังเกตด้านโครงสร้างราคา มีการตั้งประเด็นวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักเกี่ยวกับความไม่โปร่งใสของ “ค่าการกลั่น” ที่ปรับตัวสูงขึ้นจากประมาณ 2 บาทต่อลิตร เป็น 6 บาทต่อลิตร หรือเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่า ทั้งที่โรงกลั่นในไทยไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากสงครามและไทยสามารถกลั่นน้ำมันสำเร็จรูปได้เองร้อยละ 100

นอกจากนี้ยังพบความผิดปกติที่ราคาน้ำมันในสิงคโปร์ปรับเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 4 แต่ราคาในไทยกลับพุ่งสูงเกือบร้อยละ 30 สะท้อนถึงปัญหาการอ้างอิงราคาที่ไม่ได้สะท้อนต้นทุนจริง

ปัจจุบันกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมียอดติดลบไปแล้ว 16,500 ล้านบาท ส่งผลให้กระทรวงพลังงานจำเป็นต้องปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซลครั้งละ 50 สตางค์ต่อลิตร โดยตั้งเพดานไว้ไม่เกิน 33 บาทต่อลิตร เริ่มตั้งแต่วันที่ 18 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป ขณะที่ภาคขนส่งได้ออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องให้รัฐบาลตรึงราคาดีเซลและยกเว้นภาษีสรรพสามิตน้ำมันเพื่อลดภาระต้นทุน

สำหรับแนวโน้มในอนาคต สศช. ประเมินว่าหากสงครามยืดเยื้อถึง 3 เดือน ราคาน้ำมันดิบอาจพุ่งไปที่ 95-105 เหรียญต่อบาร์เรล และดันเงินเฟ้อไทยไปที่ร้อยละ 1.9 ทางออกและแนวทางแก้ไขในระยะสั้น รัฐบาลได้เร่งเจรจาเพิ่มปริมาณการจัดหา LNG จากสหรัฐฯ จากปีละ 1 ล้านตัน เป็น 1.3 ล้านตัน และร่นระยะเวลาส่งมอบให้เร็วขึ้น

รวมถึงการเจรจาซื้อน้ำมันดิบจากรัสเซียเพื่อเสริมความมั่นคง พร้อมทั้งส่งเสริมการใช้น้ำมันทางเลือก เช่น E20 โดยปรับส่วนต่างราคาให้ถูกกว่าแก๊สโซฮอล์ 5 บาทต่อลิตร และเตรียมนำดีเซล B10 และ B20 มาใช้ในราคาที่ต่ำกว่าปกติ 4-5 บาทต่อลิตรเพื่อช่วยภาคอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม

ขณะเดียวกันได้ประกาศมาตรการ “ประหยัดพลังงาน พลัส ยกกำลัง 2” ขอความร่วมมือทุกภาคส่วนลดการใช้พลังงานร้อยละ 10 ปรับอุณหภูมิแอร์ 26-27 องศา และสนับสนุนการทำงานจากที่บ้าน (WFH) เพื่อลดการนำเข้าพลังงาน

ในมิติการปฏิรูปโครงสร้างระยะยาว มีข้อเสนอให้รัฐบาลพิจารณาใช้กฎหมายพิเศษ เช่น พ.ร.ก.แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 เพื่อควบคุมราคาและตรวจสอบต้นทุนที่แท้จริงแทนการใช้เงินกองทุนน้ำมันอุดหนุนกำไรโรงกลั่น

รวมถึงการจัดเก็บภาษีลาภลอย (Windfall Profit Tax) จากกำไรส่วนเกินของโรงกลั่นเพื่อนำมาช่วยเหลือประชาชน การพัฒนาโรงกลั่นฝางให้เป็นแหล่งน้ำมันสำรองของรัฐ ตลอดจนการเปลี่ยนฐานอ้างอิงราคาจากสิงคโปร์เป็นวิธี “Cost Plus” หรือต้นทุนจริงบวกกำไรที่เหมาะสม

รวมถึงเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด เช่น การติดตั้งโซลาร์เซลล์ที่ปัจจุบันมีต้นทุนลดต่ำลง และเทคโนโลยีไพโรไลซิสผลิตน้ำมันจากขยะพลาสติกในระดับชุมชน เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานอย่างยั่งยืนและลดความเหลื่อมล้ำในอนาคต

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...