โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

'นายกฯ หนู' กลางดงทหาร ควบ มท. คุมเบ็ดเสร็จ กห. ผุด ประเพณีทานข้าว ผบ.เหล่าทัพ กระชับอำนาจ 'บิ๊กดุลย์' ตัวจริง กห.? กลางดง ตท.26

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว

รายงานพิเศษ

‘นายกฯ หนู’ กลางดงทหาร

ควบ มท. คุมเบ็ดเสร็จ กห.

ผุด ประเพณีทานข้าว ผบ.เหล่าทัพ

กระชับอำนาจ ‘บิ๊กดุลย์’ ตัวจริง กห.? กลางดง ตท.26

ยังคงเป็นที่จับตามองถึงบทบาทการเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (รมว.กลาโหม) ครั้งแรกของบิ๊กดุลย์ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ อดีตแม่ทัพภาค 2 ท่ามกลางปัญหาความมั่นคงและชายแดนรอบบ้าน ที่ท้าทายความสามารถและประสบการณ์อย่างยิ่ง

ทั้งยังอยู่ในบริบทของการถูกมองว่าเป็นตัวแทนของฝ่ายพรรคการเมือง ในการมาคุมกองทัพ หาใช่ตัวแทนของขั้วอนุรักษนิยมเช่นในอดีตที่เคยเป็นมาไม่ เนื่องจากปัจจัยสำคัญที่ทำให้ พล.ท.อดุลย์ได้นั่งเก้าอี้ รมว.กลาโหม เป็นเพราะความใกล้ชิดกับฝ่ายการเมืองระดับท็อปของพรรคภูมิใจไทย

ทั้งนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ในฐานะที่เป็นเพื่อนร่วมรุ่นหลักสูตรวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่น 61 ด้วยกัน

แม้ตอนเรียนจะไม่สนิทสนมกันมากนักก็ตาม

พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ กับ ทีม เพื่อน ตท.26

แต่ความสัมพันธ์ที่เป็นปัจจัยหลักคือความใกล้ชิดสนิทสนมกับนายเนวิน ชิดชอบ ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็น “ครูใหญ่” ของพรรคภูมิใจไทย ที่นายอนุทินให้ความเคารพและยำเกรง

ด้วยเพราะ พล.ท.อดุลย์รับราชการในกองทัพภาค 2 และเติบโตจากอีสานใต้ มาตลอดเกือบ 40 ปีของการรับราชการทหาร และส่วนใหญ่ก็รับราชการในพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ กรมทหารราบที่ 23 นานที่สุด ประกอบกับเป็นนักฟุตบอล จึงทำให้คบหาถูกคอกับนายเนวินมายาวนาน จนเป็นเสมือนสมาชิกในครอบครัวในบ้านชิดชอบ จนกล่าวได้ว่า พล.ท.อดุลย์ คืออดีตบิ๊กทหารตัวจริงในสายบุรีรัมย์

โดยมีปัจจัยเสริมคือ การที่เป็นเพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหาร (ตท.) 26 กับผู้นำกองทัพ โดยเฉพาะรุ่นเดียวกับบิ๊กปู พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผบ.ทบ. และบิ๊กคิม พล.อ.อ.เสกสรร คันธา ผบ.ทอ. รวมทั้งระดับคีย์แมนในกองทัพบก และเหล่าทัพอีกหลายคนที่จ่อขึ้นมาคุมตำแหน่งสำคัญ จึงทำให้การประสานทำงานร่วมกับผู้นำกองทัพไม่มีปัญหา

อีกทั้งการเคยเป็นอดีตแม่ทัพภาค 2 ก็ทำให้เป็นข้อได้เปรียบแคนดิเดตคนอื่นๆ ในยามที่สถานการณ์ชายแดนไทยและกัมพูชายังคงไม่มีความแน่นอนและมีโอกาสที่จะสู้รบกันอีกในอนาคต

จนทำให้โปรไฟล์ที่เป็นแค่อดีตแม่ทัพภาค 2 และมียศพลโทเท่านั้น จึงไม่ใช่ข้อจำกัดของการทะยานจาก รมช.กลาโหม ขึ้นเป็น รมว.กลาโหมเลย

บางกระแสข่าวระบุด้วยซ้ำว่า ครูใหญ่ได้เล็งให้ พล.ท.อดุลย์นั่งแท่นว่าการกระทรวงปืนใหญ่ ตั้งแต่ที่ผลักดันให้มาเป็น รมช.กลาโหม ในรัฐบาล “อนุทิน 1” ไว้แล้ว โดยให้มาอุ่นเครื่องการทำงานในระยะสั้น เพื่อเตรียมพร้อมไว้ก่อน

พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ กับ ทีม เพื่อน ตท.26

จึงไม่แปลกที่เมื่อพรรคภูมิใจไทยชนะการเลือกตั้งแบบขาดลอย จึงไม่มีรายงานข่าวว่า นายอนุทินได้ไปทาบทามบิ๊กทหารคนใดให้มาเป็น รมว.กลาโหม จนทำให้เข้าใจกันว่าเพราะนายอนุทินจะควบเก้าอี้ รมว.กลาโหมเสียเอง

แต่เป็นเพราะนายอนุทินได้รับสัญญาณมาแล้วว่า รมว.กลาโหมตัวจริงมีหนึ่งเดียว คือ พล.ท.อดุลย์ จึงทำให้ในห้วงจัดตั้งรัฐบาลนายอนุทินจึงไม่ได้ตกปากรับคำกับใคร แม้จะมีอดีตบิ๊กทหารที่สนิทสนมมายาวนาน หลายคนมีความเหมาะสม และรวมถึงการผู้ใหญ่ที่นายอนุทินเคารพนับถือ เสนอชื่ออดีตบิ๊กทหารมาหลายคนให้พิจารณา แต่ในที่สุดนายอนุทินก็ไม่ได้ตอบรับใครเลย

ด้วยเพราะ พล.ท.อดุลย์ คือคำตอบเดียวและคำตอบสุดท้ายมาตั้งแต่ต้น ในฐานะทหารเก่าสายตรงบุรีรัมย์

ด้วยเหตุผลนี้จึงทำให้คาดการณ์ได้ว่า พล.ท.อดุลย์ จะนั่งเก้าอี้ “สนามไชย 1” เจ้ากระทรวงปืนใหญ่นี้ ไปยาวตราบชั่วอายุรัฐบาลอนุทิน 2 โดยไม่มีการถูกปรับออก ในการปรับคณะรัฐมนตรี

พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ

แม้จะเคยมีกระแสข่าวออกมาจากกองทัพ สนับสนุนให้บิ๊กอ๊อบ พล.อ.ทรงวิทย์ หนุนภักดี อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นแคนดิเดตที่เหมาะสมที่สุดคนหนึ่งในทุกด้าน

และเสนอให้นายอนุทินพิจารณา หากมีการปรับคณะรัฐมนตรีในตำแหน่ง รมว.กลาโหมในอนาคต อาจจะ 2 ปี จนเกิดกระแสข่าวว่า “คนละครึ่ง” เพราะนายอนุทินก็สนิทสนมคุ้นเคยกับ พล.อ.ทรงวิทย์มายาวนาน และเชื่อมั่นในฝีมือ

แต่อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้อยู่ที่ผลงานของ พล.ท.อดุลย์ และที่สำคัญที่สุดคืออยู่ที่ ครูใหญ่

แม้ภาพลักษณ์ของ พล.ท.อดุลย์จะเป็นสายตรงบุรีรัมย์

แต่ในแง่ของการบริหารราชการแผ่นดิน พล.ท.อดุลย์ก็ต้องขึ้นตรงกับนายอนุทิน ที่เป็นนายกรัฐมนตรีที่คุมกลาโหม และงานความมั่นคงด้วยตนเอง

แม้จะมีการแบ่งงานความมั่นคง เช่น สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) สำนักข่าวกรองแห่งชาติ (สขช.) และศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ให้รองอ้วน นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และ รมว.ต่างประเทศ เป็นรองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคงก็ตาม

แต่นายอนุทินคุมความมั่นคง กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย ความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) เองทั้งหมด

“ใครคุมกระทรวงกลาโหม ใครคุมความมั่นคงทั้งหมด ก็นายกรัฐมนตรี เพราะฉะนั้น ไม่ต้องควบกลาโหม ก็ยิ่งกว่าควบ รมว.กลาโหมอีก”

นายอนุทินกล่าวไว้ถึงเหตุผลที่ไม่จำเป็นต้องควบ รมว.กลาโหม

พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ กับ พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาค 4

ท่ามกลางกระแสข่าวที่ว่า นายอนุทินเองจำเป็นที่จะต้องควบ รมว.มหาดไทยเพื่อไม่ให้เกิดแรงกระเพื่อม หากมีการเปลี่ยนตัว มท.1 โดยเฉพาะหากเป็นสายบุรีรัมย์มาคุม ก็อาจจะมีการแต่งตั้ง โยกย้าย แบบไม่สามารถบาลานซ์กลุ่มต่างๆ ได้

โดยเฉพาะตำแหน่งปลัดกระทรวงมหาดไทย ที่มีปลัดป๊อบ นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ นั่งคุมอยู่ และถือเป็นสายตรงของนายอนุทิน ที่เคยแข่งกับสายบุรีรัมย์มาก่อน เพราะนอกจากนายอนุทินจะควบ มท.1 เพื่อป้องกันการโยกย้ายที่อาจสร้างปัญหาแล้ว จะเห็นได้ว่านายอรรษิษฐ์ยังติดตามนายอนุทินไปทุกงานทุกที่ ทั้งงานราษฎร์งานหลวง เพราะนายอนุทินควบเก้าอี้ รมว.มหาดไทยด้วย ซึ่งถือเป็นธรรมเนียมปกติที่ปลัดกระทรวงต้องทำงานใกล้ชิดกับรัฐมนตรีว่าการ และยังเพื่อเป็นการแสดงออกถึงความเป็นสายตรงของนายอนุทิน เสมือนเป็นเกราะคุ้มภัยให้ปลัดมหาดไทยอีกด้วย

แม้จะเป็นนายกฯ พลเรือน และคุมความมั่นคงเอง แต่นายอนุทินก็ออกตัวว่า ไม่เคยพลาดในเรื่องงานความมั่นคง

“เคยได้ยินไหมว่าผมเคยพูดอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ ผมพูดทุกเรื่อง ยกเว้นเรื่องความมั่นคง ความลับทางราชการ ความลับของประเทศ ไม่เคยหลุด แม้แต่แอะเดียว การประเมินสถานการณ์โลกที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทย พวกนี้อยู่ในวงจำกัด เป็นมืออาชีพจริงๆ และไม่เคยทำความเสียหายให้กับประเทศ” นายอนุทินระบุ

พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ

การคุมกลาโหม และความมั่นคงสไตล์ของนายอนุทิน ซึ่งรู้จักสนิทสนมคุ้นเคยกับนายทหารระดับนำในกองทัพทุกเหล่าทัพมายาวนานแล้ว นายอนุทินยังใช้การพูดคุยสไตล์ทหาร ในการเรียก “พี่” ตามด้วยชื่อเล่น และรู้จักว่าใครเป็นรุ่นไหนแล้ว

นายอนุทินยังมีประเพณีร่วมวงรับประทานอาหารกับผู้บัญชาการเหล่าทัพ อย่างน้อยเดือนละหนึ่งครั้ง โดยครั้งแรกในปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยมีนายอนุทินเป็นเจ้าภาพ จึงใช้สถานที่ที่เป็นเซฟเฮาส์ของนายกฯ ในการพบปะพูดคุย เพื่อทำให้รู้จักสนิทสนมกันมากขึ้น

โดยเฉพาะกับ พล.อ.พนา ผบ.ทบ. ที่แม้เป็นคนเงียบๆ ไม่ค่อยพูด แต่การพบปะรับประทานอาหารแบบวงเล็กทำให้นายอนุทินมีโอกาสพูดคุยและทำความรู้จักนิสัยใจคอของผู้นำเหล่าทัพมากขึ้น

โดยมี พล.ท.อดุลย์และแกนนำ ตท.26 ที่สนิทสนมกับนายอนุทินร่วมวงละลายพฤติกรรมลดช่องว่าง เพิ่มความใกล้ชิดกันมากขึ้นในครั้งแรกด้วย ขาดเพียงบิ๊กหนุ่ย พล.อ.ธราพงษ์ มะละคำ ปลัดกลาโหม

ก่อนที่ครั้งที่สองจะเกิดขึ้นเมื่อ 16 เมษายนที่ผ่านมา โดยมีกองทัพเรือเป็นเจ้าภาพ จัดมื้ออาหารกันที่บ้านรับรอง ผบ.ทร. ริมแม่น้ำเจ้าพระยา โดยครั้งนี้มี พล.อ.ธราพงษ์มาร่วมวงด้วย

แต่ครั้งนี้ขาด พล.อ.พนา ที่ติดภารกิจกับครอบครัว

อนุทิน ชาญวีรกูล กับ พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาค 4

ในงานดังกล่าวนายอนุทินมีแผนที่จะหารือเรื่องการแก้ไขสถานการณ์ชายแดนภาคใต้และการแก้ปัญหากระแสต่อต้าน พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาค 4 จากกรณีคำพูดตอนปิดไมค์ และการพาดพิงโรงเรียนปอเนาะ เพื่อหาทางออก เนื่องจากวันรุ่งขึ้น 17 เมษายน 2569 นายอนุทินจะนำคณะใหญ่ลงชายแดนใต้

โดยมีทั้ง ผบ.หยอย พล.อ.อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด บิ๊กเฟื่อง พล.ร.อ.ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผบ.ทร. ร่วมคณะไปด้วย

แต่จากการหารือกับ พล.ท.อดุลย์และเสธ.ปูด้วง พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหาร 26 ทั้งกับ พล.อ.พนา และ พล.ท.นรธิป เพราะต่างรู้ดีว่าการที่จะโยกย้าย พล.ท.นรธิปแบบนอกฤดูในทางทหารไม่สามารถทำได้

เพราะไม่ได้มีความผิดทั้งวินัยและอาญา อีกทั้ง พล.ท.นรธิปก็เป็นเตรียมทหาร 26 จึงทำให้ทางออกของปัญหานี้จบลงที่นายอนุทินพูดคุยกับ พล.ท.นรธิป และขอให้กล่าวขอโทษต่อพี่น้องประชาชน โดยมี พล.ท.อดุลย์ เป็นผู้กล่าวนำ และมี พล.อ.ชัยพฤกษ์ ร่วมตอนแถลงด้วย สำทับด้วยการขอโทษของนายอนุทิน นายกรัฐมนตรีในฐานะ ผอ.รมน.อีกแรงด้วย

อีกทั้งในห้วงเวลานั้น พล.อ.พนาได้ลงพื้นที่ชายแดนใต้เพื่อต้อนรับองคมนตรี ได้มีการพูดคุยกับ พล.ท.นรธิปแล้ว ดังนั้น การลงพื้นที่ชายแดนใต้ของนายอนุทินจึงไม่มี พล.อ.พนาไปร่วมด้วย

แต่มี พล.อ.ชัยพฤกษ์ ซึ่งเป็นเลขาฯ กอ.รมน. ไปเป็นตัวแทน

อนุทิน ชาญวีรกูล กับ พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์

อันเป็นการสะท้อนได้ว่านายอนุทินก็รู้ธรรมเนียมทหาร และฟังความคิดเห็นจากฝ่ายกองทัพ แม้ว่าก่อนหน้าหน้านั้นนายอนุทินจะให้สัมภาษณ์แบบเข้มข้น ว่าพร้อมที่จะใช้อำนาจนายกรัฐมนตรีในการโยกย้าย ไม่ว่าจะเป็นระดับใด ซี 10 ซี 11 จะย้ายให้ดู

ประกอบกับที่ก่อนหน้านี้เมื่อเกิดเหตุเผาปั๊มน้ำมัน 11 จุดในพื้นที่ชายแดนใต้ นายอนุทินเคยให้สัมภาษณ์ตำหนิการทำงานของฝ่ายความมั่นคง และแม่ทัพภาค 4 ในเรื่องงานการข่าวและเหตุผลในการชี้แจงว่าเป็นเพราะเป็นช่วงครบรอบเทศกาลวันสำคัญหรือโอกาสสำคัญที่มักจะมีการก่อเหตุ ซึ่งการชี้แจงด้วยเหตุผลนี้นายอนุทินกล่าวว่ายอมรับไม่ได้

แม้จะไม่ได้ระบุถึงตำแหน่งแม่ทัพภาค 4 แต่เนื่องจากกระแสเรียกร้องจากในพื้นที่เวลานั้น ทำให้ถูกตีความว่าเป็นการส่งสัญญาณถึงแม่ทัพภาค 4 หรือไม่

แต่ในที่สุดนายอนุทินก็เลือกการพบกันครึ่งทาง โดยขอให้ พล.ท.นรธิปแถลงขอโทษเท่านั้น

แม้ในภาพรวม ทหารจำนวนไม่น้อยจะไม่เห็นด้วยกับการที่ระดับแม่ทัพภาค 4 จะต้องขอโทษต่อกลุ่มบุคคลที่ถูกมองว่าเป็นแนวร่วมของกลุ่มก่อความไม่สงบในชายแดนภาคใต้ แต่ก็เพื่อเป็นการลดกระแสกดดัน

ดังนั้น จึงเป็นการแสดงบทบาทการเป็นผู้นำของนายอนุทินต่อการแก้ปัญหานี้ไปได้แบบเฉพาะหน้า แม้ว่าจะยังไม่จบสิ้น แต่ก็ลดกระแสกดดันลงไปได้พอสมควร

เพราะนายอนุทินเองก็ไม่อยากเลือกที่จะแสดงอำนาจ ในการสั่งให้ ผบ.ทบ. หรือ รมว.กลาโหมใช้อำนาจในการสั่งย้ายแม่ทัพภาค 4 นอกฤดูจากกระแสกดดันเพียงเท่านี้

ต่อให้นายอนุทินต้องการแบบนั้น คาดว่า พล.อ.พนาก็คงไม่เห็นด้วย ไม่ใช่แค่ พล.ท.นรธิปเป็นเพื่อนเตรียมทหาร 26 เท่านั้น แต่ยังเป็นคนที่ พล.อ.พนาเลือกแล้ว จึงส่งลงไปชายแดนใต้ให้ทำหน้าที่แม่ทัพภาค 4 ที่ถือว่าเป็นการเปลี่ยนขั้วอำนาจในกองทัพภาค 4 ครั้งสำคัญในรอบเกือบ 10 ปี

ขณะที่ พล.ท.อดุลย์เองก็เป็นเพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหาร 26 เช่นกัน ก็คงไม่เห็นด้วยกับการที่จะโยกย้าย พล.ท.นรธิป พล.ท.อดุลย์เช่นกันจึงเห็นด้วยกับการให้ออกมาแถลงขอโทษ โดยที่ตัว พล.ท.อดุลย์เองก็อาสาที่จะเป็นผู้นำในการแถลงข่าว และยังช่วย พล.ท.นรธิปในการตอบคำถามสื่อมวลชนด้วย

อนุทิน ชาญวีรกูล กับ พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาค 4

ในชั้นนี้ถือว่า พล.ท.อดุลย์แสดงบทบาทของการเป็น รมว.กลาโหมได้เป็นอย่างดี รวมถึงบทบาทของความเป็นเพื่อน ที่ช่วยเพื่อนในการแก้ไขปัญหาและหาทางออก

แต่อย่างไรก็ตาม บทบาทของ พล.ท.อดุลย์ภายใต้การควบคุมของนายอนุทิน ในฐานะนายกรัฐมนตรี ยังถูกจับตามองต่อไปถึงบทบาทของครูใหญ่ ที่มีต่อ พล.ท.อดุลย์ด้วยเช่นกัน เพราะถือว่าเป็นคนที่สนับสนุนผลักดันให้ พล.ท.อดุลย์ได้มาเป็นรัฐมนตรีและขยับชั้นขึ้นเป็น รมว.กลาโหมด้วย

แต่ประเด็นที่มีการตั้งข้อสังเกตกันในกองทัพ คืองานของ พล.ท.อดุลย์มักจะมีแค่ผู้แทนผู้บัญชาการเหล่าทัพมาร่วมงาน และบ่อยครั้งที่ตัวแทนเหล่าทัพก็จะเป็นเตรียมทหารรุ่น 26 เท่านั้น ซึ่งอาจเป็นเพราะผู้บัญชาการเหล่าทัพติดภารกิจ จึงส่งตัวแทนมาร่วมงาน

อีกทั้งด้วยความที่ พล.ท.อดุลย์เป็นเพื่อนร่วมรุ่นกับผู้บัญชาการบางเหล่าทัพ และเป็นรุ่นน้องของผู้บัญชาการบางเหล่าทัพ จึงทำให้ผู้บัญชาการเหล่าทัพไม่จำเป็นต้องมาร่วมงานเอง

แต่ที่จับตามองมากที่สุด คือวันที่ พล.ท.อดุลย์จะเข้ารับตำแหน่ง รมว.กลาโหมอย่างเป็นทางการครั้งแรก 24 เมษายน 2569 พร้อมทำพิธีเนื่องในวันสถาปนากระทรวงกลาโหมครบ 139 ปี ที่เลื่อนมาตั้งแต่ 8 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งต้องรอดูว่าผู้บัญชาการเหล่าทัพจะมาร่วมงานกันพร้อมหน้าหรือไม่ เพราะถือว่าเป็นวันสำคัญและเป็นประเพณี แม้ว่า พล.ท.อดุลย์จะได้เข้าทำงานในกระทรวงกลาโหมไปบ้างแล้วก็ตาม

คนที่ถูกจับตามองมากที่สุดคือ พล.อ.พนา ซึ่งโดยบุคลิกลักษณะแล้วมักจะไม่ค่อยชอบออกงาน จะมาร่วมงานหรือไม่ เพราะมีรายงานว่า พล.อ.พนาเองก็พยายามรักษาระยะห่างกับฝ่ายการเมืองพอสมควร

เพราะแม้แต่งานวันกองทัพอากาศ 9 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา ที่มีนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหมมาร่วมงานด้วย รวมทั้งปลัดกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการเหล่าทัพมาร่วมกันอย่างพร้อมเพรียงก็ตาม

แต่ พล.อ.พนาก็ส่ง พล.อ.ชัยพฤกษ์ และ พล.อ.อานุภาพ ศิริมณฑล หัวหน้าคณะนายทหารฝ่ายเสนาธิการประจำผู้บังคับบัญชา เพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหาร 26 มาแทน

ในทางทหารแล้วการที่ผู้บัญชาการเหล่าทัพมาร่วมงานกันแบบพร้อมหน้า ในงานที่ รมว.กลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด หรือนายกรัฐมนตรีมาร่วม จะเป็นการสะท้อนถึงบารมีของผู้บังคับบัญชา และรวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างผู้บัญชาการเหล่าทัพด้วยกันเอง

แต่สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นประเด็นปลีกย่อย เรื่องหลักคือการวางบทบาทและระยะห่าง ระหว่างนายอนุทิน พล.ท.อดุลย์ กับผู้บัญชาการเหล่าทัพ โดยเฉพาะในเรื่องงาน ท่ามกลางไฟสงครามที่กำลังลุกโชน ไม่ว่าจะเป็นชายแดนไทย-กัมพูชา ที่มีแนวโน้มว่าอาจจะเกิดการสู้รบขึ้นอีกในอนาคต รวมถึงไฟใต้ที่ร้อนแรงขึ้นมาอีกครั้ง หลังจากที่ลุกโชนมายาวนานกว่า 20 ปี หรือแม้แต่สถานการณ์ชายแดนไทย-เมียนมา ที่แม้จะเป็นการสู้รบกันนอกประเทศแต่ก็ส่งผลกระทบถึงฝั่งไทยจากลูกระเบิดกระสุน จากการสู้รบภายในเมียนมา

ที่สำคัญนายอนุทินตระหนักเสมอว่าการที่พรรคภูมิใจไทยได้เติบโตแบบก้าวกระโดดจากพรรค 70 เสียงมาสู่พรรคการเมืองกว่า 190 เสียง เป็นผลมาจากคะแนนนิยมของฝ่ายทหารจากการทำการสู้รบกับกัมพูชา โดยที่นายอนุทินและรัฐบาลแสดงบทของการเป็นกองหนุนอย่างเต็มที่

แม้ว่าจะเป็นเวลาอีกเกือบ 4 ปีกว่าที่จะมีการเลือกตั้งทั่วไปครั้งต่อไป แต่นายอนุทินและพรรคภูมิใจไทยก็ยังจำเป็นต้องรักษาคะแนนนิยม จากเรื่องชายแดนและเรื่องความมั่นคง ให้ต่อเนื่องยาวนานไปจนถึงการเลือกตั้งครั้งหน้า ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย

ดังนั้น ทางเลือกของนายอนุทินจึงต้องเอาหลังอิงกองทัพไปอย่างต่อเนื่องและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างนายกรัฐมนตรีกับผู้บัญชาการเหล่าทัพ ระหว่างกองทัพกับรัฐบาล

โดยเฉพาะเตรียมทหารรุ่น 26 ที่มีทั้ง ผบ.ทบ. และ ผบ.ทอ. และมีแกนนำอีกหลายคนที่จะขึ้นมาเป็นผู้นำเหล่าทัพ เช่น ปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารเรือ ในตุลาคม 2569 นี้ และรวมถึงผู้บัญชาการทหารสูงสุด ในตุลาคม 2570

ดังนั้นการที่นายอนุทินคุมกระทรวงกลาโหม คุมความมั่นคงเอง ก็เป็นความพยายามที่จะช่วย พล.ท.อดุลย์ ให้ดูน่าเกรงขามขึ้นอีกทางหนึ่ง ในขณะเดียวกันก็ช่วยสแกนและสกรีนแนวทางต่างๆ ของ พล.ท.อดุลย์ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหากับฝ่ายกองทัพ แม้ว่าในยุคนี้โอกาสที่จะเกิดการปฏิวัติรัฐประหารเป็นไปได้น้อยมากก็ตาม

เพราะกองทัพมีผลต่อคะแนนนิยมของพรรคภูมิใจไทยในทุกสถานการณ์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

นายอนุทินจึงแสดงบทบาทของการสนับสนุนกองทัพทุกอย่าง แม้แต่การจัดงบประมาณรายจ่ายปี 2570 ก็ประกาศที่จะสร้างความพร้อมรบให้กองทัพ ไฟเขียวการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์เพื่อปกป้องอธิปไตยศักดิ์ศรีของประเทศอย่างเต็มที่

ขณะที่ พล.ท.อดุลย์ก็สร้างแผงอำนาจของเตรียมทหารรุ่น 26 โดยมีทีมที่ปรึกษา รมว.กลาโหม ที่เป็นเพื่อนเตรียมทหารรุ่น 26 ยกทีม และที่กระทรวงกลาโหมก็เต็มไปด้วย ตท.26 โดยมีบิ๊กต๋อง พล.อ.สรรเพชญ พิเนตรบูรณะ เป็นเลขานุการ รมว.กลาโหม และบิ๊กชาย พล.อ.อัฏฐพล ลัดใหม่กุลวัฒน์ อดีตปลัดบัญชีทหารบก ที่คาดว่าจะได้เป็นผู้ช่วยรัฐมนตรี ประจำ รมว.กลาโหม

โดยมี พล.อ.วิมล คำอิ่ม เป็นหัวหน้าสำนักงาน รมว.กลาโหม

นายอนุทินในฐานะผู้นำจำต้องมีหลังอิงกองทัพอยู่ตลอด โดยตัวนายอนุทินเองต้องเป็นข้อต่อระหว่างกองทัพกับรัฐบาล

รวมถึง พล.ท.อดุลย์ ที่เป็นข้อต่อในห้วงที่ผู้บัญชาการเหล่าทัพซึ่งเป็นเตรียมทหารรุ่น 26 กำลังจะทยอยเกษียณอายุราชการกันในตุลาคม 2571 จากนั้นจะเปลี่ยนผ่านเป็นเตรียมทหารรุ่น 28 ที่ขยับขึ้นมารับไม้ต่อ

ในเวลานั้นนายอนุทิน ซึ่งก็ใกล้ชิดสนิทสนมกับแกนนำเตรียมทหารรุ่น 28 มายาวนานเช่นกัน ก็จะสามารถยังเป็นข้อต่อกับคู่อำนาจในกองทัพได้อยู่ จึงอาจจะไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนตัว รมว.กลาโหม เพราะกว่าจะถึงวันนั้น พล.ท.อดุลย์ก็คงสั่งสมบารมีในกองทัพได้แข็งแกร่งมากขึ้นกว่าทุกวันนี้ เพื่อที่จะทำหน้าที่ได้อย่างต่อเนื่องครบเทอมพร้อมรัฐบาล และสะท้อนถึงความแข็งแกร่งของการเป็นสายตรงบุรีรัมย์อีกด้วย

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘นายกฯ หนู’ กลางดงทหาร ควบ มท. คุมเบ็ดเสร็จ กห. ผุด ประเพณีทานข้าว ผบ.เหล่าทัพ กระชับอำนาจ ‘บิ๊กดุลย์’ ตัวจริง กห.? กลางดง ตท.26

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...